17 ส.ค. 2569 | 12:08 น.

KEY
POINTS
"ชีวิตเรียกร้องจากเรามากมายเหลือเกินเพื่อแค่จะประคองตัวให้อยู่รอดได้ แล้วเราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร หากไม่ใช่เพื่อสัมผัสความสุข หรือเพื่อร่วมสร้างสรรค์และเสพความงดงาม?"
นี่คือเสียงสะท้อนจาก ‘แอนน์ แฮททาเวย์’ (Anne Hathaway) ในวัย 43 ปี มันเป็นถ้อยคำที่ชวนให้คนทำงานในเช้าวันจันทร์อย่างเราต้องหยุดคิด หลายครั้งที่เราตื่นมาพร้อมกับความเหนื่อยล้า ก้าวขาออกจากบ้านด้วยความรู้สึกกังวล และก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเพียงเพื่อ "ประคองตัวให้อยู่รอด" จนเราเผลอทำความสุขระหว่างทางหล่นหายไป
พวกเราส่วนใหญ่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน มักจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าเราต้อง ‘สมบูรณ์แบบ’ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ แอนน์เองก็เคยผ่านจุดนั้นค่ะ เธอยอมรับว่าในวัย 22 ปี ตอนที่ถ่ายทำภาพยนตร์แจ้งเกิดอย่าง The Devil Wears Prada (2006) เธอทำงานด้วยความขลาดกลัวตลอดเวลา ความกลัวที่จะทำได้ไม่ดีพอทำให้เธอเข้มงวดและใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป จนในตอนนั้นเธอแทบไม่เหลือพื้นที่ในใจให้ความสุขได้ผลิบานเลย
จริง ๆ แล้ว ความสำเร็จที่สวยงามอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นตัวเลือกแรกของใครเสมอไป แอนน์เคยเปิดเผยว่าในบท ‘แอนดี้ แซกส์’ ที่ทำให้คนทั้งโลกรักเธอนั้น จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้ถูกวางตัวไว้แต่แรก แต่เธอเป็นเพียง ‘ตัวเลือกอันดับที่ 9’ ที่เกือบจะถูกมองข้ามไปด้วยซ้ำ แต่เธอก็เลือกที่จะตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะการพิสูจน์คุณค่าของการทำงาน ไม่ได้วัดกันที่ว่าคุณเป็นตัวเลือกที่เท่าไหร่ แต่วัดกันที่ผลงานที่คุณทำหลังจากได้รับโอกาสต่างหาก
ทว่าในโลกของการทำงานจริง ต่อให้เราทุ่มเทหัวใจและทำผลงานออกมาได้ดีเยี่ยมแค่ไหน เราก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับ ‘อคติ’ หรือความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้อยู่ดี เหมือนช่วงหนึ่งในชีวิตของแอนน์ที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการคว้าออสการ์จากบทบาท 'ฟองทีน' ใน Les Misérables (2012) แต่เธอกลับถูกสังคมออนไลน์โจมตีอย่างรุนแรงด้วยกระแสที่เรียกว่า ‘Hathahate’ ผู้คนแซะว่าเธอ "ดูพยายามมากเกินไป" และ "ดูประดิษฐ์" จนประตูกลางฮอลลีวูดเกือบจะปิดตายเพราะความเป็นพิษของข่าวลือเหล่านั้น
แต่ในวันที่มืดมนที่สุดจนแทบไม่มีใครกล้าจ้างงานเธอ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ (Christopher Nolan) กลับยื่นมือมาดึงเธอไปร่วมงานใน Interstellar (2014) แอนน์ถึงกับเรียกโนแลนว่าเป็น ‘เทวดาผู้พิทักษ์’ (guardian angel) ของเธอ บทเรียนแสนจริงใจนี้บอกเราว่า ในออฟฟิศอันแสนกว้างใหญ่ เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้คนทั้งองค์กรรักเราหรอกค่ะ ขอเพียงแค่มีกัลยาณมิตร หัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานเพียงสักคนที่มองเห็นเนื้อแท้และพร้อมจะสนับสนุนเราในยามวิกฤตก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไป จนกระทั่งแอนน์ก้าวเข้าสู่วัย 40 ปี ทัศนคติของเธอต่อชีวิตและการทำงานก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอกล่าวว่า "ฉันเลิกปฏิบัติกับชีวิตราวกับว่ามันเป็นการซ้อมใหญ่แล้ว และหันมาสนุกสนานรวมถึงดื่มด่ำกับมันจริง ๆ"
นั่นสินะคะ... ชีวิตจริงไม่มีรอบซ้อมใหญ่ให้แก้ตัว และงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราจะยอมเหนื่อยแทบตาย แบกความเครียดไว้เต็มบ่า เพียงเพื่อจะผัดวันประกันพรุ่งบอกตัวเองว่า "รอให้โปรเจกต์นี้จบก่อน แล้วฉันค่อยมีความสุข"
ในฐานะทูตสันถวไมตรีของ UN แอนน์เคยขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เพื่อรณรงค์สิทธิสตรีและแนวคิดเรื่อง ‘Bread and Roses’ (ขนมปังและดอกกุหลาบ) เธอย้ำว่ามนุษย์เราต้องการ ‘ขนมปัง’ (เงินเดือนและสวัสดิการ) เพื่อประคองชีวิตให้อยู่รอด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังคงต้องการ ‘ดอกกุหลาบ’ (ความสุข ความอ่อนโยน และความงดงาม) หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณควบคู่กันไปด้วย
ในสุนทรพจน์วันนั้น แอนน์ได้เล่าความทรงจำในวัยเด็ก ตอนที่คุณพ่อมักจะถามเธอในสถานีรถไฟใต้ดินทุกครั้งเวลาเดินทางไปคัดตัวนักแสดงเสมอว่า “ทิศไหนคือทิศเหนือ?" เพื่อฝึกให้เธอหัดนำทางชีวิตของตัวเอง และเธอก็ได้ส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นไว้ว่า "ทุกเจเนอเรชันต่างต้องค้นหาทิศเหนือของตัวเอง"
สำหรับคนทำงานในยุคปัจจุบัน ‘ทิศเหนือ’ ที่เราเผลอตั้งพิกัดไว้อาจเป็นเพียงแค่หน้าที่การงานที่มั่นคงและเงินเดือนที่มากขึ้น แต่ ‘ทิศเหนือ’ ที่แท้จริงอาจเป็นเพียงพิกัดที่ทำให้เราสามารถรักษาสมดุลระหว่างขนมปังและดอกกุหลาบในชีวิตไว้ได้ต่างหาก
เช้าวันจันทร์นี้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเปิดหน้าจอสะสางงาน ลองถามตัวเองเบา ๆ ด้วยประโยคของแอนน์อีกครั้งนะคะ...
"เราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร หากไม่ใช่เพื่อสัมผัสความสุข?"
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า