สวัสดีวันจันทร์: “ต่อให้เป็นงานในฝัน มันก็จะมีช่วงเวลาแย่ๆ อยู่ประมาณ 30% เสมอ”

สวัสดีวันจันทร์: “ต่อให้เป็นงานในฝัน มันก็จะมีช่วงเวลาแย่ๆ อยู่ประมาณ 30% เสมอ”

งานในฝันไม่ได้แปลว่าไม่มีวันแย่ แต่คือการยอมรับว่า ทุกอาชีพล้วนมี “30% ที่ห่วย” เป็นราคาที่ต้องจ่าย ‘มาร์ก แมนสัน’ ชวนเปลี่ยนมุมมองจากการไล่ล่าความสุข มาเป็นการเลือกความเหนื่อยที่เราเต็มใจรับ เพื่อแลกกับชีวิตที่อยากมี

KEY

POINTS

ประโยคดึงสติในเช้าวันจันทร์นี้มาจาก ‘มาร์ก แมนสัน’ (Mark Manson) นักเขียนระดับ Bestselling Author เจ้าของผลงานเปลี่ยนโลกความคิดอย่าง The Subtle Art of Not Giving a Fck* ชายผู้ขึ้นชื่อเรื่องการพูดความจริงแบบไม่อ้อมค้อม โดยเขาได้เอ่ยประโยคนี้ไว้ในพอดแคสต์ Young and Profiting เพื่อทำลายมายาคติล่องลอยเกี่ยวกับชีวิตการทำงาน

เช้าวันแรกของสัปดาห์แบบนี้ หลายคนอาจกำลังนั่งถอนหายใจอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มองกาแฟในมือ พลางตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทำไมงานที่เราตั้งใจเลือกมาทำ ถึงยังมีเรื่องน่าเบื่อขนาดนี้?" หรือ "หรือว่าเรากำลังอยู่ผิดที่ผิดทางกันแน่?"

แมนสันอธิบายไว้ว่า ไม่ว่างานนั้นจะเปรียบเสมือน “งานในฝัน” ที่เราเลือกเองกับมือและรักมันมากแค่ไหนก็ตาม มันจะยังมีส่วนที่ไม่น่าพิศมัยแทรกซึมอยู่อย่างน้อย 30% เสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เบื้องหลังอาชีพนักเขียนเบื้องต้นของตัวเขาเอง ก็ต้องเจอช่วงเวลาที่ต้องนั่งเขียนงานคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว นั่งโละบทที่ทุ่มเทเขียนมาตลอดทั้งปีทิ้งไปเพราะมันยังดีไม่พอ หรือกระทั่งภาระจิปาถะอย่างเรื่องเอกสารและภาษีที่ไม่มีใครอยากทำ เบื้องหลังงานสร้างสรรค์เก๋ไก๋ จึงมีความเสี่ยง ความกดดัน และความซ้ำซากจำเจที่คุณต้องอดทนทำซ้ำ ๆ อยู่ดี

คนส่วนใหญ่มักหลงทางเพราะไปตกหลุมพรางความเชื่อที่ว่า "ถ้าได้ทำงานที่รัก เราจะไม่รู้สึกว่าต้องทำงานเลยสักวัน" พอเนื้องานไม่ได้มอบความสุขสมบูรณ์แบบเต็ม 100% ก็เริ่มรู้สึกท้อแท้ หรือเสียใจที่ตัวเองไม่มีความสุข ซึ่งแมนสันเรียกว่า Feedback Loop from Hell (วงจรอุบาทว์จากนรก)

แมนสันเสนอ ‘กฎย้อนศร’ (The Backwards Law) ว่า ยิ่งเราไขว่คว้าหาแต่ความสุขและประสบการณ์เชิงบวกในการทำงาน เรายิ่งย้ำเตือนตัวเองว่ากำลังขาดมัน ในทางกลับกัน การยอมรับความจริงว่าชีวิตและการทำงานมันต้องมีเรื่องแย่ ๆ หรือเรื่องห่วย ๆ แทรกอยู่บ้าง นั่นแหละคือประสบการณ์เชิงบวกที่จะช่วยให้จิตใจเราเป็นสุขและสงบลงอย่างแท้จริง

แมนสันเลยชวนเราเปลี่ยนคำถามใหม่ในการทำงาน...

แทนที่จะถามตัวเองว่า "งานไหนทำแล้วจะมีความสุขตลอดเวลา?" ลองหยุดคิด แล้วถามตัวเองใหม่ว่า “ความเจ็บปวด ความเบื่อหน่าย หรือความเหน็ดเหนื่อยแบบไหน ที่เรายินดีจะทนรับมันเพื่อแลกกับผลลัพธ์?”

เพราะในความเป็นจริง ความสำเร็จหรือความเชี่ยวชาญไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเสพสุขได้มากกว่า แต่วัดกันที่ว่า ใครสามารถอดทนและจัดการกับ ‘ความเจ็บปวด 30%’ ของงานนั้นได้ดีกว่าคนอื่นต่างหาก หากเราอยากได้ผลประโยชน์จากสิ่งใด เราก็ต้องยินดีจ่ายต้นทุนของมันด้วย

นอกจากนี้ หากคุณรู้สึกว่าสัปดาห์นี้งานหนักหนาจนมองไม่เห็นทางแก้ แมนสันเตือนสติเราเรื่อง ความรับผิดชอบ (Responsibility) กับ ความผิด (Fault) ปัญหาในองค์กรหรืออุปสรรคตรงหน้าอาจไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่การเลือกวิธีตอบสนอง ทัศนคติ และลุกขึ้นมาจัดการกับมัน คือความรับผิดชอบของคุณ 100%

และถ้าเช้าวันจันทร์นี้คุณรู้สึกไร้พลังหรือไม่มีแรงบันดาลใจเอาเสียเลย ให้ลองใช้หลักการ ‘Do Something’ เลิกนั่งรอให้แรงบันดาลใจวิ่งมาหา แต่ให้เริ่มลงมือทำอะไรสักอย่างเล็ก ๆ ก่อน เพราะการลงมือทำไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของแรงบันดาลใจ แต่มันคือสาเหตุที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นด้วย

ลองจิบกาแฟ แล้วหยุดคิดสักครู่

ปัญหา ความเมื่อยล้า และความปวดหัวที่คุณกำลังเจออยู่ในเช้าวันจันทร์นี้ มันคือความทุกข์ประเภทที่คุณเต็มใจเลือกเพื่อแลกกับเป้าหมายชีวิตของคุณหรือเปล่า?

ถ้าใช่... ยินดีด้วย คุณกำลังทำงานในฝันอยู่จริง ๆ นั่นแหละ แค่ต้องยอมรับส่วนที่ห่วย 30% นั้นอย่างเข้าใจ แล้วหันไปหลงรักในกระบวนการทำงานทุก ๆ วัน ไม่ใช่รักแค่ผลลัพธ์ปลายทางเพียงอย่างเดียว

 

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ

พาฝัน ศรีเริงหล้า