30 ต.ค. 2569 | 17:00 น.

ในโลกการค้ายุคใหม่ สมการความสำเร็จและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ถูกตัดสินเพียงแค่ “ต้นทุนถูกกว่า เร็วกว่า หรือคุณภาพได้มาตรฐาน” อีกต่อไป หากแต่มีคำถามสำคัญข้อที่สี่เพิ่มขึ้น นั่นคือ “กระบวนการผลิตของคุณปล่อยคาร์บอนเท่าไร และมีความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?”
เมื่อคำถามของโลกการค้าเปลี่ยนไป
เมื่อกติกาใหม่ของโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอีกต่อไป แต่ต้องเตรียมตอบคำถามเพิ่มเติมว่า สินค้าชิ้นนั้นใช้ทรัพยากรอย่างไร ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร และตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งวัตถุดิบได้หรือไม่
คำถามนี้ทำให้ธุรกิจต้องมองลึกลงไปถึงที่มาของวัตถุดิบ พลังงานที่ใช้ และผลกระทบระหว่างทางกว่าสินค้าชิ้นหนึ่งจะถึงมือผู้บริโภค
ความท้าทายดังกล่าวยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อกติกาการค้าโลกนำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทั้ง CBAM หรือ กลไกการคิดราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่เชื่อมการปล่อยคาร์บอนกับต้นทุนของสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด และ EUDR ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของสินค้าและวัตถุดิบเพื่อยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า ขณะเดียวกัน องค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน หรือ Scope 3 Emissions ที่ยังขยายความรับผิดชอบของธุรกิจไปถึงผู้ส่งมอบวัตถุดิบและผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน
การพัฒนากระบวนการผลิตควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่มีผลต่อโอกาสทางธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
คุณบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล ได้ถ่ายทอดมุมมองและวิสัยทัศน์ต่อการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรอุตสาหกรรมไทย พร้อมเผยยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคนรอบข้างเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งยังสะท้อนให้เห็นว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ตลอดจนกติกาใหม่ของการค้าโลกนั้น สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “โอกาส” ในการสร้างความยั่งยืนได้ หากมีการลงมือทำอย่างจริงจังตลอดห่วงโซ่คุณค่า
“Global Landscape” กติกาโลกเปลี่ยน สมรภูมิการค้าจึงเปลี่ยนตาม
รายงาน State of the Global Climate ของ WMO ระบุชัดว่าช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคือช่วงที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากภาวะโลกรวนสูงเป็นอันดับ 17 ของโลก โดยธนาคารโลกประเมินว่าหากไม่มีมาตรการเชิงรุก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อาจฉุด GDP ของไทยลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2593
ในอดีต เราอาจแข่งกันที่ราคาและปริมาณ แต่ตอนนี้ สหภาพยุโรปหรือตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์ เริ่มคัดกรองคู่ค้าอย่างเข้มงวด
คุณบรรเทิง กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทย เพราะเมื่อความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า การปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อทั้งต้นทุน โอกาสเข้าถึงตลาด และความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ”
หากสินค้าปล่อยคาร์บอนสูง ก็จะเจอภาระภาษีคาร์บอนหรือถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน การทำ Carbon Neutrality และ Net Zero จึงไม่ได้เป็นแค่เป้าหมายสิ่งแวดล้อม แต่คือเครื่องมือสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศ
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ จะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง ตั้งแต่ภายในโรงงานไปจนถึงไร่อ้อย และทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นต้นทางของวัตถุดิบมีโอกาสเติบโตไปด้วยกัน
เมื่อพูดถึงการลดคาร์บอน เราอาจนึกถึงโรงงานที่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักร ธุรกิจที่ต้องหันมาใช้พลังงานสะอาด หรือเป้าหมายระยะยาวในอีกหลายสิบปีข้างหน้า แต่สำหรับคนที่อยู่ต้นน้ำของการผลิต การตอบคำถามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งกว่า
เพราะในวันที่โลกเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ คำถามสำคัญที่ต้องถามควบคู่กันคือ คนที่อยู่ต้นทางของการผลิตต้องแบกรับอะไรบ้าง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดขึ้นได้จริง?
สำหรับเกษตรกรอย่างชาวไร่อ้อย การปรับตัวหมายถึงการเปลี่ยนวิถีการทำมาหากิน ตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ท่ามกลางข้อจำกัดด้านแรงงาน เครื่องจักร และต้นทุน ขณะที่รายได้ยังต้องใช้ทั้งเลี้ยงดูครอบครัวและรองรับการทำไร่ในฤดูกาลต่อไป
“หากต้องตัดอ้อยสดแต่ขาดแรงงาน หรือต้องใช้เครื่องจักรแต่ยังเข้าไม่ถึง ชาวไร่จะเปลี่ยนวิธีทำงานได้อย่างไร และหากปรับตัวไม่ทัน พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือเสียโอกาสในการเป็นผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ทั้งที่ข้อจำกัดเหล่านั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข”
นี่คือความท้าทายของภาคเกษตรไทยที่ต้องรับมือทั้งสภาพภูมิอากาศซึ่งกระทบพื้นที่เพาะปลูก น้ำ และผลผลิต ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการผลิตให้ทันกติกาการค้า
การเปลี่ยนผ่านนี้ยังนำมาสู่โจทย์ความรับผิดชอบร่วมกันว่า ใครจะช่วยให้เกษตรกรต้นทางเข้าถึงความรู้ เครื่องมือ และเงินทุน ใครจะร่วมรับต้นทุนที่เกิดขึ้น และจะทำอย่างไรให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะปรับวิธีทำไร่และเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน
นี่คือจุดเชื่อมโยงมายังแนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” ของกลุ่มมิตรผล เพราะการพาธุรกิจไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ย่อมต้องสร้างเงื่อนไขให้ผู้คนที่อยู่ต้นทางสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ เนื่องจากอนาคตขององค์กรเชื่อมโยงกับผลผลิต ความร่วมมือ และวิถีชีวิตของคนตลอดห่วงโซ่การผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี คุณบรรเทิง ย้ำหนักแน่นว่าการเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจข้อจำกัดของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพราะเป้าหมายที่วางไว้จะเดินหน้าได้เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนที่ต้องลงมือทำ
ขณะเดียวกัน แม้ภาคเกษตรจะเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่พืชผลก็ช่วยดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ และยังมีชีวมวลกับวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก
โดยกลุ่มมิตรผลได้นำแนวคิด “From Waste to Value Creation” มาผสานกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อต่อยอดสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นพลังงานและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่น้ำตาล ไปจนถึงพลังงานทดแทน วัสดุทดแทนไม้ ปุ๋ย และธุรกิจไบโอเบส เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมเดินหน้าไปพร้อมกับการเพิ่มโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
ในมุมมองของมิตรผล การสร้างมูลค่าจากทรัพยากรทางการเกษตรเช่นนี้ คือแนวทางที่มิตรผลมองว่าคือ โอกาสที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตรอุตสาหกรรมสู่ เศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำ หรือ Low-Carbon Bioeconomy ผ่านการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาสร้างประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
ถ้าอยากให้ชาวไร่เปลี่ยน ต้องเข้าใจก่อนว่าเขาติดอยู่ตรงไหน
หนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายที่สุดคือการลดการเผาอ้อย เพราะแม้ทุกฝ่ายต้องการลดฝุ่นควันและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในวิถีชีวิตจริง ชาวไร่ยังต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานและต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสดที่สูง
แนวทางที่มิตรผลนำมาใช้จึงเป็นการเปลี่ยนการทำไร่แบบดั้งเดิมเป็นการทำไร่ที่ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร ทั้งรถตัดอ้อยสดและรถอัดใบอ้อย เพื่อช่วยแก้ปัญหาแรงงานและเพิ่มความรวดเร็ว พร้อมกับเปิดจุดรับซื้อใบอ้อยแห้งอัดก้อนเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงเสริมในโรงไฟฟ้าชีวมวล
เมื่อใบอ้อยมีมูลค่าและมีผู้รับซื้อ สิ่งที่เคยถูกเผาทิ้งจึงกลายเป็นรายได้เสริมของครอบครัวเกษตรกร ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ได้เชื้อเพลิงชีวมวล การลดการเผาจึงเชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควันและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมไร่อ้อยสมัยใหม่ภายใต้แนวคิด Mitr Phol ModernFarm ผ่านมาตรฐาน Bonsucro และโปรแกรม VIVE เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเพาะปลูกและการดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แปลงอ้อยสู่โรงงานคาร์บอนต่ำ การขนส่ง ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ต้องอาศัยข้อมูลที่น่าเชื่อถือผ่านระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) รวมถึงการนำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่มาตรฐาน T-VER เพื่อให้ผลลัพธ์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในวงกว้าง
จากเป้าหมายระยะยาว สู่การปฏิบัติงานจริงในทุกๆ วัน
ในปี 2022 กลุ่มมิตรผลได้ประกาศเจตนารมณ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าเป็นองค์กรที่มี ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050
สิ่งที่ต้องทำต่อจากการประกาศเป้าหมาย คือการทำให้คนในองค์กรตระหนักว่างานที่ตนรับผิดชอบมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายนั้นอย่างไร และจะสามารถปรับเปลี่ยนวิธีทำงานตรงไหนได้บ้าง
คุณบรรเทิงอธิบายว่า เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero จะต้องมีองค์ประกอบหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ให้กับคนทั้งในองค์กรและสังคมรอบข้าง ดังนั้น “Carbon Neutral Factory” จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้พนักงานของกลุ่มมิตรผลเห็นความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการร่วมกันปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิตให้เกิดขึ้นได้จริงและนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว รวมถึงขยายผลไปสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่คุณค่า
“ด้วยแนวคิดตั้งแต่แรกเริ่มของการทำธุรกิจที่ตั้งใจว่า การดำเนินงานของเราต้องพัฒนาให้คนรอบข้างมีชีวิตที่ดีขึ้น”
คุณบรรเทิงกล่าวต่อว่า ด้วยรากฐานทางความคิดที่นำมาสู่การพัฒนาธุรกิจบนฐานความยั่งยืน มิตรผลจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักร่วมกันของทั้งพนักงานและสังคม เพื่อให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิตได้จริง
อุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบของการลงมือทำดังกล่าว โดยในปี 2023 ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นคอมเพล็กซ์แห่งแรกในประเทศไทยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และได้รับการรับรองต่อเนื่องในเวลาต่อมา
ต่อมาในปี 2026 อุทยานมิตรผลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และ โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ได้รับการรับรองเพิ่มเติม ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลในกลุ่มมิตรผลที่ได้รับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนมีรวมทั้งสิ้น 3 แห่ง ซึ่งสะท้อนความสามารถในการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มมิตรผล พร้อมเดินหน้าขยายผลระบบบริหารจัดการไปยังโรงงานอื่นๆ ในเครือต่อไป
“ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” ต้องเกิดขึ้นกับคนทั้งเส้นทาง
เมื่อมองย้อนตั้งแต่ต้นทางในไร่อ้อยจนถึงสินค้าในมือผู้บริโภค จะเห็นว่าทุกขั้นตอนขับเคลื่อนด้วยผู้คน ชาวไร่ต้องมีรายได้และเครื่องมือ พนักงานต้องมีความรู้ คู่ค้าต้องปรับมาตรฐาน และชุมชนต้องเติบโตอยู่ร่วมกับธุรกิจได้ในระยะยาว
สำหรับคุณบรรเทิง ความสัมพันธ์เหล่านี้คือหัวใจของแนวคิด ‘ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ’ ที่มิตรผลยึดถือมาโดยตลอด
“ความยั่งยืนที่แท้จริงคือการที่คนรอบข้าง สังคม และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อมกัน”
ความหมายดังกล่าวสะท้อนผ่านการปฏิบัติจริง ตั้งแต่การสร้างมูลค่าจากใบอ้อยให้เกษตรกร การพัฒนาศักยภาพพนักงาน ไปจนถึงการแบ่งปันองค์ความรู้จากโรงงานต้นแบบ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
ในวันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรอุตสาหกรรมไทยจึงแยกไม่ออกจากความแข็งแกร่งของผู้คนตลอดทั้งระบบ
ท้ายที่สุด คำถามว่าธุรกิจจะไปถึงเป้าหมายคาร์บอนต่ำได้อย่างไร อาจต้องพาเรากลับมามองชีวิตของคนที่ร่วมสร้างธุรกิจนั้นอีกครั้งว่า เขามีโอกาสปรับตัวมากแค่ไหน มีความรู้และเครื่องมือเพียงพอหรือยัง และได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เพราะวันที่ชาวไร่มีทางเลือกและรายได้ คู่ค้ามีความพร้อม พนักงานมีความเข้าใจ และชุมชนเติบโตไปกับธุรกิจ เป้าหมายความยั่งยืนก็มีโอกาสหยั่งรากลงในวิธีทำงานและชีวิตประจำวันของผู้คนได้มากขึ้น
สำหรับมิตรผล นี่คือความหมายของ “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป