16 ต.ค. 2569 | 17:45 น.

KEY
POINTS
หากจะพูดถึงซีรีส์การแพทย์ที่วิพากษ์ระบบและอำนาจมืดในวงการเสื้อกาวน์ได้อย่างถึงพริกถึงขิงที่สุด ชื่อของ ‘Doctor-X’ เวอร์ชันญี่ปุ่นย่อมลอยลำมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ภาพของ ‘ไดมอน มิจิโกะ’ ศัลยแพทย์ฟรีแลนซ์ผู้ตลบหลังระบบด้วยฝีมือระดับเทพเจ้า เจ้าของประโยคฮิต “ฉันไม่เคยพลาด” และปฏิเสธการสยบยอมต่อระบบศักดินาในโรงพยาบาล ได้กลายเป็นภาพจำระดับตำนานที่สร้างปรากฏการณ์เรตติ้งถล่มทลายยาวนานกว่าทศวรรษ
แต่นั่นคือบริบทของโลกยุค 2010s ที่วงการแพทย์ยังถูกครอบงำด้วยระบบอาจารย์หมอและสังคมชายเป็นใหญ่แบบดั้งเดิม
ทว่าในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2026 การกลับมาอีกครั้งของแฟรนไชส์นี้ในเวอร์ชันเกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำพล็อตเก่ามารีไซเคิล แต่เป็นการรื้อโครงสร้างแล้วใส่ดีเอ็นเอของสังคมยุคใหม่เข้าไปอย่างมีชั้นเชิง
เพียงแค่ 2 ตอนแรก ซีรีส์ก็ฉายให้เห็นว่าโจทย์ของหมอยุคนี้ไม่ได้มีแค่การสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า แต่ต้องปะทะกับกลุ่มทุนนิยมทางการแพทย์ที่กัดกินระบบจนกลายเป็น ‘มาเฟียในเสื้อกาวน์’ การปะทะกันของสองบริบททางสังคมผ่านตัวละครเดียวกันนี้เอง จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
คุณปารณพัฒน์ แอนุ้ย ได้เคยเขียนวิเคราะห์ Doctor-X เวอร์ชันญี่ปุ่นไปในปี 2563 (https://www.thepeople.co/read/culture/21643) มาบัดนี้คือตุลาคม 2569 ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับของคอลัมน์นี้อยู่ ทางเกาหลีก็ได้ออกอากาศ Doctor-X เวอร์ชันเกาหลีไปแล้ว 2 ตอน ผู้เขียนจึงเห็นควรอยากเขียนเปรียบเทียบทั้ง 2 เวอร์ชันในมิติต่าง ๆ ดังนี้
ชื่อเรื่องของญี่ปุ่นนั้นชื่อว่า ドクターX~外科医・大門未知子~ และชื่อภาษาอังกฤษคือ Doctor-X: Surgeon Michiko Daimon เริ่มออกอากาศเมื่อ ค.ศ. 2012 จนกระทั่ง 2024 มีทั้งหมด 7 Seasons แถมด้วย Movies อีกด้วย ส่วนชื่อเรื่องของเกาหลีชื่อว่า 닥터X: 하얀 마피아의 시대 และชื่อภาษาอังกฤษคือ Doctor X: Mafia in White เริ่มออกอากาศเมื่อตุลาคม ค. ศ. 2026 นี่เอง จุดสังเกตคือของญี่ปุ่นจะมีขีด hyphen ระหว่าง Doctor และ X คือเขียนว่า Doctor-X ในขณะที่ของเกาหลีจะไม่มี hyphen คือเขียนเป็น Doctor X ไปเลย และของเกาหลีเหมือนจะวิพากษ์วิจารณ์เต็มที่ว่าสังคมแพทย์ของเกาหลีนั้นกลายเป็นดินแดนแห่งมาเฟียในเสื้อกาวน์ไปเสียแล้ว
ของญี่ปุ่นเรตติ้งดีมาก ๆ ระดับที่ได้เรตติ้งเป็นเลข 2 หลักตลอดทุก Season ในขณะที่ของเกาหลีแค่ 2 ตอนแรกก็ถล่มเรตติ้ง 2 หลักเช่นกัน การที่เกาหลีและญี่ปุ่นเอาซีรีส์และภาพยนตร์ของกันและกันไปรีเมคก็เป็นการรับประกันความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะเอาของระดับตำนานที่สำเร็จมาแล้วเห็น ๆ ก็มีแนวโน้มค่อนข้างปลอดภัยสำหรับการลงทุนสร้างอีกด้วย แม้ว่าญี่ปุ่นและเกาหลีในปัจจุบันจะมีสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมาก แต่สิ่งที่คล้ายกันคือในภาคธุรกิจและวงการแพทย์ยังค่อนข้างเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ การเป็นหมอหญิงที่จะประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากจริง ๆ
ในต้นฉบับของญี่ปุ่นเลยตีความเนื้อเรื่องไปทางเฟมินิสต์ในคลื่นที่ 2 ของเฟมินิสต์คือการท้าทายบทบาททางเพศดั้งเดิมของผู้หญิง ดังนั้นนางเอก ‘Daimon Michiko’ จึงมีบุคลิกที่แย้งกับกุลสตรีญี่ปุ่นทุกแง่มุม แล้วยังเป็นการแสดงแบบญี่ปุ่นคือเล่นใหญ่ โอเวอร์แอ็ก จึงต้องโผงผาง อาละวาด โวยวาย ไม่สวยตามพิมพ์นิยมของผู้ชายญี่ปุ่น ไม่เนื้อหอม ไม่มีหนุ่มรุมจีบเพราะความสวย กินข้าวมูมมาม อาบน้ำในโรงอาบน้ำก็แหกแข้งขาอยู่ในบ่อ ฯลฯ คือนางเอกจะเก่งเหนือกว่าผู้ชาย จึงต้องทิ้งความเป็นหญิงไป แล้วมีท่าทางใกล้เคียงผู้ชายห้าว ๆ ออกแนวผู้หญิงทรงเจ๊ขี้โวยวาย
ในขณะที่นางเอกของเกาหลีคือ ‘กเยซูจอง’ (Gye Su-jeong) นั้น ยังดูไม่ชัดเจนว่าตีความออกมาเป็นเฟมินิสต์ในคลื่นที่เท่าไร แต่เห็นได้ว่าไม่น่าใช่คลื่นลูกที่ 2 เพราะนางเอกออกแนวนิ่ง ๆ เชือดเฉือนมากกว่า ไม่ได้ทรงเจ๊ขี้โวยวายแบบญี่ปุ่น แล้วคิมจีวอนผู้แสดงก็สวยตามพิมพ์นิยมมาก ๆ ซึ่งต่างจาก ‘โยเนะคุระ เรียวโกะ’ นักแสดงนำของเวอร์ชันญี่ปุ่นที่ไม่ได้สวยแนวผู้ชายชอบมากนัก โดยกเยซูจองของเกาหลีมีแววตาสิ้นยินดีแบบ Dead Inside เหมือนผ่านอะไรหนักหนาสาหัสมามากจริง อีกทั้งการเปลี่ยนตัวนายหน้าคู่ใจนางเอกที่เป็นคุณลุงในเวอร์ชันญี่ปุ่น ให้กลายเป็นคุณป้าในเวอร์ชันเกาหลี แล้วกเยซูจองในโรงอาบน้ำก็ไม่มีฉากแหกแข้งขาเหมือนของญี่ปุ่น ก็ทำให้คาดคะเนได้ว่าน่าจะเป็นเฟมินิสต์คนละแนวกับของญี่ปุ่นเป็นแน่ อีกทั้งน่าจะมีเรื่องโรแมนติกมากกว่าของญี่ปุ่น (อาจไม่ใช่พล็อตหลัก แต่น่าจะมีให้ผู้ชมจิ้นได้บ้าง อันนี้เดาล้วน ๆ) เพราะคิดว่าหมอสาวสวยระดับ ‘คิมจีวอน’ จะไม่มีหนุ่มมาจีบเลยสักคนมันออกจะเหนือจริงเกินไป
อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันเกาหลียังรักษาเสน่ห์ของเรื่องไว้ครบครัน เช่น นางเอกต้องดื่มน้ำเชื่อมปริมาณมากหลังผ่าตัด, ผ่าตัดแล้วต้องเอามือไปวางบนอกคนไข้, การเลิกงานตรงเวลาเป๊ะ (ในขณะที่สังคมญี่ปุ่นและเกาหลีหากเลิกงานตรงเวลาเป๊ะเกินไปถือว่าไม่มีมารยาททางสังคม), การไม่ยอมร่วมขบวนเดินราวด์ของทีมแพทย์, การฉะไม่เลี้ยงไม่แคร์สื่อ, ความมั่นใจเหลือล้นและประกาศตัวอยู่ตลอดว่า “ฉันไม่มีวันพลาด”, ความเก่งดุจเทพในฝีมือผ่าตัด, การถือเมล่อนมาเป็นของฝาก ฯลฯ โดยในเคสแรกนั้นเกาหลียังได้เพิ่มสเกลความเก่งของนางเอกขึ้นไปอีก ด้วยการโชว์ผ่าตัด 2 เคสรวดแบบความเร็วระดับพระเจ้า โดยรักษาแก่นเดิมของญี่ปุ่นไว้คือคนไข้มีอาการแพ้ยางลาเท็กซ์และผู้อำนวยการล้มในห้องผ่าตัดเหมือนเดิม
นอกจากนี้ยังมีการล้อชื่อนางเอกเช่นกัน โดยทางญี่ปุ่นล้อนามสกุลนางเอก Daimon ว่าเป็น Demon (ปีศาจ) แทน เพราะนางเอกทั้งเก่งและดุร้ายราวกับปีศาจ ในขณะที่ของเกาหลีล้อนามสกุลนางเอก กเย (계) เป็น เก (개) ที่แปลว่าหมา เพราะเพื่อนร่วมงานขนานนามนางเอกว่าเป็น ‘หมาบ้าแห่งห้องผ่าตัด’ (Mad Dog of the Operating Room) ในซับไทยจึงมีการล้อเลียนว่ากเยซูจองเป็น ‘หมาบ้า’ หรือ ‘หมอบ้า’ อยู่เป็นระยะ เรียกว่าความดุของไดมอนเทียบเท่าปีศาจ (Demon) ส่วนความดุของกเยซูจองนั้นเทียบเท่าหมาบ้า (Mad Dog) กันเลยทีเดียว ส่วนตัวผู้เขียนเองรู้สึกว่า ไดมอนนั้นเพียงแค่โผงผาง แต่ไม่ได้ด่าอะไรแรงมากขนาดนั้น ในขณะที่กเยซูจองดูนิ่ง ๆ แต่ด่าแรงมาก สเกลความเจ็บปวดของเกาหลีนั้นแสบสันกว่าของญี่ปุ่นอีกมากนัก เหมือนเป็นหมาบ้ากัดไม่เลือกจริง ๆ
แม้เวอร์ชันเกาหลีจะเพิ่งออกอากาศไปได้แค่สองตอน แต่เรตติ้งที่ถล่มทลายก็พิสูจน์แล้วว่านี่คือซีรีส์น้ำดีที่ไม่ควรพลาดทั้งสองเวอร์ชัน เพียงแต่หากอยากได้รสชาติที่กลมกล่อมที่สุด ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มดูของญี่ปุ่นก่อนอย่างน้อยสักหนึ่งซีซัน เพราะด้วยงานโปรดักชันและเทคโนโลยีการแพทย์ที่ห่างกันเกินสิบปี การดูเกาหลีก่อนอาจทำให้กลับไปดูญี่ปุ่นแล้วรู้สึกเชยเกินไป
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร Doctor-X ทั้งสองชาตินี้ก็คุ้มค่าแก่การหามาดูให้ได้ครับ
เรื่อง: วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล