บริหารคนสไตล์ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ ทัพหน้า AIS ที่เปลี่ยนนิยาม HR จาก ‘ผู้จัดการหมู่บ้าน’ เป็น ‘ผู้สร้างทาง’

บริหารคนสไตล์ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ ทัพหน้า AIS ที่เปลี่ยนนิยาม HR จาก ‘ผู้จัดการหมู่บ้าน’ เป็น ‘ผู้สร้างทาง’

เมื่อ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ ตั้งคำถามกับโลก HR ว่าเรากำลังพัฒนา ‘คน’ หรือแค่ไล่ตาม ‘คำแฟชั่น’ บทความนี้จะพาไปทุบทุกกรอบคิดเดิม และชวนมองอนาคตองค์กรใหม่ผ่านเลนส์ที่โฟกัสมนุษย์อย่างแท้จริง

KEY

POINTS

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงที่โลกธุรกิจเปรียบเสมือนมหาสมุทรอันเชี่ยวกราก องค์กรมากมายต่างโหมกระหน่ำเม็ดเงินลงทุนไปกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้ง Digital Transformation, AI หรือแม้แต่ AGI ทว่าคำถามที่สำคัญที่สุดกลับถูกละเลย นั่นคือ “ทรัพยากรมนุษย์ของเรา มีความพร้อมเพียงใดที่จะเป็นผู้กุมบังเหียนแห่งอนาคต?” หากองค์กรมัวแต่พึ่งพาการซื้อเครื่องมือราคาแพง แต่บุคลากรขาดปัญญาที่จะขึ้นขี่และควบคุมเทคโนโลยีเหล่านั้น การลงทุนย่อมสูญเปล่าและนำพาองค์กรเดินหน้าสู่หายนะอย่างช้า ๆ

บนเวทีเสวนา THE NEXT HR FRONTIER 2026: พัฒนาสกิลบุคลากรให้พร้อมทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่ ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคาร B ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ในเซสชัน Round Talk: Strategic HR for People Development in 2026 คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS ได้สะท้อนภาพการบริหารคนในยุคเก่า และปลุกให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลตื่นจากภวังค์ของการเป็นเพียง ‘ผู้จัดการหมู่บ้าน’ ที่คอยตามแก้ปัญหาจุกจิกรายวัน เพื่อยกระดับสู่การเป็น ‘คนสร้างทาง’ ผู้กุมชะตากรรมของธุรกิจอย่างแท้จริง

บริหารคนสไตล์ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ ทัพหน้า AIS ที่เปลี่ยนนิยาม HR จาก ‘ผู้จัดการหมู่บ้าน’ เป็น ‘ผู้สร้างทาง’

คลายกรอบ ‘ครอบครัวองค์กร’ สู้การสร้างวัฒนธรรมมืออาชีพ

หนึ่งในรากเหง้าความเชื่อที่ฝังลึกและบ่อนทำลายความก้าวหน้าขององค์กรไทยมาอย่างยาวนาน คือความพยายามที่จะหล่อหลอมให้องค์กรเป็นเหมือน ‘ครอบครัว’ คุณกานติมาได้ตั้งคำถามต่อแนวคิดนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นว่า “บริษัทคือที่รวมตัวของมืออาชีพที่มีความสามารถในการทำงานร่วมกัน ไม่ได้ขอให้มาแต่งงานและจดทะเบียนสมรสและอยู่ด้วยกัน”

การสวมหมวกความเป็นครอบครัว มักนำมาซึ่งความคาดหวังที่ล้ำเส้นและการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเกินพอดี ที่ร้ายแรงที่สุดคือการทำให้หัวหน้างานตกหลุมพรางของการเลือกที่รักมักที่ชัง (Favoritism) มักจะเลือกโปรโมทหรือดึงเอาแต่คนที่คิดเหมือนกับตัวเองเข้ามาทำงาน แทนที่จะเปิดใจกว้างรับคนที่เก่งกว่าในขอบเขตที่ตนไม่ถนัด ทั้งที่ในโลกการทำงานยุคใหม่ ‘ความหลากหลาย’ (Diversity) ทั้งทางชีวภาพและความคิดต่าง คือภูมิคุ้มกันชั้นเยี่ยมที่จะทำให้องค์กรแข็งแรง

หัวหน้างานที่ชาญฉลาดจึงต้องไม่ทำตัวเป็นผู้รอบรู้ที่คอยกดทับความคิดลูกน้อง แต่ควรเปลี่ยนบทบาทเป็น ‘วาทยกร’ (Conductor) ผู้ควบคุมวงดนตรีออร์เคสตรา ที่มีวิสัยทัศน์ในการจัดวางนักดนตรีแต่ละคนให้ได้แสดงอัจฉริยภาพในเครื่องดนตรีที่ตนเองชำนาญ และผสมผสานความหลากหลายเหล่านั้นให้กลายเป็นบทเพลงแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ทลายกรอบฝ่ายฝึกอบรม สู่กฎเหล็ก 50:50 แห่งการตื่นรู้

เมื่อวิถีแห่งความเป็นมืออาชีพถูกสถาปนาขึ้น กระบวนการเรียนรู้ก็ต้องถูกปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคน พฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคที่คอนเทนต์เป็นของฟรีบนโลกอินเทอร์เน็ต ได้เปลี่ยนผ่านจากการถูกบังคับให้เรียนแบบ ‘เผื่อใช้’ กลายมาเป็นการกระหายที่จะเรียนแบบ ‘เมื่อจะใช้’ เพื่อนำมาแก้ปัญหาตรงหน้าในทันที

เพื่อให้สอดรับกับวิวัฒนาการนี้ AIS ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ด้วยการตัดสินใจ ‘ยุบฝ่ายฝึกอบรม’ ทิ้งไปเมื่อราว ๆ 10 ปีก่อน หมดยุคที่ฝ่ายบุคคลจะต้องมารับบทเป็นคนเล่านิทานหลอกเด็ก เดินตามจิกพนักงานให้เข้าห้องเรียน หรือเอากระดิ่งไปสั่นหน้าห้องเพื่อเรียกคนเข้าอบรมตามคำสั่งในหนังสือเวียน

 

กระบวนทัศน์ใหม่ถูกสร้างขึ้นภายใต้ปรัชญาอันลุ่มลึกที่ว่า “ความยุติธรรมไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้เหมือนกัน แต่ทุกคนต้องได้โอกาสเท่ากัน” องค์กรได้นำกฎเหล็ก ‘50:50’ มาใช้ โดยบริษัทจะรับหน้าที่ 50% ในการเนรมิตระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้พนักงานสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ส่วนอีก 50% ที่เหลือ เป็นหน้าที่อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของพนักงาน ที่ต้องตระหนักว่าชะตาชีวิตอยู่ในกำมือของตนเอง การพลิกสมการนี้คือการเปลี่ยนพนักงานจากที่เคยเป็น ‘ภาระ’ ให้กลายมาเป็น ‘พลัง’ ในการขับเคลื่อนความสำเร็จ

ล้างไพ่ระบบอุปถัมภ์ และการจัดการคน Toxic ด้วย ‘วิทยาศาสตร์’

ความเด็ดขาดในการบริหารคนสไตล์ AIS ยังสะท้อนผ่านการสลายระบบศักดินาและระบบอุปถัมภ์ กระบวนการค้นหาดาวเด่น (Talent) แบบเดิมที่ปล่อยให้หัวหน้าเป็นผู้เสนอชื่อ มักลงเอยด้วยการได้ลูกรักที่ใช้งานง่าย สั่งได้หมด และไม่ต้องคิดอะไรเลย การดันทุรังนำคนระดับ 8 คะแนนไปสวมเก้าอี้ระดับ 10 คะแนน มีแต่จะทำให้สายเลือดขององค์กรเจือจางและอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

กติกาใหม่จึงถูกกำหนดขึ้น พนักงานที่กระหายการเติบโตจะต้อง “ลุกขึ้นมาสมัครด้วยตนเอง” เพื่อจารึกแสวงบุญตามแผนที่เส้นทางอาชีพ และเข้ารับการพิจารณาจากคณะกรรมการกลาง (Committee) ที่ไร้ซึ่งอคติ การโปรโมทจะไม่ใช่การให้รางวัลกับความสำเร็จในอดีตโดยไม่คำนึงถึงความคาดหวังในอนาคตอีกต่อไป 

นอกจากนี้ AIS ยังได้ทำ Lean Organization โดยรื้อถอนลำดับชั้นผู้บริหารที่หนาเทอะทะถึง 18 ชั้นทิ้งไป แล้วเปลี่ยนมาใช้สรรพนามนำหน้าอย่างเท่าเทียมกันว่า ‘Head of…’ เพื่อทลายอีโก้และทำลายช่องว่างในการสื่อสารให้หมดสิ้น

แต่ด่านหินที่ท้าทายจริยธรรมของหัวหน้างานที่สุด คือศิลปะในการรับมือกับพนักงานดาวเด่นที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic) คุณกานติมาได้ชำแหละความแตกต่างไว้อย่างหมดจดว่า องค์กรแห่งการเปลี่ยนแปลงล้วนโหยหาพนักงานที่มีวิญญาณ ‘นักปฏิวัติ’ คือมีความหัวแข็ง กล้าคิดนอกกรอบ แต่รู้กาลเทศะ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือ Talent ที่แท้จริง ในทางตรงกันข้าม คน Toxic คือมนุษย์ที่อาจฉลาดล้ำลึก แต่ใช้ความฉลาดเป็นโล่กำบังเพื่อปกป้อง Comfort Zone ของตนเอง และพร้อมขัดขวางความเจริญเมื่อองค์กรจะก้าวเดินไปข้างหน้า

การจัดการคนกลุ่มนี้ท่ามกลางวัฒนธรรมความเกรงใจแบบไทย ฝ่าย HR ต้องถอดอารมณ์ดราม่าทิ้งไป แล้วแปรสภาพปัญหานี้ให้กลายเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ โดยการนำเกณฑ์การประเมิน (Criteria) และข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data) มากางบนโต๊ะเพื่อพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรม และใช้คณะกรรมการกลางซึ่งอาจรวมถึงโค้ชผู้บริหารจากภายนอก เข้ามาร่วมประเมินเพื่อลดอคติและการปะทะอารมณ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง

สกุลเงินแห่งศักดิ์ศรี ‘Token ปันสุข’ 

เพื่อคืนศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมให้กับพนักงานที่ทุ่มเท นวัตกรรมการบริหารผลตอบแทนของ AIS จึงถูกยกระดับไปอีกขั้นผ่านเทคโนโลยี Blockchain สำหรับพนักงานที่สละเวลามาเป็นวิทยากรภายใน (Internal Trainer) พวกเขาจะไม่ต้องทำงานเหนื่อยฟรี หรือนั่งรอคอยความเมตตาจากหัวหน้างานอีกต่อไป บริษัทได้สร้างสกุลเงินจำลองในระบบ ‘Token ปันสุข’ พนักงานสามารถสะสม Token ไปแลกสวัสดิการแบบยืดหยุ่น (Flex Benefit) ได้ตามใจปรารถนา ตั้งแต่ไอศกรีม ตั๋วเครื่องบิน ไปจนถึงกรมธรรม์ประกันสุขภาพเพิ่มเติม 

ระบบนี้เหนือชั้นกว่าการจัดสวัสดิการแบบทั่วไป แต่มันคือการคืนอำนาจให้พนักงานได้เป็น ‘ผู้คอนโทรล’ โชคชะตาและผลตอบแทนด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองอย่างแท้จริง

ทะลวงหอคอยผู้บริหาร สู่การเป็น ‘วิศวกรผู้สร้างทาง’

เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน HR ต้องสลัดบทบาทเดิมและสถาปนานิยามใหม่ว่า HR คือ ‘คนสร้างทาง’ เมื่อเรือลำใหญ่มีทิศทางธุรกิจ (Direction) ที่แน่ชัด HR ต้องแปรสภาพตนเองเป็นวิศวกรและสถาปนิกผู้ออกแบบถนนเพื่อกรุยทางให้กองทัพพนักงาน หาก HR รู้น้อยกว่าคนอื่น หรือตีโจทย์ไม่แตก องค์กรจะสูญเสียการลงทุนอย่างมหาศาล

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหาก HR ไม่ชอบอ่านแผนธุรกิจ หนีการคุยตัวเลข และทำตัวเป็นเพียงนักจัดอีเวนต์ HR ยุคใหม่ต้องกล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามบนโต๊ะบอร์ดบริหารว่า หากเพิ่มอัตรากำลังคน 1 คน จะช่วยเพิ่มรายได้ (Revenue) ลดต้นทุน (Cost) หรือเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ให้กับธุรกิจได้เท่าไหร่ การวัดผลการพัฒนาคนต้องลึกซึ้งทะลุขีดจำกัดไปถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การสร้างผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact) และต้องสามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้

และหากอุปสรรคชิ้นใหญ่คือผู้บริหารระดับสูงที่อนุรักษ์นิยม HR ต้องมีศิลปะในการ ‘สร้างกระแส’ เพื่อเขย่าหอคอยงาช้างให้ผู้บริหารตื่นจากภวังค์ คุณกานติมาเล่าถึงกลวิธีอันแยบคาย เช่น การเชิญวิทยากรต่างชาติมาบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อผู้บริหารฟังไม่รู้เรื่อง จึงเกิดความตระหนักรู้ว่าตนเองยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก การยืมมือ ‘บุคคลที่สาม’ (Third Party) มาช่วยสะท้อนภาพความจริง จะมีน้ำหนักและเจาะทะลวงอีโก้ผู้บริหารได้เหนือชั้นกว่าการที่ HR ภายในลุกขึ้นมาตักเตือนด้วยตัวเอง

สัจธรรมขั้นสุด ‘นรกกับสวรรค์ต้องมีความชัดเจน’

ในช่วงท้ายของการเสวนา คุณกานติมาได้เตือนสติผู้บริหารทุกคนว่า ผู้บริหารต้องกล้าสลัดหัวโขนของการเป็น ‘ประธานมูลนิธิ’ ที่พยายามช่วยเหลือและโอบอุ้มคนที่อยู่มานานแต่ดื้อรั้นไม่ยอมพัฒนาตนเอง การทำตัวเป็นคนใจดีและเป็นที่รักของลูกน้องด้วยวิธีนี้ อาจทำให้ผู้บริหารรู้สึกอิ่มเอมใจ แต่ผู้ที่ต้องแบกรับบาดแผลและความเจ็บปวดที่สุดคือตัว ‘องค์กร’ เอง

องค์กรที่ชาญฉลาดต้องมีวุฒิภาวะพอที่จะขีดเส้นแบ่งความยุติธรรมให้ชัดเจน โดยเปรียบเปรยว่า “นรกกับสวรรค์มันมีความชัดเจน เมื่อใดก็ตามที่ทุกคนได้เหมือน ๆ กัน ธรรมชาติจะไม่ทำให้คนเกิดความกระตือรือร้นที่จะไปอยู่บนสวรรค์” องค์กรต้องยุติการหว่านจ่ายโบนัสพิเศษ (Special Bonus) แบบ ‘สุขทั่ว ๆ กัน’ เพียงเพื่อหวังให้พนักงานรู้สึกกระชุ่มกระชวย เพราะมันคือยาพิษที่ช่วยยื้อชีวิตให้คนที่ไม่มีทางไปทนเกาะติดเป็นภาระขององค์กรต่อไปได้ยาวนานขึ้น ในขณะที่คนเก่งที่ทุ่มเททำงานแทบตาย เมื่อเห็นความไม่ยุติธรรมนี้ พวกเขาย่อมหมดไฟและเดินจากไป

ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดของการบริหารบุคลากร คือการเปลี่ยนคนที่คอยบอกว่าชีวิตมีแต่รอชะตากรรมในองค์กร ให้เป็นโอกาสสำหรับคนที่อยากลุกขึ้นมากำหนดชะตาชีวิตด้วยสองมือของตัวเอง

หน้าประวัติศาสตร์ของโลกธุรกิจในศตวรรษนี้ ได้จารึกไว้อย่างแจ่มชัดแล้วว่า ยุคสมัยของ HR ผู้คอยก้มหน้ารับกรรมอยู่หลังบ้านได้จบสิ้นลงแล้ว วันนี้ AIS ได้กรุยทางพิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์ว่า เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลกล้าที่จะสลัดคราบเดิม ทุบทำลายทุกมายาคติที่เหนี่ยวรั้งความเจริญ แล้วลุกขึ้นมาเป็น ‘คนสร้างทาง’ ที่อ่านกลยุทธ์ธุรกิจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ผสานเข้ากับปณิธานอันแรงกล้าที่จะยกระดับจิตวิญญาณมนุษย์เงินเดือน เมื่อนั้น องค์กรก็จะสามารถก้าวข้ามผ่านทุกขีดจำกัด และพุ่งทะยานสู่พรมแดนใหม่แห่งการเป็นผู้นำในโลกอนาคตได้อย่างสง่างามและยั่งยืน

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า