22 ก.ย. 2569 | 14:00 น.

KEY
POINTS
“ผู้ใดกุมความเป็นผู้นำในห้วงอวกาศ
ผู้นั้นย่อมกุมความเป็นผู้นำของโลก”
— นีกีตา ครุชชอฟ (Nikita Khrushchev)
ในช่วงสงครามเย็น (cold war era) อวกาศได้กลายเป็นอีกหนึ่งสนามของการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต การสร้างยานอวกาศ จรวด และการเดินทางออกนอกโลกถูกใช้เป็นหลักฐานในการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีและอำนาจของการเมืองโลก ขณะเดียวกันภายใต้การแข่งขันก็เกิดความพยายามในวางกติกาเพื่อป้องกันไม่ให้อวกาศกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐใดรัฐหนึ่ง สนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ. 1967 จึงเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้อวกาศเป็น ‘province of all mankind’ หรือ ‘อาณาบริเวณของมวลมนุษยชาติทั้งปวง’
หลายทศวรรษต่อมา หากเราแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ภาพของอวกาศกำลังเปลี่ยนไป ความเวิ้งว้างซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่แห่งจินตนาการ เริ่มปรากฏเงาของนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ เราจึงเห็นการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเข้มข้นระหว่างมหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) แห่ง SpaceX และ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) แห่ง Blue Origin ที่เปรียบดังสงครามเย็นครั้งที่สอง
แม้อุตสาหกรรมนี้จะเปิดกว้างต่อการลงทุน แต่อวกาศยังคงเป็นพื้นที่ซึ่งคนทั่วไปเข้าถึงได้ยากอยู่ดี เพราะต้องใช้ต้นทุนสูง ทั้งเทคโนโลยีและเงินทุน ซึ่งยังอยู่ในมือของผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย ท่ามกลางข้อจำกัดดังกล่าว ‘ปีเตอร์ เบ็ค’ (Peter Beck) ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งจากประเทศนิวซีแลนด์กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมอวกาศไปตลอดกาล บริษัทเขาได้สร้างจรวดที่ใช้ต้นทุนต่ำในการทะยานขึ้นสู่วงโคจร โดยปฏิเสธการแข่งขันการสร้างจรวดขนาดใหญ่ที่ตนเองเสียเปรียบ และหันมาจับตลาดดาวเทียมขนาดเล็ก (Small Satellites) ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้อวกาศไม่ใช่เพียง ‘ความฝันของคนรวย’
แต่หากอ่านมาถึงตรงนี้ เรื่องราวก็คงจบลงเพียงผู้ชายธรรมดาจากหนึ่งในล้าน ที่หาญกล้าแข่งขันกับมหาเศรษฐีตามแบบฉบับเรื่องเล่าของอุดมการณ์ไลฟ์โค้ชทั่วไป แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การลดต้นทุนในการปล่อยจรวดของเขาได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างอวกาศ เทคโนโลยี และทุนไปอย่างไร? และใครเป็นผู้รับความเสี่ยง และใครเป็นผู้รับผลตอบแทนจากอุตสาหกรรมแห่งความฝันที่กำลังเติบโตขึ้นนี้? เราจะมาหาคำตอบร่วมกันในเนื้อหาดังต่อไปนี้
ปีเตอร์ เบ็ค เติบโตในเมืองอินเวอร์คาร์กิลล์ ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นลูกชายของช่างเครื่องยนต์และครูสอนศิลปะ หลังจบมัธยมปลาย เบ็คหันหลังให้กับมหาวิทยาลัยและเลือกที่จะเข้าไปเรียนรู้สายงานช่างในโรงงานผลิตอะลูมิเนียมเพื่อเรียนรู้กลไกของเครื่องยนต์จากประสบการณ์จริง เขาเคยสร้างจรวดในโรงรถและทดลองติดเครื่องยนต์เจ็ทเข้ากับจักรยาน จนทำความเร็วได้ถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเกือบทำให้เขาเสียชีวิตอยู่มะรอมมะร่อ
ในช่วงเวลานั้นนิวซีแลนด์ยังไม่มีหน่วยงานด้านอวกาศ ไม่มีฐานยิงจรวด และแทบไม่มีทรัพยากรสำหรับอุตสาหกรรมประเภทนี้ เบ็คจึงต้องเริ่มต้นจากข้อจำกัดที่มีอยู่ เขาได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด’ (Ernest Rutherford) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลชาวนิวซีแลนด์ผู้ค้นพบโครงสร้างอะตอม กับคำกล่าวที่ว่า “We don’t have the money, so we have to think” หรือ “เมื่อไม่มีเงิน เราจึงต้องใช้ความคิดให้มาก” วลีนี้กลายเป็นวิธีคิดของเบ็คในการเริ่มต้นสร้างบริษัท ‘Rocket Lab’ ที่ก่อตั้งในปี 2006
ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านอวกาศอย่าง ‘NASA’ ทุ่มเงินนับพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างจรวดขนาดมหึมา เบ็คกลับมองเห็นช่องว่างในการส่ง ‘ดาวเทียมขนาดเล็ก’ (Small Satellites) เพื่อการสื่อสารและการวิจัยที่กำลังเติบโตเป็นทวีคูณ ทว่าในเวลานั้นดาวเทียมขนาดเล็กกลับต้องรอการพุ่งทะยานไปพร้อมกับดาวเทียมดวงใหญ่ เปรียบเสมือนผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางระยะสั้นแต่ต้องยอมจ่ายเงินเหมาลำเครื่องบินลำใหญ่
Rocket Lab จึงออกแบบจรวด Electron ขนาดเล็กที่ทำจากวัสดุคาร์บอนคอมโพสิต มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ และมาพร้อมกับหัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ Rutherford ที่เขาตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ไอดอลของเขา ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการวิศวกรรมการบิน เพราะชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดของเครื่องยนต์ถูกสร้างขึ้นผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) สามารถผลิตเสร็จได้ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงต่อเครื่อง จากเดิมที่ต้องใช้ช่างฝีมือขั้นสูงและใช้เวลาประกอบยาวนาน
เบ็คเลือกใช้วิธีคิดแบบบ้าน ๆ ด้วยการนำมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมโพลีเมอร์ ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่พบในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาใช้เป็นรายแรก การล้มกระดานวิศวกรรมครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากงานฝีมือชิ้นเดียวในโลก (Craft Production) ไปสู่ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ผลิตซ้ำได้รวดเร็ว (Mass Production) ผลลัพธ์คือ Rocket Lab สามารถกดต้นทุนการปล่อยจรวดต่อครั้งลงมาเหลือเพียงประมาณ 5-7 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับจรวดขนาดใหญ่ที่ต้องจ่ายครั้งละ 60-100 ล้านดอลลาร์ นี่คือจุดที่คำว่า อวกาศเริ่มไม่ใช่เพียงความฝันของคนรวยทำงานอย่างเข้มข้น และในเวลาเดียวกัน ปีเตอร์ เบ็คก็เริ่มกลายเป็นคนรวยจากความฝันนั้นเช่นกัน
เมื่อนวัตกรรมราคาประหยัดของเบ็คประสบความสำเร็จ สิ่งที่ตามมาคือการเริ่มต้นของปรากฏการณ์ที่นักสังคมศาสตร์เรียกว่า ‘การเปลี่ยนทุกสิ่งให้เป็นสินค้า’ (Commodification of Space) และ ‘การล้อมรั้วจับจองพื้นที่สาธารณะ’ (The Enclosure of the Commons) อวกาศซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ว่างเปล่า กำลังถูกเติมเต็มด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพนี้ชวนให้นึกถึงแบบจำลองอะตอมของเออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด (Rutherford Atomic Model) ซึ่งอธิบายว่าอะตอมมีนิวเคลียสขนาดเล็กและหนาแน่นอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วย ‘พื้นที่ว่างขนาดใหญ่’ (Empty Space) ที่มีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่โดยรอบ เช่นเดียวกับอวกาศและวงโคจรของโลกที่มนุษย์เคยมองว่าเป็นพื้นที่ว่าง แต่ปีเตอร์ เบ็คกำลังส่ง ‘อิเล็กตรอนตัวเล็ก ๆ’ ซึ่งก็คือดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนมหาศาลขึ้นไปเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจร ราวกับกำลังเพิ่มจำนวนวัตถุเข้าไปในพื้นที่ว่างเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้งานดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Rocket Lab ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านการสร้างฐานยิงจรวด Launch Complex 1 บนคาบสมุทรมาเฮีย ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็น ‘ฐานยิงจรวดวงโคจรส่วนบุคคลแห่งแรกของโลก’ ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งมีน่านฟ้าเปิดกว้างและการจราจรทางอากาศไม่หนาแน่นเหมือนในสหรัฐฯ จึงเอื้อต่อการจัดการภารกิจปล่อยจรวดได้อย่างคล่องตัว จนมีการพูดถึงว่านิวซีแลนด์สามารถปล่อยจรวดถี่ ๆ ในทุก ๆ 72 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเผชิญต้นทุนจากการปิดน่านฟ้าราคาแพง
ฟังดูก็คงง่ายเกินไปที่เด็กหนุ่มชนชั้นกลางจากประเทศเล็ก ๆ จะกลายมาเป็นผู้ต่อกรของกลุ่มทุนมหาเศรษฐีของโลก หากย้อนทบทวนการเติบโตภาคเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมด้านอวกาศ แทบไม่มีบริษัทใดสามารถอยู่รอดหรือเติบโตจนมีมูลค่ามหาศาลได้ด้วยเงินจากลูกค้ารายย่อย และปฏิเสธไม่ได้ว่า Rocket Lab คือบริษัทที่ได้รับประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่เป็น ‘ผู้รับจ้างราคาประหยัด’ ให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon)
โดยในช่วงปี 2025 ถึง 2026 Rocket Lab ได้ลงนามในสัญญามูลค่ามหาศาลกับรัฐบาลสหรัฐฯ หลายฉบับ ทั้งสัญญา 397 ล้านดอลลาร์ กับ U.S. Space Force เพื่อสร้างดาวเทียม ‘Flatellites’ ในโครงการติดตามเป้าหมายเคลื่อนที่ทางอากาศในพื้นที่ความขัดแย้ง ตามด้วยสัญญา 266 ล้านดอลลาร์ เพื่อทดสอบและยิงจรวดสนับสนุนภารกิจป้องกันภัยทางขีปนาวุธในรัฐอลาสกา รวมถึงสัญญา 190 ล้านดอลลาร์ จากกระทรวงกลาโหมสำหรับการทดสอบการบินด้วยความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic) ด้วยจรวดรุ่นพิเศษ
หากมองผ่านแว่นตาด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง การเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศมีลักษณะคล้ายแนวคิดที่ว่า ‘สังคมร่วมแบกรับความเสี่ยง แต่เอกชนได้รับผลกำไร’ (Socialization of Risk, Privatization of Profit) ที่เสนอโดย ‘มาเรียอานา มัซซูกาโต’ (Mariana Mazzucato) เธอชี้ว่า ในบางอุตสาหกรรมรัฐไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำกับตลาด แต่ยังเป็นผู้ลงทุนและแบกรับความเสี่ยงในช่วงที่เทคโนโลยียังมีต้นทุนสูง เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และยังไม่เห็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีความพร้อมและสามารถสร้างตลาดได้ ภาคเอกชนจึงเข้ามาต่อยอดและเป็นผู้ได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าที่เกิดขึ้น
หากเปรียบการบุกเบิกอวกาศเป็นเส้นทางสู่ดินแดนใหม่ รัฐในยุคสงครามเย็นคือผู้หักร้างถางพงที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตและงบประมาณมหาศาล ขณะที่บริษัทเอกชนในปัจจุบันคือผู้เดินบนถนนคอนกรีตที่ถูกสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่แปลกที่เทคโนโลยีอวกาศยุคใหม่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและมีราคาที่เข้าถึงได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการเปิดให้คนทั่วไปสามารถเป็นผู้ร่วมลงทุนได้ในกระดานตลาดหุ้น
ในยุคเริ่มต้น ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ เพราะโอกาสล้มเหลวมีสูงเกินกว่าที่ตลาดทุนจะรับไหว รัฐจึงต้องรับบทบาทหลักเป็นผู้ลองผิดลองถูก และปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างฐานปล่อยจรวดและศูนย์ควบคุมการบินล้วนสร้างขึ้นจากเงินภาษีของประชาชนเป็นหลัก ความล้มเหลวในยุคนั้นจึงไม่อาจประเมินได้แค่ตัวเลขการขาดทุน แต่รวมถึงวิกฤตศรัทธาและความสูญเสียอันใหญ่หลวง
ดังเช่น Apollo 1 (1967) นักบินอวกาศ 3 คนเสียชีวิตจากเพลิงไหม้ภายในแคปซูลระหว่างการซ้อมภาคพื้นดิน นำไปสู่การปรับปรุงระบบประตูฉุกเฉินและวัสดุทนไฟของยานอวกาศ ต่อมายาน Challenger (1986) ระเบิดหลังปล่อยตัวเพียง 73 วินาที คร่าชีวิตนักบินอวกาศ 7 คน จากความล้มเหลวของแผ่นยาง O-Ring ในสภาพอากาศเย็น เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นความเสี่ยงจากการตัดสินใจปล่อยยานภายใต้แรงกดดันทางการเมืองส่วน และท้ายสุดยาน Columbia (2003) สลายตัวขณะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ หลังโฟม ฉนวนหลุดกระแทกปีกจนเกิดความเสียหายต่อแผ่นป้องกันความร้อน คร่าชีวิตนักบินอวกาศอีก 7 คน และนำไปสู่การยกระดับระบบตรวจสอบความเสียหายของยานในวงโคจร
เมื่อฐานรากทางวิทยาศาสตร์แข็งแกร่งพอ บทบาทของรัฐจึงค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน จากผู้ลงมือปฏิบัติการเองทั้งหมด มาเป็น ‘ลูกค้ารายแรก’ (First Customer) ผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ช่วยลดความเสี่ยงให้แก่บริษัทเอกชนอย่าง ทำให้พวกเขาสามารถใช้สัญญาการจ้างงานจากรัฐเป็นหลักประกันในการดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนภายนอก และหันไปทุ่มเทกับการพัฒนากระบวนการผลิตแทน การสร้างนวัตกรรมจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable Rocket) หรือการใช้อะไหล่มาตรฐานอุตสาหกรรม จึงเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรมบนฐานความรู้เดิมที่รัฐได้จ่ายค่าเรียนราคาแพงไว้ให้แล้ว
ความสำเร็จของธุรกิจอวกาศปรากฏให้เห็นบนตลาดหุ้น NASDAQ ในสหรัฐอเมริกา โดย Rocket Lab ถูกซื้อขายภายใต้ชื่อย่อ RKLB และในช่วงปี 2026 มูลค่าตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาหุ้น RKLB มักพุ่งทะยานเมื่อบริษัทประกาศการคว้าสัญญาสร้างดาวเทียมสอดแนมหรือการจับมือกับบริษัทผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่ ที่สะท้อนว่าตลาดหุ้นไม่ได้สนใจเรื่องสงครามหรือสันติภาพ แต่ให้มูลค่ากับ ‘ความสามารถในการทำกำไร’ ตรงจุดนี้เองที่นำมาสู่กลยุทธ์ที่แยบยลที่สุดประการหนึ่งของ rocket lab นั่นคือการที่ ปีเตอร์ เบ็คประกาศสร้างความฮือฮาด้วยการลดเงินเดือนตัวเองเหลือเพียง 1 ดอลลาร์ต่อปี และสละสิทธิ์ในการรับโบนัสทั้งหมด เพื่อนำเงินเหล่านั้นกลับไปจ้างวิศวกรและพัฒนาโครงการจรวดรุ่นใหม่อย่าง Neutron
“ถ้าคุณเอาเงินเดือน โบนัส และหุ้นของผมมารวมกัน
มันสามารถจ้างวิศวกรเพิ่มได้อีกหลายคน
ผมยอมเอาเงินตรงนี้กลับไปลงทุนในธุรกิจ
เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริง”
การแสดงความทุ่มเทของเบ็คอาจตีวามได้ทั้งการสร้างทั้งภาพลักษณ์และการเพิ่มมูลค่าให้แก่หุ้น เพราะสำหรับผู้บริหารบริษัทมหาชน เงินเดือนอาจไม่ใช่แหล่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด แต่ความร่ำรวยมาจากสิทธิในการถือครองหุ้น (Equity & Stock Options) การที่ผู้บริหารลดเงินเดือนตัวเองเหลือ 1 ดอลลาร์จึงทำให้ฉายภาพของผู้บริหารที่พร้อมเสียสละเพื่อบริษัท ขณะเดียวกันหากราคาหุ้น RKLB เพิ่มขึ้น มูลค่าหุ้นที่เขาถืออยู่ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เรื่องราวของเบ็คจึงถูกทำให้มีมูลค่าได้ง่ายในแบบ “เด็กหนุ่มจากนิวซีแลนด์ที่ไม่มีปริญญา แต่สามารถพาตัวเองไปถึงอวกาศได้” ความสำเร็จของเขาจึงดูเป็นเรื่องของความพยายามและความสามารถส่วนบุคคล และทำให้ระบบทุนนิยมดูเหมือนเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ทุกคน หากมีความฝันและลงมือทำมากพอ
ในปัจจุบัน ปีเตอร์ เบ็ค ได้กลายเป็นขวัญใจของนักลงทุนที่มองหา ‘หุ้นจิ๋ว’ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Rocket Lab ขยายภาพจำจากการเป็นเพียงผู้ผลิตจรวดขนาดเล็ก สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศแบบครบวงจรที่มีทั้งบริการปล่อยจรวด การสร้างระบบดาวเทียม และการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เบ็คได้รับเกียรติจากรัฐบาลนิวซีแลนด์ด้วยการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ‘Sir Peter Beck’ ในเดือนกันยายนปี 2024
ทว่าภายใต้ภาพจำอันงดงามย่อมสะท้อนถึงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่ Rocket Lab ได้ส่งดาวเทียม Humanity Star ขึ้นสู่วงโคจร วัตถุชิ้นนี้เป็นทรงกลมขนาดความกว้างประมาณ 1 เมตร ประกอบขึ้นจากแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์และติดกระจกสะท้อนแสงถึง 65 แผ่น เบ็คตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็น ‘ดวงดาวประดิษฐ์’ ที่หมุนรอบโลกและสะท้อนแสงอาทิตย์กลับมาลงมายังพื้นดิน โดยมุ่งหวังให้ผู้คนทั่วโลกมองเห็นด้วยตาเปล่าเพื่อตระหนักถึงความเปราะบางและความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ
เจตนาอันสุนทรีนี้เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากชุมชนนักดาราศาสตร์ทั่วโลก หลายคนมองว่า Humanity Star ไม่ใช่อะไรมากไปกว่า ‘ลูกบอลดิสโก้ในอวกาศ’ หรือการติดป้ายโฆษณาฉูดฉาดไปไว้บนท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงสะท้อนอันสว่างจ้าของมันรบกวนการทำงานของกล้องโทรทรรศน์และมลพิษทางแสงที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายต่อภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ที่มีความไวต่อแสงสูง
ที่สำคัญที่สุด เหตุการณ์นี้พุ่งตรงเข้าหาประเด็นแหลมคมเรื่อง ‘ขยะอวกาศ’ (Space Debris) เพราะการส่งวัตถุที่ไม่มีฟังชั่นการใช้งานขึ้นไปลอยอยู่ในวงโคจรต่ำของโลก ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น วัตถุเหล่านี้หมุนรอบโลกด้วยความเร็วหลายพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเกิดการพุ่งชนกับดาวเทียมดวงอื่นหรือขยะอวกาศที่มีอยู่แล้ว ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กอีกนับพันชิ้น กระตุ้นให้เกิดสภาวะปฏิกิริยาลูกโซ่ (Kessler Syndrome) ที่เศษขยะจะชนกันเองจนสร้างขยะใหม่เพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด จนอาจทำให้วงโคจรบางระดับของโลกกลายเป็นเขตอันตรายที่ไม่สามารถใช้งานได้อีกเลยในอนาคต
แม้ว่า Humanity Star จะตกกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเผาไหม้ไปหมดสิ้นในเวลาเพียง 2 เดือนต่อมา (มีนาคม 2018) ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่คาดไว้ 9 เดือน แต่ภารกิจเชิงสัญลักษณ์นี้ได้ทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้แก่อุตสาหกรรมอวกาศว่า
“อวกาศไม่ใช่แค่ของความฝันของคนรวย
หรือเป็นเรื่องของคนรวยที่แค่เล่นกับความฝันเรื่องอวกาศ”
อ้างอิง
Mazzucato, M. (2013). The Entrepreneurial State: Debunking Public vs. Private Sector Myths. Anthem Press.
Kessler, D. J., & Cour-Palais, B. G. (1978). "Collision Frequency of Artificial Satellites: The Creation of a Debris Belt." Journal of Geophysical Research: Space Physics, 83(A6), 2637–2646.
Rocket Lab USA, Inc. (2026, March 30). Form 8-K – Current Report และอยู่ใน Item 5.02: Compensatory Arrangements of Certain Officers