07 พ.ย. 2569 | 11:33 น.

KEY
POINTS
เวลาน้ำท่วมหนักหรือเกิดวิกฤต เคยสังเกตไหมว่าทำไมคนในสังคมถึงปถามหาคนดังหรือดาราสายบุญมากกว่าจะนั่งรอหน่วยงานรัฐ?
คำตอบง่าย ๆ แต่เจ็บปวดก็คือ สภาวะขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการที่ทำงานหลายขั้นตอนและเชื่องช้า
พอเกิดช่องว่างตรงนี้ขึ้น ผู้คนจึงหันไปหาคนดังที่เห็นหน้าค่าตาเป็นประจำ รู้สึกจับต้องได้ และเชื่อว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยได้ทันท่วงที
ปรากฏการณ์นี้ถ้ามองในมุมสังคมศาสตร์และการตลาด มันคือเรื่องของ ‘Trust Economy’ หรือ ‘เศรษฐศาสตร์บนความไว้วางใจ’ มันคือการเอาชื่อเสียง ความนิยม และความน่าเชื่อถือที่สะสมมาตลอดชีวิต เปลี่ยนสภาพให้กลายเป็น ‘ทุน’ (Trust Capital) ทางสังคม ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินบริจาค สิ่งของกู้ภัย และแรงงานจิตอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
พอมาดูเคสของ ‘บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ และ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ยิ่งเห็นภาพ Trust Economy ชัดเจน
เธอขยับบทบาทจากนางงาม ดารา พรีเซ็นเตอร์ และพิธีกร มาเป็นคนที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนประเด็นสังคมเต็มตัว ทั้งเรื่องกฎหมาย ความยุติธรรม คดีความรุนแรง และการลงพื้นที่ซับน้ำตาผู้เดือดร้อนอย่างใกล้ชิด
จุดที่ทำให้ทุนความไว้วางใจของบุ๋ม ปนัดดา แข็งแกร่งมาก ๆ มาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Mirror Effect’ หรือ ‘เอฟเฟกต์กระจกเงา’ คือ เวลาแฟนคลับหรือคนทั่วไปมองเห็นเธอลุยช่วยเหลือคนอื่น เขาไม่ได้เห็นแค่ดาราทำดี แต่เขามองเห็น ‘ภาพสะท้อนของตัวเอง’ ในเวอร์ชันที่อยากทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้าง และเจ้า Mirror Effect นี้นี่เองที่ทำหน้าที่เปลี่ยน ‘อารมณ์ความรู้สึกร่วม’ ของผู้คน ให้กลายเป็น ‘ทุนความไว้วางใจ’ มหาศาลในมือของเธอ
แต่ในโลกความเป็นจริง ทุนความไว้วางใจไม่ได้ทำงานแค่ในมิติการกุศลอย่างเดียว มันวิ่งขนานไปกับโลกธุรกิจด้วย ภาพลักษณ์ ‘คนดีสายลุย’ ที่น่าเชื่อถือ ช่วยส่งเสริมให้แบรนด์สินค้าเข้ามาพึ่งพาความศรัทธาตรงนี้ ดังเช่นตำนานพรีเซ็นเตอร์สบู่เบนเนทที่อยู่ยาวนานถึง 24 ปี กับสโลแกนติดปากคนไทยอย่าง “อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี”
อีกด้านหนึ่ง ทฤษฎี Trust Economy ก็เตือนไว้เสมอว่า ทุนความไว้วางใจนั้นเป็น ‘ดาบสองคม’ เพราะเมื่อการทำดีผูกติดอยู่กับตัวบุคคลเป็นหลัก โดยไม่มีระบบบริหารจัดการและธรรมาภิบาลที่แข็งแรงรองรับ วันไหนที่เกิดปมขัดแย้งหรือมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสขึ้นมา ดาบก็จะหันกลับมาฟาดฟันความไว้วางใจนั้นทันที
ดราม่าปมเงินบริจาคมหาศาลของมูลนิธิองค์กรทำดี จึงกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดการตรวจสอบตามมา ทั้งเรื่องหลักฐานการโอนเงิน สัญญารับเหมาก่อสร้างอาคาร และความคลุมเครือในการแยกแยะระหว่างบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีของมูลนิธิ
เมื่อประเด็นบานปลาย หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐจึงต้องเข้ามาเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระดมทุน เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังม พร้อมดำเนินการอายัดบัญชีและตรวจสอบเส้นทางการเงินตามขั้นตอนกฎหมาย
นับเป็นการดึงเรื่องราวจากการพึ่งพา ‘ศรัทธาในตัวบุคคล’ กลับเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของระบบ เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของเงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์
ความผันผวนของทุนความไว้วางใจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในชั้นการตรวจสอบ แต่ยังส่งผลกระทบสะเทือนไปถึงฝั่งธุรกิจอย่างรวดเร็ว สบู่เบนเนทที่เคยเป็นพันธมิตรยาวนานกว่าสองทศวรรษ ตัดสินใจประกาศยุติสัญญาพรีเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์องค์กรจากความเสี่ยง ตอกย้ำกฎเหล็กว่า ในโลกการตลาด เมื่อทุนความไว้วางใจของตัวบุคคลติดลบ แบรนด์ก็จำเป็นต้องถอยห่างทันที
นี่คือบทเรียนสำคัญของ Trust Economy เมื่อเราเอา ‘ศรัทธาในตัวบุคคล’ มาใช้แทน ‘ระบบที่มีธรรมาภิบาล’ พอเกิดวิกฤตกับตัวดารา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือข้อผิดพลาดในการบริหาร งานช่วยเหลือสังคมและผู้เดือดร้อนที่รอคอยความช่วยเหลือก็พลอยได้รับผลกระทบและสั่นคลอนไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งที่ความจริงแล้ว ความตั้งใจดีหรือหัวใจที่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่งานกุศลที่มีเงินบริจาคเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยความสงสารหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวได้ ในระยะสั้น องค์กรกุศลจำเป็นต้องมีระบบบัญชีที่แยกแยะเด็ดขาด มีการตรวจสอบจากภายนอก และมีโครงสร้างองค์กรที่โปร่งใสพอจะตอบคำถามสังคมได้ทุกข้อ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบมูลนิธิให้โปร่งใสก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือปฐมพยาบาลบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของสังคม เพราะในระยะยาว เราต้องไม่ปล่อยให้ ‘การกุศลของภาคประชาชน’ ถูกใช้เป็นฉากบังตาที่เข้ามาทดแทนหรือลบล้างหน้าที่ความรับผิดชอบของภาครัฐ
ปรากฏการณ์ที่ประชาชนต้องมานั่งโอนเงินช่วยเหลือกันเองผ่านคนดัง ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องน่าชื่นชมจนกลายเป็นความเคยชิน เพราะการดูแลสวัสดิการและผู้ประสบภัยในภาวะวิกฤตคือ ‘หน้าที่โดยตรงของรัฐบาล’ ไม่ใช่ภาระของประชาชน
ภาพของศรัทธาและเงินบริจาคมหาศาลที่ไหลไปหาคนดัง จึงควรเป็นสัญญาณเตือนและเป็นแรงกดดันที่ส่งกลับไปหาภาครัฐในการสร้างระบบสวัสดิการที่พึ่งพาได้จริง เพื่อให้ในอนาคต ประชาชนไม่ต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนช่วยกันเอง หรือหวังพึ่งพาฮีโร่สายบุญคนใดอีกต่อไป
เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: Nation Photo