Google Flood Hub ระบบพยากรณ์น้ำท่วม ที่ช่วยให้ผู้คนเตรียมรับมือกับภัยพิบัติก่อนน้ำจะมาเคาะประตูบ้าน

Google Flood Hub ระบบพยากรณ์น้ำท่วม ที่ช่วยให้ผู้คนเตรียมรับมือกับภัยพิบัติก่อนน้ำจะมาเคาะประตูบ้าน

คอลัมน์ Brand Strategy ว่าด้วยเรื่องราวของ Google Flood Hub ระบบพยากรณ์น้ำท่วม ที่ช่วยให้ผู้คนเตรียมรับมือกับภัยพิบัติก่อนน้ำจะมาเคาะประตูบ้าน

KEY

POINTS

รู้ก่อน จะตั้งรับและปรับตัวได้ก่อนเสมอ 

สำหรับการรับมือกับภัยพิบัติ อย่างเช่น น้ำท่วม ยิ่งเป็นในยุคที่ Climate Change ทำให้เกิดพายุที่รุนแรงและคาดเดาไม่ได้เกิดบ่อยขึ้นกว่าเดิม แนวคิดที่ใช้รับมือกับสิ่งเหล่านี้ก็คือ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสริมความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากผลกระทบ หรือ Climate adaptation & resilience กลายเป็นแกนกลางสำหรับการออกแบบกลยุทธ์ทางธุรกิจของหลายองค์กรใหญ่

เช่นกรณีของ Google กับการทำ data เพื่อรับมือกับน้ำท่วม

ในการรับมือน้ำท่วม เวลาที่รู้ล่วงหน้ามีผลต่อการตัดสินใจ ตั้งแต่การย้ายคนออกจากพื้นที่เสี่ยงไปจนถึงการเตรียมอาหารและน้ำดื่ม 

Google จึงนำความสามารถด้านข้อมูลและ AI มาพัฒนา Flood Hub เพื่อช่วยเหลือผู้คนในช่วงภัยพิบัติ

Flood Hub คือแพลตฟอร์มพยากรณ์น้ำท่วมที่เปิดให้เข้าถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า ความเชี่ยวชาญหลักของธุรกิจสามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคม พร้อมเพิ่มเหตุผลให้ผู้คนเชื่อมั่นในแบรนด์ได้แบบยิงทีเดียวได้นกหลายตัว

ขนาดของระบบนี้ขยายไปในระดับโลกแล้ว โดย Google ระบุในประกาศวันที่ 23 มิถุนายน 2026 ว่า การพยากรณ์บน Flood Hub ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในมากกว่า 150 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 2,000 ล้านคนอาศัยอยู่ ระบบสามารถพยากรณ์น้ำท่วมจากแม่น้ำล่วงหน้าได้สูงสุด 7 วัน และยังเพิ่มการพยากรณ์น้ำท่วมฉับพลันในเขตเมืองล่วงหน้าได้สูงสุด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ผู้คนมีเวลาเตรียมรับมือกับภัยที่เกิดขึ้นรวดเร็ว

ผู้เขียนลองทดสอบการใช้แพลตฟอร์มนี้ในวันที่ 26 กันยายน 2026 เมื่อเปิดเว็บไซต์และสำรวจแผนที่ประเทศไทย พบว่าบางพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑลปรากฏกรอบสีแดงในชั้นข้อมูลน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งระบบระบุว่า Highly likely หรือมีโอกาสสูงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ข้อมูลนี้เป็นการพยากรณ์ความเสี่ยงในพื้นที่ ไม่ได้ยืนยันว่าทุกจุดในกรอบสีแดงกำลังท่วม แต่ช่วยให้หน่วยงานและประชาชนใช้ประกอบการเตรียมตัว ติดตามสถานการณ์ และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นเพิ่มเติมได้

 

แล้ว Flood Hub เคยช่วยเหลือผู้คนในเหตุการณ์ใดบ้าง?

 

ตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2024 เมื่อรัฐรีอูกรันดีดูซูล (Rio Grande do Sul) ประเทศบราซิล เผชิญน้ำท่วมรุนแรง Google Research ร่วมมือกับหน่วยงานธรณีวิทยาของบราซิล หรือ Geological Service of Brazil (SGB) ซึ่งเป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ปี 2022 เพิ่มจุดที่มีข้อมูลพยากรณ์บน Flood Hub ในรัฐดังกล่าวมากกว่า 200 จุด เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนมีข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวางแผนรับมือสถานการณ์ 
.
Google รายงานในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันว่า World Vision Brazil (องค์กรพัฒนาเอกชนที่ช่วยเหลือคนในบราซิล) และพาร์ตเนอร์ในพื้นที่ใช้ข้อมูลพยากรณ์ประกอบการคาดการณ์ว่าบริเวณใดจะได้รับผลกระทบ และวางแผนกระจายความช่วยเหลือ เช่น น้ำดื่ม ชุดอาหาร และเครื่องนอน รายงานนี้แสดงให้เห็นการนำข้อมูลไปใช้ในงานภาคสนาม โดยมีองค์กรช่วยเหลือเป็นผู้เชื่อมผลพยากรณ์เข้ากับความต้องการของชุมชน 

นอกจากนี้ ในบราซิล Google ยังเปิดใช้ SOS Alert บน Google Search หรือบริการค้นหาข้อมูลของ Google ที่ผู้คนใช้พิมพ์คำค้นเพื่อหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โดยผู้ที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมจะพบแถบแจ้งเตือน พร้อมข่าวท้องถิ่นและลิงก์ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ด้านบนของหน้าผลการค้นหา อีกทั้งยังแสดงข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมบน Google Maps ด้วย 

เมื่อพิจารณาควบคู่กับ Flood Hub จะเห็นว่า Google สามารถนำบริการหลายส่วนมาสนับสนุนการรับมือภัยพิบัติได้ ทำให้ข้อมูลมีโอกาสไปถึงผู้คนผ่านช่องทางที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

เบื้องหลังการใช้งานดังกล่าวคือการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง Google เริ่มทำงานด้านการพยากรณ์น้ำท่วมในปี 2017 โดยพัฒนางานวิจัยควบคู่กับระบบให้บริการจริง แบบจำลองใช้ข้อมูลสภาพอากาศและลักษณะของลุ่มน้ำเพื่อคาดการณ์การไหลของน้ำในแม่น้ำ การเรียนรู้จากข้อมูลหลายลุ่มน้ำยังช่วยให้โมเดลนำความรู้ไปใช้กับพื้นที่ที่ไม่มีสถานีตรวจวัดได้ 

เมื่อมองในเชิงกลยุทธ์ สิ่งที่ทำให้เคสนี้เข้าข่าย Unfair Advantage หรือข้อได้เปรียบที่คู่แข่งสร้างตามได้ยาก คือความสามารถในการพาระบบจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง Google มีทั้งความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโมเดล ช่องทางเผยแพร่ข้อมูล และความร่วมมือกับหน่วยงานที่นำข้อมูลไปใช้ การสร้างองค์ประกอบเหล่านี้ให้ทำงานร่วมกันต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์สะสม

 

แล้วธุรกิจเรียนรู้อะไรจากการที่
Google สร้าง Flood Hub ขึ้นมา?

 

สิ่งสำคัญคือ Google เลือกประเด็นที่เป็น pain point ของสังคมได้ชาญฉลาดมาก ๆ 
การเลือกปัญหาสังคมที่สัมพันธ์กับความสามารถซึ่งบริษัทลงทุนสร้างอยู่แล้ว แล้วพัฒนาความร่วมมือให้ความสามารถนั้นไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ 

Flood Hub ถูกออกแบบให้เป็นบริการที่ดูแลและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทำให้ความช่วยเหลือมีโอกาสเกิดซ้ำได้เมื่อเผชิญเหตุการณ์ครั้งใหม่ และทำให้คุณค่าต่อแบรนด์ผูกอยู่กับสิ่งที่ธุรกิจทำได้จริง

 

ที่มา:
Google Research. (n.d.). Flood Hub. 
Matias, Y. (2024, November 11). How we’re helping partners with improved and expanded AI-based flood forecasting. The Keyword. 
Matias, Y. (2026, June 23). Towards a world where no one is surprised by a natural disaster. The Keyword. 
Time de Comunicação do Google Brasil. (2024, May 9). Como estamos apoiando a população do Rio Grande do Sul. Google Brasil. 
Matias, Y., & Nearing, G. (2024, March 20). Using AI to expand global access to reliable flood forecasts. Google Research. 
Nearing, G., Cohen, D., Dube, V., Gauch, M., Gilon, O., Harrigan, S., Hassidim, A., Klotz, D., Kratzert, F., Metzger, A., Nevo, S., Pappenberger, F., Prudhomme, C., Shalev, G., Shenzis, S., Tekalign, T. Y., Weitzner, D., & Matias, Y. (2024). Global prediction of extreme floods in ungauged watersheds. Nature, 627, 559–563.