12 มิ.ย. 2569 | 18:36 น.

KEY
POINTS
ทำงานอะไรอยู่คะ น่าอิจฉาจังที่ได้เข้าบริษัทนี้ เงินเดือนสูงไหมคะ อือหือตำแหน่งใหญ่มากเลย คุณต้องมีความสามารถล้นเหลือแน่ ว่าแต่อนาคตจะทำอะไรต่อคะ….
คุณหนีบทสนทนาเหล่านี้ไม่พ้นหรอก ทุกครั้งที่เป็นวันรวมญาติหรืออย่างน้อยที่สุดคือเมื่อออกเดทกับใครสักคน เป็นโชคดีกับผู้ที่ชีวิตลงตัวซึ่งสามารถร่ายผลงานตั้งแต่อายุน้อยมาจนปัจจุบัน คู่สนทนาอาจจะนั่งตาวาวหรือไม่ก็อยากปรบมือเป็นรางวัลแด่ความแจ๋วของคุณ แต่กับผู้ที่ชีวิตกำลังซัดเซไปตามบุญตามกรรม ลาออกทุก ๆ หกเดือน ว่างงานครบหนึ่งปี ไม่มีหมุดหมายสำหรับเดือนต่อไป ไม่ไล่จับอนาคตเพราะไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหนจึงจะพอดี คุณก็คงกระอักกระอ่วนไม่น้อยเลยจริงไหม เหมือนตัวตนสูญหายไปดื้อ ๆ จำต้องขับสู้ด้วยการทำหน้าแหย ๆ ว่าหางานอยู่น่ะ กำลังไล่คว้าฝันอยู่น่ะ ทั้งที่ใจจริงอยากพูดว่าขี้เกียจ หมดไฟ ไร้แพสชัน ใครมักขยันก็มักติ ผมขอศิโรราบแก่ทุนนิยมประเดี๋ยว แต่พูดไปก็คงถูกหมิ่นว่าสันหลังยาวแท้ ไฉนไม่ดิ้นรน อนาคตจะเป็นอย่างไรกัน ขืนอยู่ด้วยมีหวังต้องไส้แห้งตามแน่
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ตัวตนของเราส่วนใหญ่จะผูกอยู่กับงาน เพราะหลังจากชั่นในแต่ละวัน เราก็ซึมซับมันเข้ามาในความคิด นำมาพูดคุยในวงสนทนา วางแผนกับเพื่อนต่างที่ทำงานว่าควรจะก้าวต่อไปอย่างไรกับตำแหน่ง งานกลายเป็นส่วนสำคัญที่ใช้แนะนำตัวเอง เป็นความประทับใจแรกที่ทำให้เราเฉิดฉายได้มากขึ้น เป็นประทับตราชีวิตทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างน้อยก็จนกว่าจะเข้าสู่วัยเกษียณ หรือเผลอ ๆ อาจยาวนานกว่า เมื่อเราตกงานมันจึงเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่เราจะรู้สึกเสียศูนย์ ด้วยรากฐานชีวิตเราถูกสร้างขึ้นจากปัจจัยภายนอกมาเสมอ ไม่ว่าจะเกรดเฉลี่ย ความฝัน การเงิน และการงาน แต่เมื่อพูดกันถึงสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้จริงของเรา คำถามที่ว่าเราเป็นใคร เราต้องการอะไร ถ้าตัดอาชีพออกไป เราจะร่ายมันได้ยาวเท่าผลงานที่สั่งสมมาไหม ในเมื่อผู้คนค้นพบสถานะทางสังคมจากความมั่งคั่งที่มีและตำแหน่งการงาน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการยอมรับจากกลุ่ม ในอดีตเราก็เคยทำมันด้วยการเป็นหัวหน้าเผ่าหรือพ่อมดประจำกลุ่ม แต่ปัจจุบันเราทำผ่านการเป็นผู้นำองค์กร รองประธาน การสร้างสรรค์อะไรที่ซับซ้อน เรามักจะพบจุดหมายของชีวิตผ่านสิ่งที่ทำ แต่ใครจะรู้ว่าในศตวรรษหน้า เมื่อเครื่องจักรทำงานแทนเราหมด ความรู้สึกถูกเติมเต็มจากงาน การถูกยอมรับที่เคยมี เราจะไปเสาะหามันได้จากที่ไหน
ในแวดวงสังคมวิทยามักมีการยก ‘ผลการศึกษามาเรียนธาล’ ในปี 1930 ที่กล่าวถึงผลกระทบเพราะว่างงานมาอ้างอิงอยู่เสมอ ‘มาเรียนธาล’ คือชื่อเมืองเล็ก ๆ ในประเทศออสเตรียซึ่งถูกวิกฤติการว่างงานและเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 กัดเซาะรุนแรง บรรดานักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยาต่างเข้าไปศึกษาครอบครัวที่ว่างงานเกือบ 500 ครัวเรือน ซึ่งผลลัพธ์คือผู้ว่างงานจะมีระดับความคาดหวังต่อชีวิตน้อยลง พวกเขาทำกิจกรรมน้อยลง การรับรู้เรื่องเวลาบิดเพี้ยน และค่อย ๆ มีจิตใจที่ดิ่งลงสู่ความเฉยชา มีแนวโน้มจะรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก เซื่องซึม และสิ้นหวัง ขณะเดียวกันก็พร้อมจะระเบิดอารมณ์ออกมาทุกเมื่อ
กรณีศึกษาของมาเรียนธาลพิสูจน์ให้เห็นว่าการว่างงานทำให้เราเจ็บปวด งานวิจัยทั้งหมดเกิดในบริบทเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนที่มีงานทำและไม่มีงานทำ ซึ่งสังคมที่ใกล้เคียงกับรูปแบบนี้ที่สุดในประวัติศาสตร์คือสังคมที่ประชากรโดยมากเป็น ‘ทาส’ พวกเขาต้องทำงานหนักแทนชนชั้นสูง หรือแทนพลเมืองอิสระที่ค้นพบความหมายการมีชีวิตผ่านหลักปรัชญา ศิลปะ การเมือง และความรื่นรมย์เรียบง่าย
นับแต่ยุคเรืองปัญญาเป็นต้นมา เหล่านักปรัชญา ผู้นำทางการเมือง และนายทุนต่างก็หว่านล้อมกันว่างานคือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในการมีเสรีภาพชีวิต ทำงานย่อมได้เงินและเงินซื้อได้ทุกสิ่ง ทว่างานกลับแปรสภาพเป็นสิ่งที่เราใช้ประกาศตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับ เป็นเครื่องมือตบชีวิตให้อยู่ในระเบียบ เราเริ่มกระหายการยอมรับอย่างไม่รู้จบ ความพอใจในตัวเองกลายเป็นสิ่งเหลวไหล เพราะต่อให้จะทำสิ่งหนึ่งสำเร็จ เราก็จะมองหาความท้าทายใหม่ที่ดูแจ่มกว่า งานผูกตัวตนเราไว้เหมือนสายสะดือแรกเกิด เราปักใจเชื่อว่าการอยู่เฉย ๆ แบบไม่ผลิตอะไรเลยเป็นเรื่องล้มเหลว
เคยรู้สึกไหมว่าคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราหยุดพักเพื่อคิดถึงความว่างเปล่าโดยมองมันในมุมที่ต่างออกไป นอกเหนือจากการตีความว่าชีวิตฉันโหวงเหวงจัง เมื่อไม่มีงานทำ ฉันก็แทบไม่เหลืออะไร
การพักผ่อนสำหรับผู้คนในปัจจุบันถือเป็นเสี้ยวหนึ่งของโอกาสที่จะได้ลิ้มรสชาติการไม่ทำอะไรเลย มันเป็นเวลาแห่งการปล่อยใจ ลืมเรื่องน่าปวดหัวในออฟฟิศ โควตาลาพักร้อนมีไว้ชาร์จแบต กู้คืนความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวเอง แต่การพักผ่อนทั้งหมดต่างมีขึ้นเพื่อให้เราเตรียมร่างกายและจิตใจกลับไปลุยงานต่อต่างหาก การพักผ่อนถูกหลอมรวมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานไปโดยปริยาย การไม่ทำอะไรเลยก็ดีในระดับหนึ่ง เพราะการว่างมากเกินไปจะกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย แต่หากมองลึกถึงโครงสร้างจะเห็นกันว่าระบบเศรษฐกิจถูกบังคับขับเคลื่อนให้เราต้องบูชางานไปเสียแล้ว
‘แม็กซ์ เวเบอร์’ นักเศรษฐศาสตร์ทางการเมืองคือหนึ่งในผู้ที่ชี้ให้เราเห็นจิตวิญญาณแท้จริงของมนุษย์ซึ่งอยู่เบื้องหลังความมั่งคั่ง เขาเตือนล่วงหน้ามาเป็นร้อยปีว่าเมื่อทุนนิยมเติบโตจนอยู่ตัวและแข็งแกร่ง มันจะสะบัดความเชื่อทางศาสนาและศีลธรรมออกหมดจด ว่ากันอย่างง่ายคือเราจะบ้างานบ้าเงินจนไม่สนอะไร เหยียบหัวกันตะกายดวงดาวที่ไม่มีอยู่จริง ระบบทุนนิยมจะเหลือเฉพาะโครงสร้างการคำนวณผลประโยชน์และระบบราชการที่เข้มงวด มนุษย์ยุคหลังจะถูกกักขังในกฎที่ย้ำเฉพาะประสิทธิภาพและการผลิต เราจะไร้จิตวิญญาณและกลายเป็นจักรกลตัวเล็ก ๆ ที่ทำงานเพื่อหาเงินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด
เวเบอร์ตั้งข้อสังเกตโดยรวบรวมไว้ในหนังสือเล่มสำคัญ ‘The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism’ ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 1905 เพื่อสืบค้นเงื่อนไขแรกที่ทำให้ผู้คนสร้างมายาคติในการทำงานจนมันส่งผลมาถึงปัจจุบัน เขาพบร่องรอยการทำงานหลังแข็งจากจริยธรรมของนิกายโปรเตสแตนต์ที่เข้ามามีจุดร่วม ไม่ว่าจะเป็นการมองว่าการทำงานคือความถูกต้องที่ดีงาม ตลอดจนการตั้งแง่รังเกียจผู้ที่เกียจคร้านหรือหลบเลี่ยงการทำงาน เขาว่าทุนนิยมไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความโลภอย่างเดียว แต่มันมีน้ำมันหล่อลื่นจากความเชื่อ ศีลธรรม กระทั่งความเหงาในใจมนุษย์คอยหยอดอยู่
โดยเฉพาะกลุ่มชนคาลวินที่เคยศรัทธาต่อพระเจ้าในแง่ว่าพระองค์คือคนลิขิตว่าใครจะรอดจากนรก ความไม่รู้นี้ก่อความกังวลมหาศาล กลุ่มชนจึงสร้างคติว่าเราต้องทำให้พระเจ้าเห็นถึงวินัย ไม่เกียจคร้าน และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ยิ่งสูงยิ่งดีเพื่อเป็นใบเสร็จของผลบุญว่าฉันทำงานหนักเพื่อพระเจ้าและโลก กฎเหล็กข้อสำคัญคือไม่รักสบาย ไม่ฟุ่มเฟือย มิฉะนั้นจิตใจเราจะถอยห่างจากพระองค์ เงินจากการทำงานต้องนำไปลงทุนอย่างเดียว อาณาจักรธุรกิจของเราจึงจะขยายอย่างเป็นระบบ เพราะการเห็นตัวเลข กำไร กิจการที่งอกเงยจะเป็นข้อพิสูจน์ชั้นยอดว่าเราทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
การลงทุนให้แก่ธุรกิจและการทำงานดังกล่าวกลายเป็นทุนสะสมที่ดำเนินต่อมาอยู่เนือง ๆ ซึ่งเป็นผลให้ทุนนิยมฝั่งตะวันตกนำหน้าก้าวกระโดด เวเบอร์จึงทำการขีดเส้นว่าทุนนิยมสมัยใหม่ไม่ควรเป็นไปตามความเชื่อเก่า มันจะต้องอยู่บนหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และการคำนวณ ทุกสิ่งควรถูกต้องตามระบบ มีกติกาที่กระจ่าง และคาดเดาผลลัพธ์ได้ แต่ทุกวันนี้เรากำลังทำงานตามความพอใจของผู้มีอำนาจ วันไหนหัวหน้าอารมณ์ดีก็รอด วันไหนอารมณ์เสียก็เจ๊ง หรือต่อให้ลงนามสัญญาก็ต้องหวั่นใจว่าเดือนหน้าจะถูกลดตำแหน่งหรือเปล่า ทั้งเมื่อประสิทธิภาพการทำงานลดลง ใครจะสนเหตุผลของคุณกัน คุณก็แค่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่เคย แม้เวเบอร์จะไม่ได้สร้างอะไรเป็นรูปธรรม ไม่ได้ทำให้คนหลุดพ้นจากวังวนหนี้สิน แต่เขาเป็น ‘แว่นขยาย’ ให้คนมองเห็นว่าการเติบโตอย่างไร้จิตใจของทุนนิยมในปัจจุบันนี้ ครั้งหนึ่งมันเคยมีรากแข็งแกร่งมาจากความศรัทธาของผู้ที่หวังขึ้นสวรรค์
ทั้งผลการสำรวจล่าสุดในกลุ่มแรงงานชาวอเมริกันจากจำนวน 2,000 คนพบว่า 6 ใน 10 คนรู้สึกผิดทุกครั้งที่หยุดพักระหว่างชั่วโมงทำงาน และอีก 3 ใน 10 คนยอมรับว่าผลจากความรู้สึกผิดทำให้พวกเขากระเดือกมื้อเที่ยงไม่ลง เราถูกฝึกให้มองทุกอย่างเป็นระบบ ตั้งคำถามกับตัวเองว่าสถานะทางสังคมเราดีพอไหม ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดในฝั่งตะวันตกก็คงสัมผัสถึงวัฒนธรรมที่เชิดชูการผลิตและประสิทธิภาพส่วนบุคคลอยู่แล้ว ในโลกออนไลน์ หน้าหนังสือ กระทั่งงานสัมมนาที่มุ่งการเพิ่มพูนศักยภาพมนุษย์ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เหมือนงานคือกุญแจดอกเดียวที่จะไขประตูความสุขสุดยอด บล็อกเกอร์คนหนึ่งจาก ‘The Flutey Feminist’ กล่าวว่าสังคมเราดำเนินอยู่บนความเชื่อที่ว่าการที่คุณจะเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคมได้ คุณต้องสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมา คุณไม่ควรพึ่งพาความช่วยเหลือจากใครหากไม่จำเป็นจริง ๆ และต่อให้จำเป็นขึ้นมา คุณก็มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นมนุษย์ที่จัดอยู่ในประเภทล้มเหลวอยู่ดี ซ้ำร้ายการที่โลกออนไลน์เข้าถึงตัวเราง่ายตลอด 24 ชั่วโมงอย่างไม่แคร์วันหยุดก็ทำให้ใครต่อใครติดต่อหาเราตามใจปรารถนา ทั้งหมดจึงยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการชีวิตแบบไร้การทำงาน ราวถูกตั้งโปรแกรมให้รู้สึกผิดเมื่อไร้งานทำ จนต้องมานั่งโมโหว่าใครกันที่คิดสำนวนเวลาเป็นเงินเป็นทองขึ้นมา
ในปี 1963 ‘ไฮน์ริช เบิล’ นักเขียนชาวเยอรมันได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับผู้มาเยือนหมู่บ้านชาวประมงคนหนึ่ง ผู้มาเยือนพกพาความเชื่อมั่นในการทำงานมาเต็มกระเป๋าเหลือบเห็นชาวประมงกำลังนอนเอกเขนกอย่างสบายใจบนเรือ เขาจึงถามอย่างหงุดหงิดระคนสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้เวลาออกเรือให้มากขึ้น จับปลาให้ได้แยะ ๆ ท้ายที่สุดคุณจะสร้างธุรกิจกองเรือประมงแสนมั่งคั่งและมีกำไรมหาศาลเลย แต่กลับกลายเป็นว่าความเรียบง่ายของชาวประมงดันทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเฉย ๆ เขามีเสรีภาพ มีสิ่งที่คนมากมายดิ้นรนไขว่คว้า มันคือเวลาว่างอันสงบเนื้อสงบตัวที่เขามีอยู่แล้วเป็นทุน แม้เงื่อนไขชีวิตจะไม่ใช่ความโชคดีน่าเหลือเชื่อก็ตาม
งานเขียนของเบิลแฝงภาพจำของยุคสมัยไว้แจ่มชัด ยุคสมัยที่คนมองว่างานเป็นสิ่งเลวร้ายเกินจำเป็น เพราะชีวิตมีสิ่งสำคัญอื่น ๆ อยู่มาก ทั้งมิตรภาพ การพักผ่อน การมีจิตใจที่ว่างเปล่า มันอาจจะดูห่างไกลจากความจริงในปัจจุบัน หากจะหวนคืนโลกวันวานหรือปักใจเชื่อว่าผู้คนในอดีตเคยวัดความสำเร็จจากความต้องการพื้นฐาน จำพวกอารมณ์และสติปัญญา หางานง่าย ๆ ทำไปวัน ๆ ทั้งมันก็คงยากกับความเชื่อของคนหัวก้าวหน้า ดูไม่มีอะไรน่าชื่นชมที่จะแสร้งมองไม่เห็นว่างานเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดและมีผลต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจ อย่างไรเสีย คนว่างงานคือคนขี้เกียจ การยุ่งอยู่ตลอดเวลาต่างหากคือความงามสูงสุด เราจะตัดขาดตัวเองออกจากการถูกหล่อหลอมว่าต้องโตมาเป็นแรงงานที่มีประโยชน์ของระบบได้หรือ
แต่มากไปกว่าการมีงานทำ คือการที่เราต่างพร่ำหาอะไรสักอย่างจากงานเสมอ ดิ้นรนเสาะหาความหมายชีวิตจากมัน จำนนต่อความรู้สึกว่าเราควรสร้างอะไรสักอย่างในวันนี้ เราไม่ควรมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ และงานอะไรก็ตามที่เป็นงานธรรมดา ๆ ย่อมเป็นงานที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในสิ่งที่ไม่คู่ควรด้วย เราขูดรีดคุณค่าจากมันมากกว่ามองมันเป็นอาชีพสร้างเงิน เราผูกมัดและฝังตัวตนให้แนบชิดกับงานมากขึ้นเรื่อย ๆ
ใจความจากหนังสือ ‘The Book of life’ อธิบายว่างานมีอิทธิพลทางจิตวิทยาของมนุษย์มากกว่าที่เราคิด เราอยู่กับงานเหมือนเป็นเพื่อนสนิททั้งที่มันนิสัยตรงกันข้ามหรืออาจจะเข้ากันไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ เราอดทนต่องานทั้งที่เป็นคนใจร้อน หวาดระแวงเจ้านายขณะที่ต้องวางใจเขา คอยคาดเดากำไรแต่ก็ต้องหาวิธีทำให้มันออกดอกเป็นรูปธรรม มุ่งอยู่กับตัวเลขต่อให้ต้องการหลุดจากตัวเลขก็ตาม นำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญว่าหากฉันเลือกทำอาชีพอื่น ฉันจะกลายเป็นคนที่ต่างไปจากนี้ไหม คำตอบในหน้าหนังสือก็คือใช่อย่างแน่นอนที่สุด
ตัวอย่างเช่นนักวิเคราะห์การเงินในองค์กรใหญ่ที่ดันมีความลุ่มหลงกับงานคราฟต์ ผู้ปรึกษาด้านไอทีที่ทำงานแบบเถียงคอเป็นเอ็นดันเป็นคนที่อ่อนโยนที่สุดเมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อน วิศวกรที่คอยดูโครงสร้างตึกดันศึกษาศาสตร์ลี้ลับเป็นงานอดิเรก เห็นไหม เราสามารถเป็นเราได้ในเวลาเดียวกันต่อให้จะมีงานหรือไม่มีก็ตาม เช่นเคยว่าเปล่าชักชวนให้ลาออก จริงอยู่ที่ระบบทุนนิยมทำให้คนจำนวนมากค่อนข้างชอกช้ำ ทั้งคุณเลือกได้ยากว่าจะทำงานอะไรหรือจะไม่ทำงานเลย เพราะชีวิตย่อมหมุนไปด้วยเงิน เราแค่ชวนคุณสำรวจว่า “คุณจะกลายเป็นใครเมื่อปราศจากหัวโขนของงาน”
ลองถามตัวเองด้วยคำถามที่ฟังดูจำเจสักครั้งว่าถ้าเงินไม่ใช่ข้อจำกัดชีวิต คุณจะทำอะไร ถ้าหนึ่งสัปดาห์มีวันอาทิตย์สักสองวัน คุณจะใช้เวลาไปกับอะไร หรือคุณในวัยเด็กจะรักหรือเกลียดคุณในวัยนี้ ถ้าคุณดันหล่นพรวดออกจากทางฝัน คุณคือใครกันเมื่อปราศจากอาชีพ มีอะไรไหมที่คอยเติมเต็มความสุข ทำให้รู้สึกตื่นเต้น อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยที่ไม่ต้องมองหาคำตอบจากงาน แต่มองผ่านความสนใจอื่น ๆ มองพื้นที่ว่างขณะไม่ได้ทำงาน มองผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่เลือกจะไป ลองใช้ความอยากรู้อยากเห็นเพียว ๆ แบบไม่มีเหตุผลใดมารองรับ เพราะการตระหนักรู้และมองเห็นว่าเมื่อไม่มีงานทำ แท้จริงคุณเป็นใคร มันก็ไม่ต่างจากการถอดหน้ากากออกหรอก คุณอาจจะรู้สึกโหวงเหวง เปราะบาง ไร้ที่พึ่งในคราวแรก แต่การคิดถึงชีวิตที่ไร้งานก็ทำให้เรากลับมาหาจิตวิญญาณตัวเองได้ดีนะ เราจะมีเวลาหยั่งลึก ออกสำรวจมิติต่าง ๆ ที่หลากหลายซึ่งซุกซ่อนในตัวเอง และพื้นที่นี้อาจจะเป็นพิกัดที่ถูกต้องแม่นยำซึ่งพอดีกับเราที่สุดก็ได้
สำหรับผู้ที่ตกงาน ว่างงาน ลาออก กระทั่งไม่แอคทีฟจนรู้สึกผิดกับตัวเองว่าฉันไม่มีประโยชน์เลย เมื่อถูกถามว่าทำงานอะไรอยู่ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร นี่อาจจะเป็นคำตอบที่ไฉไลที่สุดหรือฟังดูไม่เอาไหนสำหรับใครเลยก็ได้ แต่เราหวังว่าคุณคงรู้สึกดีกับตัวเองไม่มากก็น้อย “ฉันแค่ถอดหัวโขนงานออกเฉย ๆ” อ๋อ จะยืมประโยคคลาสสิกจากภาพยนตร์หนีตามกาลิเลโอมาก็เยี่ยมยอดนะ
“ฉันใช้ชีวิตอยู่ แค่นี้ก็ยุ่งจะตายแล้ว”
เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม
ที่มา:
Cote, Claire. “Read This If You Always Feel Guilty for Not Being Productive Enough.” Fresh Insight, 28 Apr. 2021, https://www.fresh-insight.ca/post/read-this-if-you-always-feel-guilty-for-for-not-being-productive-enough. Accessed 12 June 2026.
González-Ricoy, Iñigo. “The Work Ethic and Postwork Imaginaries: From Max Weber to Kathi Weeks (Part 1).” Orbistertius, 19 Dec. 2017, https://orbistertiusnet.wordpress.com/2017/12/19/the-work-ethic-and-postwork-imaginaries-from-max-weber-to-kathi-weeks-part-1/. Accessed 12 June 2026.
Iriarte, Mark. “Who Are You Without Your Job?” Questions on Purpose, 25 Jan. 2024, https://questionsonpurpose.org/blog/who-are-you-without-your-job. Accessed 12 June 2026.
Kluger, Jeffrey. “The Case for Doing Nothing.” Time, 10 July 2018, https://time.com/5300633/doing-nothing-work-vacation-time-history-leisure/. Accessed 12 June 2026.
Urrutia, Iker. “The Meaning of Life in a World Without Work.” Iker Urrutia, 25 Mar. 2024, https://ikerurrutia.com/blog/the-meaning-of-life-in-a-world-without-work/. Accessed 12 June 2026.