TGI Wineday EP65: ถอดรหัสชีวิต ‘แซร์จ ดุบส์’ ผู้เป็นมากกว่าสุดยอดซอมเมอลิเยร์

TGI Wineday EP65: ถอดรหัสชีวิต ‘แซร์จ ดุบส์’ ผู้เป็นมากกว่าสุดยอดซอมเมอลิเยร์

จากชายที่ไม่เคยมีพื้นฐานเรื่องไวน์ สู่ซอมเมอลิเยร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เรื่องราวของ ‘แซร์จ ดุบส์’ พิสูจน์ว่า ความรู้สร้างได้ แต่หัวใจของการบริการคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำตลอดชีวิต

KEY

POINTS

วันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 คือวันที่ ‘แซร์จ ดุบส์’ (Serge Dubs) ในวัย 73 ปี ประกาศวางมืออย่างเป็นทางการ ยุติบทบาทการทำงาน ณ ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินอันเป็นตำนาน อย่าง ‘โลแบร์ฌ เดอ ลิล’ (L'Auberge de l'Ill) ที่เขาทำงานมาเป็นเวลานานกว่า 54 ปี

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เขาคือผู้ครอบครองตำแหน่งแชมป์ยุโรปปี 1988 และ Best Sommelier of the World ปี 1989 อีกทั้งในปี ค.ศ. 2021 เขาเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศตลอดชีพ ASI Gérard Basset Lifetime Achievement Award ที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูผู้ที่อุทิศทั้งชีวิตเพื่อความเป็นเลิศในวิชาชีพนี้

“หากคุณทำงานด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี คุณจะสามารถเอาชนะใจคนทั้งโลกได้” แซร์จ ดุบส์ เคยบอกไว้

ความผูกพันของเขากับ ‘โลแบร์ฌ เดอ ลิ’ นั้น หยั่งรากลึก ดังคำบอกเล่าของ เชฟ ‘มาร์ก แอบเบอร์แลง’ (Marc Haeberlin) ที่กล่าวถึงเพื่อนร่วมงานคนนี้ว่า “พวกเราใช้ชีวิตร่วมกันมานานกว่า 50 ปี... แซร์จ คอยอยู่เคียงข้างผมเสมอ เขาเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของร้าน และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา”

ก้าวแรกที่ความรู้เรื่องไวน์เป็น ‘ศูนย์’

ภาพจำของซอมเมอลิเยร์ระดับโลกมักเชื่อมโยงกับทายาทโรงไวน์เก่าแก่ หรือเติบโตมาท่ามกลางไร่องุ่นอันกว้างใหญ่ แต่เรื่องราวของ แซร์จ ดุบส์ หักล้างมายาคตินั้น เขาเริ่มต้นทุกอย่างจากความว่างเปล่า

ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1953 ณ เมืองสทราซบูร์ แคว้นอาลซัส ในวัยเยาว์ แซร์จ เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับอุตสาหกรรมน้ำองุ่น ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่เป็นนักกีฬา เขาจึงไม่แตะต้องแอลกอฮอล์เลยแม้แต่หยดเดียวจนกระทั่งก้าวเข้าสู่วิชาชีพ

เส้นทางสายบริการเริ่มต้นขึ้น เมื่อเข้าศึกษาที่วิทยาลัยการโรงแรม อิลคิร์ช-กราฟฟองสตาเดน ในเขตปริมณฑลทางใต้แห่งสทราซบูร์ (École hôtelière d'Illkirch-Graffenstaden) ที่ซึ่งเขาได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ทั้งศาสตร์การทำอาหารในครัว และศิลปะการบริการส่วนหน้า การไร้ซึ่งพื้นฐานด้านไวน์ไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่เป็นเสมือนผืนผ้าใบเปล่าที่พร้อมจะเปิดรับความรู้อย่างไม่มีขีดจำกัด

“ผมไม่ได้ก้าวเข้ามาในแวดวงซอมเมอลิเยร์ เพราะว่าผมเข้าใจมัน... ผมคิดในใจแค่ว่าผมยังไม่ดีพอในเรื่องไวน์ ดังนั้นผมจึงต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้”

จุดหักเหที่ปารีส และการตกหลุมรัก ณ L’Auberge de l’Ill

ชีวิตมักมีจุดเปลี่ยนสำคัญ สำหรับแซร์จ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เมื่อเขาได้พบกับ เชฟมาร์ก แอบเบอร์แลง ครั้งแรก ณ ร้าน Lasserre ในกรุงปารีส ความประทับใจนำพาให้ชายหนุ่มวัย 19 ปี ผู้เพิ่งปลดประจำการทหาร เดินทางกลับมาสมัครงานที่ L'Auberge de l'Ill ในปี ค.ศ. 1972

วันแรกที่ก้าวเข้ามาในร้าน บรรยากาศโดยรอบได้ตรึงใจเขาไว้ เขายอมสยบยอมต่อศาสตร์แห่งอาหารและเครื่องดื่มอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จากเมนูของหวาน ‘ลูกพีชโพช’ (poached peach) ฝีมือของคุณพ่อปอล แอบเบอร์แลง

“ในวันแรกที่ผมมาที่นี่ เพื่อแนะนำตัวกับ คุณฌ็อง-ปิแยร์ ผมสังเกตเห็นว่ามีพนักงานเสิร์ฟหญิงหน้าตาดีหลายคน และเมื่อผมได้ลิ้มลองเมนูขนมหวานลูกพีชโพชของคุณพ่อแอบเบอร์แลง ผมคิดในใจทันทีว่า นี่มันเป็นไปไม่ได้ ร้านอาหารแห่งนี้ยอดเยี่ยมเหนือธรรมดา ผมตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตอนนั้น ผมอายุ 19 ปี เพิ่งออกจากการเกณฑ์ทหาร ผมตื่นตาตื่นใจมาก และได้แต่สวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ขอให้พวกเขาจ้างผมทำงาน ผมมีความสุขกับที่นี่เหลือเกิน”

ครูคนแรกและการส่งต่อกุญแจคลังไวน์

 

การก้าวขึ้นสู่ความเป็นเลิศ ต้องมีเข็มทิศที่ดี แซร์จ โชคดีที่ได้รับคำชี้แนะจาก ‘ฌ็อง-มารี สต็อกเกล’ (Jean-Marie Stoeckel) ซอมเมอลิเยร์ที่ดีที่สุดของฝรั่งเศส ประจำปี 1972 ผู้ทำหน้าที่เป็นทั้งครู พี่เลี้ยง และผู้เปิดประตูกระบวนทัศน์ใหม่เกี่ยวกับไวน์ให้แก่เขา

สต็อกเกล ไม่ได้สอนเพียงแค่ทฤษฎี แต่เขาสอนการใช้จินตนาการและภาษาในการถ่ายทอดสุนทรียภาพของไวน์ จนทำให้ แซร์จ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าซอมเมอลิเยร์ (Head Sommelier) ของร้านได้ในปี ค.ศ. 1976 ด้วยวัยเพียง 23 ปี

“เมื่อ ฌ็อง-มารี สต็อกเกล เดินทางมาถึงร้าน L'Auberge de l'Ill ตัวผมซึ่งไม่มีความรู้เรื่องไวน์เลย พลันเข้าใจวิธีการที่เขาพูดถึง นั่นเป็นการจุดประกายอย่างไม่ต้องสงสัย... เขามีคำศัพท์ที่งดงาม ซึ่งทำให้คุณสามารถจินตนาการและฝันตามได้”

“ผมมักพูดเสมอว่า ผมไม่ได้เลือกเส้นทางของโรงเรียนระดับชนชั้นนำ แต่ผมเลือกเดินบนเส้นทางของไวน์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งนั่นก็ไม่เลวเลย และมันจะไม่มีวันสิ้นสุด”

รสสัมผัสแห่งความพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม หนทางสู่ดวงดาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความสำเร็จระดับโลกถูกหล่อหลอมขึ้นจากหยาดเหงื่อ ความผิดหวัง และจิตวิญญาณของนักกีฬาที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แซร์จ เปลี่ยนความกระหายในการแข่งขันกีฬาในวัยเด็ก ให้กลายมาเป็นพลังขับเคลื่อนบนเวทีประกวดซอมเมอลิเยร์

“ผมเล่นกีฬามามาก และคิดถึงเรื่องการแข่งขัน ดังนั้น ผมจึงจำลองการประกวดซอมเมอลิเยร์ให้เป็นช่องทางในการเติมเต็มความว่างเปล่าส่วนนั้น”

ทว่าความพ่ายแพ้คือครูที่ทรงพลังที่สุด แซร์จ ต้องเผชิญกับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับหนึ่งของฝรั่งเศสถึงสองครั้งสองคราในปี 1978 และ 1980 ก่อนจะคว้าชัยชนะมาได้ในปี 1983 และบทเรียนราคาแพงที่สุดเกิดขึ้นในปี 1985 ที่ปารีส เมื่อเขาประเมินสภาพร่างกายตนเองต่ำไป หลังเดินทางกลับจากนิวยอร์กและลงแข่งขันทันที จนต้องพบกับความล้มเหลว

“ผมสาบานกับตัวเองว่า ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม ผมจะต้องเป็นที่หนึ่ง”

“ผมคิดว่าผมจะจัดการความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง อาการเจ็ตแล็ก และความเครียดจากการแข่งขันทั้งหมดนี้ได้ พร้อม ๆ กันในวันเดียวกับที่เพิ่งกลับจากนิวยอร์ก... ผมต้องชดใช้สิ่งเหล่านั้นด้วยความพ่ายแพ้ ซึ่งมาจากความมั่นใจที่มากเกินไป เป็นความทุกข์ทรมานใจอย่างยิ่ง แต่นั่นคือประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดในชีวิต”

ความผิดพลาดครั้งนั้นเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ในการเตรียมตัวเข้าชิงแชมป์โลกปี 1989 แซร์จ ทุ่มเทอย่างหนัก ชนิดที่คนธรรมดายากจะจินตนาการ

“เพื่อสิ่งนั้น คุณต้องการการสนับสนุนที่ดีและผมก็ได้รับมัน... ตลอดเวลาหนึ่งปีเต็ม ผมยอมเสียสละทุกอย่าง นอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง และมีชีวิตอยู่เพื่ออาชีพของผมและการทดสอบเท่านั้น”

เกียรติยศ และการครองสติ

หลังผ่านการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง รางวัลเกียรติยศก็ประดังเข้ามา จากแชมป์ฝรั่งเศส (1983), แชมป์ยุโรป (1988), Master of Port (1988) ไปจนถึงจุดสูงสุด คือแชมป์โลกในปี 1989 นอกเหนือจากนี้ เขายังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมซอมเมอลิเยร์ฝรั่งเศส (UDSF) และประธานการตัดสินตำแหน่งอันทรงเกียรติ อย่าง Meilleurs Ouvriers de France (MOF)

แต่สิ่งที่น่าเลื่อมใสที่สุดในตัวผู้ชายคนนี้ คือ ‘การครองสติ’ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เขาได้ชื่อว่าเป็น ‘ซอมเมอลิเยร์ที่ดีที่สุดในโลก’ แซร์จ ยังคงกลับมาสวมผ้ากันเปื้อน ผูกไท และต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้มถ่อมตนเช่นเดิม

“งานประจำวันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยจริง ๆ นอกจากการบริการ ผมก็ดูแลเรื่องการจัดซื้ออยู่แล้ว... ลูกค้ามักคาดหวังความยิ่งใหญ่จากแชมป์เปี้ยน แต่หน้าที่ของซอมเมอลิเยร์ไม่ใช่การฉายแสง หรือทำตัวโดดเด่น แต่คือการทำให้แขกผู้มาเยือนมีความสุข”

“ผมพยายามที่จะไม่ทำตัวเป็นนักโทษ ที่ถูกขังอยู่ในตำแหน่งนี้ ผมอยากใช้ชีวิตต่อไป ในฐานะ แซร์จ ดุบส์ เรียนรู้วิธีที่จะสร้างประโยชน์จากตำแหน่ง โดยไม่ละทิ้งจิตวิญญาณดั้งเดิมของตัวเอง”

ปรัชญาบริการ

สำหรับ แซร์จ ดุบส์ ศาสตร์แห่งซอมเมอลิเยร์ไม่ใช่เรื่องของการท่องจำปีวินเทจหรือชื่อผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ ‘มนุษยสัมพันธ์’ และ ‘จิตวิทยา’

“งานฝีมือของเราในฐานะซอมเมอลิเยร์ ถึงแม้จะฟังดูน่าตกใจสำหรับบางคน แต่จริงๆ แล้วก็คือจิตวิทยาถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนความรู้ทางวิชาการและทักษะฝีมือ เป็นอีก 50 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ... คุณมีไวน์เป็นพันขวดในคลัง แต่ก็ไร้ประโยชน์ หากซอมเมอลิเยร์ ไม่มีความเข้าใจในจิตวิทยา 50 เปอร์เซ็นต์นั้น”

แซร์จ ขึ้นชื่อเรื่องเทคนิคเชิงจิตวิทยาที่นุ่มนวล ช่วยลดความประหม่าของลูกค้า เวลาแนะนำไวน์ เขาจะใช้วิธีนิ้วชี้ไปที่รายการไวน์ โดยไม่เอ่ยถึงตัวเลขราคา เพื่อให้สิทธิ์และอิสรภาพแก่ลูกค้าในการประเมินงบประมาณอย่างเป็นส่วนตัว

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังพร้อมที่จะฉีกกฎเกณฑ์ทุกข้อในตำรา หากสิ่งนั้นจะสร้างความสุขที่แท้จริงให้แก่แขก เช่น ครั้งหนึ่งที่เขาตัดสินใจเสิร์ฟไวน์หวาน อย่าง Sauternes คู่กับจานเนื้อสัตว์ตามคำขอของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง เพียงเพราะมันเป็นไวน์ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำอันลึกซึ้งของพวกเขา

“กฎนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็ต้องมองเห็นข้อยกเว้นด้วยเช่นกัน”

“การสร้างความสุขให้แก่ผู้คน จะมีเป้าหมายใดที่สูงส่งไปกว่านี้อีกหรือ? จงถ่อมตัว จงนอบน้อม และจงมีอัธยาศัยงดงาม หากคุณทำงานด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี คุณจะสามารถเอาชนะใจคนทั้งโลกได้”

ศาสตร์แห่งรสสัมผัส และการปฏิเสธกระแสนิยมไวน์ยุคใหม่

ในแง่ของรสนิยมการชิมไวน์ แซร์จ ดุบส์ มีความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง เขาทำหน้าที่ปกป้อง ‘กรดธรรมชาติที่สุกงอม’ (Mature and Ripe Acidity) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการชูรสชาติอาหาร และมักจะตั้งคำถามท้าทายกระแสนิยมยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นผลิตไวน์เนื้อสัมผัสหนักหน่วง มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 14% และอุดมไปด้วยแทนนินที่ขมฝาดรุนแรง

“ผมปกป้องกรดธรรมชาติ (acidity) กรดที่เหมาะสม กรดที่สุกงอม ซึ่งช่วยสนับสนุนรสชาติผลไม้ และทำให้ไวน์มีชีวิตชีวา... ปัจจุบัน มีการผลิตไวน์ที่รุนแรงเกินไป (extreme wines) มีความเข้มข้น แอลกอฮอล์ 14% หรือมากกว่านั้น ซึ่งนั่นมันมากเกินไป ไม่ดีทั้งกับอาหารและตัวลูกค้าเลย”

สุนทรียศาสตร์ของไวน์ คือความละเอียดอ่อน ความสง่างามต้องมาก่อนความพยายามทำตัวให้โดดเด่น ดังเช่นความรักที่เขามีต่อไวน์แดง Volnay Les Caillerets หรือไวน์ขาวจากแผ่นดินเกิดในแคว้นอาลซัส อย่าง Sylvaner และ Riesling Clos Sainte Hune ที่สะท้อนตัวตนของผืนดินได้อย่างบริสุทธิ์

เหนือสิ่งอื่นใด แซร์จ เชื่อในการคืนอิสรภาพในการรับรสสู่ตัวผู้ดื่ม โดยปฏิเสธที่จะให้คำชี้นำของนักวิจารณ์ไวน์มาครอบงำประสาทสัมผัสที่แท้จริง

“คุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไวน์ คือการรักษาความสง่างามเอาไว้ในขณะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เด่นชัด”

“สิ่งที่แย่ที่สุด คือเวลาที่คุณร่วมชิมไวน์ แล้วมีคนหันมาบอกว่า ‘โอ้ ไวน์นี้มีกลิ่นหอมดอกไวโอเล็ตที่มหัศจรรย์มากเลยนะ’ ทั้งที่ตัวคุณไม่ได้กลิ่นอะไรแบบนั้นเลย... คุณต้องเปิดรับไวน์ในแบบที่คุณรู้สึกได้ด้วยตัวคุณเอง ไม่ใช่ตามความรู้สึกของคนอื่น”

แซร์จ ไม่ได้ห้ามแชร์ความเห็น แต่เขาบอกว่า “สิ่งที่แย่ที่สุด คือการที่คนคนหนึ่งพูดเรื่องกลิ่นขึ้นมา ด้วยท่าทีที่เป็นข้อยุติ (คำตัดสิน) จนทำให้คนอื่นรู้สึกว่า ‘ถ้าฉันไม่ได้กลิ่นแบบที่หมอนี่พูด แสดงว่าฉันดมไม่เป็น หรือลิ้นไม่ถึง’”

เขาจึงอยากคืนอิสรภาพให้ผู้ดื่มว่า จงสนุกและเชื่อในสิ่งที่คุณได้กลิ่นจริงๆ เพราะไวน์แก้วเดียวกัน อาจเล่าเรื่องราวให้แต่ละคนฟังไม่เหมือนกัน

คู่ชีวิตและแสงสว่างเบื้องหลังเวทีอันท้าทาย

เบื้องหลังความสำเร็จกว่าครึ่งศตวรรษ แซร์จ ดุบส์ มีสตรีนางหนึ่งอยู่เบื้องหลัง เธอคือ ‘เบียทริซ’ (Béatrice) พนักงานเสิร์ฟแห่ง L'Auberge de l'Ill ผู้เป็นทั้งคนรักและคู่คิดในชีวิต

เบียทริซ เป็นคนอาลซัสโดยกำเนิด นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ แซร์จ เลือกที่จะฝังรากลึกและปฏิเสธข้อเสนอจากห้องอาหารหรูทั่วโลก เพื่อปักหลักอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต ปรัชญาเรื่อง ‘หุ้นส่วนชีวิต’ ของเขานั้น งดงามและสะท้อนความจริงที่ว่า ไม่มีแชมป์โลกคนไหนก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้โดยลำพัง

“หากปราศจาก เบียทริซ ภรรยา ผมย่อมไม่มีวันประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ อย่างที่ผมทำได้เลย เธออยู่เคียงข้างผมเสมอมาจนถึงทุกวันนี้ เธอคือแสงสว่างในชีวิต ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในทุกสิ่งที่เธอได้อุทิศ ไม่ว่าคุณจะอยู่บนเวทีแข่งขันหรืออยู่ในห้องอาหาร คุณไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ พวกเราทุกคนล้วนต้องการความช่วยเหลือจากใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง คอยผลักดันให้สิ่งต่าง ๆ สำเร็จลุล่วง”

การส่งมอบคอร์กสกรูกับความรู้ที่ไม่มีสูตรตายตัว

ก่อนจะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสง่างาม แซร์จ ดุบส์ ได้ส่งมอบคอร์กสกรูและกุญแจคลังไวน์ให้แก่ทีมซอมเมอลิเยร์ทั้ง 5 คน ที่เขาคัดเลือกและเคี่ยวกรำมาด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่า มาตรฐานความเป็นเลิศของ L'Auberge de l'Ill จะยังคงดำเนินต่อไป

แซร์จ ไม่ได้สร้างหุ่นยนต์ที่เลียนแบบเขา แต่บ่มเพาะให้ลูกศิษย์แต่ละคนค้นพบอัญมณีในตนเอง ดังคำยกย่องจาก ‘เอร์เว เฟลอริแยล’ (Hervé Fleuriel) ซอมเมอลิเยร์รุ่นน้อง

“แซร์จ ให้ความรู้ผมในตอนแรก แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เขาได้มอบสติปัญญาและความสุขุมในการนำทางชีวิตแก่เรา คุณจะเริ่มตระหนักว่า สิ่งที่คุณเคยเชื่อมั่นว่าถูกต้องในอดีตนั้น ย่อมมีวันแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และนั่นคือจุดที่ แซร์จ ก้าวเข้ามาเพื่อพัฒนาความรู้ของเรา... เขายังดูแลให้ซอมเมอลิเยร์ทุกคนรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองเอาไว้อีกด้วย”

การเริ่มต้นใหม่บนถนนสายไวน์

การก้าวเดินออกจากประตูของ L'Auberge de l'Ill ในวัย 73 ปี อาจดูเหมือนเป็นตอนจบของบทละครบทใหญ่ แต่นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดสำหรับ แซร์จ ดุบส์ สำหรับชายผู้มีไวน์ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดคนนี้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ถนนสายนี้ย่อมไม่มีวันสิ้นสุด

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลก แซร์จ กำลังเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะ ‘ที่ปรึกษา’ ของโครงการระดับสากล อย่าง WhosWines โปรเจกต์ที่นำเอาเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาถ่ายทอดและแบ่งปันรสนิยม รวมถึงภูมิปัญญาการดื่มไวน์อย่างไร้พรมแดน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกสามารถเข้าถึงสุนทรียศาสตร์ที่สะสมมาตลอด 54 ปีของเขา

การเกษียณไม่ใช่การพักผ่อนเพื่อรอวันโรยรา หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเพื่อส่งต่อไฟแห่งปัญญาไปสู่โลกยุคใหม่ที่กว้างใหญ่กว่าเดิม

“ผมไม่คิดว่าการเดินทางจะจบลงแล้วหรอกนะ ผมยังต้องเดินทางต่อไป” แซร์จ ดุบส์ บอกอย่างมั่นใจ

บทความชิ้นนี้มีขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่ แซร์จ ดุบส์ ผู้เปลี่ยนไวน์ในแก้วให้กลายเป็นบทกวี และเปลี่ยนการบริการให้เป็นศิลปะแห่งชีวิต ขอให้วันศุกร์นี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยสุนทรียภาพในแบบที่คุณเลือกเอง สุขสันต์วัน TGI Wineday ครับ!

 

อนันต์ ลือประดิษฐ์