12 มิ.ย. 2569 | 17:24 น.

KEY
POINTS
“สินค้าที่ดีจริงพูดเองได้ คนที่ต้องการคำบางประเภทนำหน้าทุกอย่าง อาจจะกำลังขอให้ ‘ภาษา’ ทำงานแทนสินค้า”
เครื่องมือในการสื่อสารของมนุษย์คือ ‘ภาษา’ แต่ในทางการตลาด นอกจากภาษาจะอธิบายลักษณะสินค้าแล้ว ยังสร้างความรู้สึก ความคาดหวังและโน้มน้าวให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยย
บทความนี้ The People จะพาทุกคนย้อนกลับไปเจาะลึกกรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ ‘ภาษา’ เป็นเหตุที่ทำให้บริษัทแห่งหนึ่งถูกฟ้องร้องเพราะคำคำเดียวในสโลแกน
บริษัทนั้นคือ Papa John’s บริษัทพิซซ่าจากสหรัฐอเมริกาที่มาพร้อมสโลแกน “Better Ingredients. Better Pizza.” (วัตถุดิบที่ดีกว่า พิซซ่าที่ดีกว่า)
ปี 1995 ณ สหรัฐอเมริกา Papa John's เปิดตัวสโลแกนสี่คำ “Better Ingredients. Better Pizza.” และจดทะเบียนการค้าอย่างถูกต้อง บริษัทลงทุนเงิน 300 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างแคมเปญการตลาดที่ยิ่งใหญ่ระดับวาระแห่งชาติ ซึ่งสโลแกนถูกนำมาติดอยู่บนกล่องพิซซ่า เครื่องแบบพนักงาน ป้ายร้านหลายสาขา และโฆษณาบนสื่อนับล้านรายการ
ศึกแห่งวงการเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงพฤษภาคมปี 1997 เมื่อบริษัทคู่แข่งอย่าง Pizza Hut ฟ้องร้อง Papa John’s ว่าสโลแกนนี้เป็น ‘การโฆษณาเท็จ’ (false advertising) อีกทั้งแคมเปญการตลาดทั้งหมดยังนำเสนอเนื้อหาที่ดูหมิ่นคุณภาพสินค้าของคู่แข่งด้วย
แคมเปญการตลาดของ Papa John’s กล่าวอ้างหลายประการ รวมไปถึงโฆษณาที่มีการกล่าวว่าใช้ ‘น้ำกรอง’ ในการทำแป้งพิซซ่า ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งอย่าง Pizza Hut ใช้ ‘น้ำประปา’ (“whatever comes out from the tap”)
ระหว่างพิจารณาคดี คณะลูกขุนสรุปว่า โฆษณาของ Papa John’s ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ศาลจึงพิจารณาคดีว่าสโลแกนของ Papa John’s ‘ถูกทำให้มีมลทิน’ (tainted) จากโฆษณาดังกล่าว และถูกสั่งห้ามใช้ในเวลาต่อมา
เพราะคำว่า ‘Better’ ในที่นี้ไม่ได้ลอยอยู่เดี่ยว ๆ อีกต่อไป สโลแกนดังกล่าวถูกเชื่อมโยงเข้ากับโฆษณาที่กล่าวอ้างถึงคุณภาพของวัตถุดิบ จึงเปลี่ยนสถานะจาก ‘คำโฆษณาโอ้อวดเกินจริง’ (puffery) ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุฟ้องร้องได้ เป็นข้อความที่สามารถตรวจสอบและวัดผลคุณภาพเปรียบเทียบของวัตถุดิบที่ใช้ได้
แม้ว่าศาลจะเห็นด้วยกับคณะลูกขุนว่า สโลแกน “Better Ingredients. Better Pizza.” เมื่อนำไปใช้ร่วมกับโฆษณาที่เปรียบเทียบวัตถุดิบกับคู่แข่ง อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ แต่ในปี 2000 ศาลอุทธรณ์ของสหรัฐฯ (U.S. Court of Appeals for the Fifth Circuit) กลับคำพิพากษาดังกล่าว
เหตุผลที่สำคัญคือ Pizza Hut ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากคำกล่าวอ้างดังกล่าวจริง ศาลเห็นว่า Pizza Hut ไม่ได้นำเสนอหลักกฎหมายที่เพียงพอที่จะประเมินได้ว่า สโลแกนนี้มีความผิดจริงตามกฎหมายแลนแฮม (Lanham Act) มาตรา 43(a) กฎหมายของสหรัฐฯ ที่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจสามารถฟ้องร้องคู่แข่งที่ใช้โฆษณาอันเป็นเท็จหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ แต่ผู้ฟ้องจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ผลสำรวจผู้บริโภค หรือข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคซื้อพิซซ่าของ Papa John’s เพราะเชื่อในคำกล่าวอ้างเรื่อง ‘วัตถุดิบที่ดีกว่า’ อย่างแท้จริง
กล่าวคือ ศาลไม่ได้ตัดสินว่าโฆษณานั้น ‘ไม่มีปัญหา’ แต่เห็นว่ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าโฆษณานั้นก่อให้เกิดความเสียหายตามที่กฎหมายกำหนด
คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในทางกฎหมาย การพิสูจน์ว่าอะไรคือโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด ซึ่งไม่ได้อาศัยเพียงการพิจารณาตัวข้อความเท่านั้น แต่ยังต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภครับสารนั้นอย่างไร และสารดังกล่าวส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม คดีนี้กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า บริบทของการโฆษณาสามารถเปลี่ยนข้อความที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ให้กลายเป็นข้อความที่ดูเหมือนเท็จและก่อให้เกิดความเข้าใจผิดภายใต้กฎหมายได้
ในทางกฎหมาย คำว่า ‘Better’ อาจเป็นเพียงโฆษณากล่าวเกินจริง (puffery) ที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ในทางภาษาศาสตร์ คำประเภทนี้กลับมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เพราะมนุษย์มักใช้ ‘คำคุณศัพท์’ (adjectives) เพื่อประเมินคุณค่าและเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ
ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การใช้คำว่า Better แต่เป็นการเลือกใช้คำคุณศัพท์ในบริบทที่อาจทำให้คนซื้อเข้าใจผิด เผลอเปรียบเทียบ และประเมินคุณค่าของสินค้าจากภาษาทางการตลาด
เพียงแต่ในกรณีของ Papa John’s แบรนด์เลือกที่จะนำคำว่า ‘Better’ ไปผูกกับคำโฆษณาที่พูดถึงเรื่องวัตถุดิบและคุณภาพ ทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในภวังของคำศัพท์ขยายความและเชื่อว่า วัตถุดิบและคุณภาพของ Papa John’s ดีกว่า Pizza Hut โดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเหตุให้ Papa John’s ถูกฟ้องร้อง
ในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเห็นคำโฆษณาที่ใช้คำคุณศัพท์คำใหญ่มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการใช้คำขยายที่ซ้ำซ้อนเพื่อให้ฟังดูน่าสนใจและดู ‘แตกต่าง’ แต่แท้จริงแล้วคำเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีความอะไรเลยก็ได้
‘ดาเนียล จูราฟสกี’ (Daniel Jurafsky) ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เคยสังเกตไว้ใน The Language of Food: A Linguist Reads the Menu ว่า ร้านอาหารระดับ Michelin Star มักบรรยายจานอาหารด้วยคำเพียงไม่กี่คำ ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุชื่อวัตถุดิบไปเลย
ในขณะที่อาหารอุตสาหกรรมเต็มไปด้วย ‘appealing adjectives’ หรือคำคุณศัพท์ที่สร้างความรู้สึกเชิงบวก เช่น rich (เข้มข้น), crispy (กรุบกรอบ), premium (พรีเมียม) หรือ authentic (ต้นตำรับ) ซึ่งไม่ได้ไร้ความหมายเสียทีเดียว แต่ก็คลุมเครือพอที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคตีความเอง และก็ทรงพลังมากพอที่จะสร้างความคาดหวังเกี่ยวกับตัวสินค้า
กรณีของ Papa John’s จึงน่าสนใจ เพราะคำว่า ‘Better’ อยู่กึ่งกลางระหว่าง ‘ความคิดเห็น’ และ ‘ข้อเท็จจริง’ ซึ่งบางกรณีคำนี้ก็มีพลังมากพอที่จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้ามีคุณภาพเหนือกว่าแบรนด์คู่แข่ง แต่อีกทางหนึ่งก็อาจคลุมเครือมากพอที่จะถูกมองว่าเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล
รูปแบบการทำโฆษณาแบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีฟ้องร้องซึ่งพบมากในสินค้าประเภทยาและอาหารเสริม แต่ในกรณีแบรนด์สินค้าประเภทอาหาร ไม่ถึงกับขั้นฟ้องร้องแต่ก็สร้างอิทธิพลต่อความรู้สึกและความเชื่อใจของผู้บริโภคอย่างรุนแรง เมื่อคุณภาพสินค้าไม่สอดคล้องกับคำที่กล่าวไว้
แม้คดี Papa John’s จะเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่บทเรียนจากคดีนี้กลับสำคัญในยุคการชอปปิ้งออนไลน์ เมื่อผู้บริโภคไม่สามารถสัมผัสหรือทดลองสินค้าได้ด้วยตนเอง การตัดสินใจซื้อจึงต้องพึ่งพา ‘ภาษา’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำบรรยายสินค้า รีวิว หรือความคิดเห็นจากอินฟลูเอนเซอร์
ในยุคเศรษฐกิจแห่งความสนใจ (attention economy) ธรรมชาติของแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงพฤติกรรมของคนซื้อ ทำให้แบรนด์มีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการที่จะดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค คำอย่าง ‘ดีที่สุด’, ‘สุดยอด’ หรือ ‘ขายดีอันดับ 1’ จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่หลายแบรนด์ใช้
ปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างคอนเทนต์ แต่เป็นผู้กำหนดการรับรู้ของผู้ติดตามผ่านคำพูด การรีวิว หรือเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับสินค้าเชิงพาณิชย์หรือข้อคิดในการใช้ชีวิตประจำวัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ ‘ภาษา’ และ ‘คำพูด’ เป็นเรื่องสำคัญในโลกยุคนี้ ทุกคนต่างเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน การใช้ภาษาของอินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นอีกเครื่องมือที่สะท้อนถึงความน่าเชื่อของตัวอินฟลูเอนเซอร์เองและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ไปพร้อมกัน
จากสโลแกนสั้น ๆ นี้ของ Papa John’s สิ่งที่ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลจึงไม่ใช่แค่คุณภาพของพิซซ่า แต่คืออำนาจของภาษาในการสร้างความเชื่อและความคาดหวังของผู้บริโภค
ปัจจุบันสังคมไม่ได้มองอินฟลูเอนเซอร์เป็นแค่คอนเทนต์แต่กลับกลายเป็น ‘ผู้โฆษณา’ มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะหัวใจหลักของอาชีพนี้คือ ‘การสร้างความเชื่อใจ’ ให้ผู้บริโภค
ผศ. ดร. เอมผกา เตชะอภัยคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ข้อมูลกับสภาองค์กรของผู้บริโภคว่า ในสื่อออนไลน์ปัจจุบัน อินฟลูเอนเซอร์คือรูปแบบการตลาดอย่างหนึ่งที่คนเข้าถึงง่ายและรวดเร็ว สร้างคอนเทนต์ที่หลากหลายซึ่งก็อาจเกินจริงในบางครั้ง สิ่งนี้จึงเป็นความเสี่ยง
ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีข้อมูลในมือเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงปลายทศวรรษ 1990 เส้นแบ่งระหว่างการกล่าวอ้างเกินจริงกับการกล่าวคุณสมบัติของสินค้าก็บางลงเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญคือการใช้ภาษาที่ ‘ซื่อสัตย์’ ในการตลาดและโฆษณา ซึ่งอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องจริยธรรมแต่สำคัญต่อความอยู่รอดของความเชื่อใจของผู้บริโภคในระยะยาว
ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับทั้งแบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ที่มีอำนาจในการสื่อสารในปัจจุบัน อาจไม่ใช่ “จะใช้คำอะไรให้ดึงดูดความสนใจ” แต่คือ “เมื่อภาษามีพลังมากพอที่จะทำให้คนเชื่อ เราจะใช้พลังนั้นอย่างไรโดยไม่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิด” เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำ อาจไม่ใช่คำว่า ‘ดีที่สุด’ หรือคุณศัพท์ที่ฟังดูหรูหรา แต่คือประสบการณ์ที่ดีพอจนไม่จำเป็นต้องใช้คำขยายใด ๆ เลย
อ้างอิง:
อ.นิติฯ มธ. แนะ 5 แนวทาง ออกกฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์. (16 ตุลาคม 2567). เข้าถึงได้จาก สภาองค์กรของผู้บริโภค: https://www.tcc.or.th/influencer-law/
Al-aqab, T. A. (n.d.). How Storytelling Shapes Brand Identity and How It Gained Attention in Recent Years. Retrieved from Department of Communication Universitas Islam Indonesia: https://communication.uii.ac.id/how-storytelling-shapes-brand-identity-and-how-it-gained-attention-in-recent-years/
Roddy, M. M. (2019, October 15). Not Another Puff Piece: The Difference Between Puffery and False Advertising. Retrieved from National Law Review: https://natlawreview.com/article/not-another-puff-piece-difference-between-puffery-and-false-advertising
Pizza Hut, Inc. v. Papa John's Intern. (2000, January 3). Retrieved from Justia U.S. Law: https://law.justia.com/cases/federal/district-courts/FSupp2/80/600/2565606/
Roger Colaizzi, Chris Crook, Claire Wheeler, Taylor Sachs. (2017). The Best Explanation and Update on Puffery You Will Ever Read. Retrieved from Venable: https://www.venable.com/files/Publication/073d0951-9fa6-4977-9e68-4deb21a819d8/Presentation/PublicationAttachment/c245d881-6fd8-434e-b068-52959159e864/Best-Explanation-and-Update-on-Puffery-You-Will-Ever-Read-Antitrust-Summer-2017.pdf
LegalClarity Team. (2026, April 1). What Is Puffery in Advertising? Definition and Examples. Retrieved from LegalClarity: https://legalclarity.org/what-is-puffery-in-advertising-and-is-it-legal/
Anna Lundqvist, Veronica Liljander, Johanna Gummerus, Allard van Riel. (2013). The impact of storytelling on the consumer brand experience: the case of a firm-originated story. Journal of Brand Management.
Jurafsky, D. (2014). The Language of Food: A Linguist Reads the Menu. San Francisco, California: W. W. Norton & Co.