‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย 

‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย 

เมื่อ ‘สถานที่’ คือสิ่งที่ช่วยยึดโยงความทรงจำและตัวตน การไม่มีพิกัดจึงอาจหมายถึงการไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ‘A Nowhere Place’ พาผู้ชมเข้าสู่พื้นที่พร่าเลือนระหว่างความจริง ความทรงจำ และภาพหลอน พร้อมชวนย้อนมองบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่สังคมอาจพยายามลืม

KEY

POINTS

มนุษย์เรามักเข้าใจผิดว่า ‘ตัวตน’ ถูกถักทอขึ้นมาจากลำดับเวลาและการจดจำเหตุการณ์ 

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ระบุ ‘การมีอยู่’ ของเราได้ชัดเจนที่สุด กลับเป็น ‘สถานที่’ หรือหมุดหมายที่เรายืนอยู่ 

เพราะหากปราศจากพิกัดอ้างอิง ความทรงจำก็เป็นเพียงหมอกควันที่ไร้หลักยึด 

ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ก็ยากจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร

ชื่อละครเวที ‘A Nowhere Place’ นิยามถึงภาวะสุญญากาศทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ ดินแดนที่ไม่ใช่ที่ไหนเลยคือสภาวะที่อดีตหล่นหายไปในร่องรอยซึ่งถูกทำให้พร่าเลือน 

ความประทับใจแรก เริ่มตั้งแต่การถือตั๋วชมละคร ‘นกกระดาษ’ ไว้ในมือ ราวกับมันจะพาผู้ชมโผบินข้ามขอบเขตความจริง เข้าสู่โลกแห่งความทรงจำอันเลือนราง

นกกระดาษนั้นสอดรับกับสัญลักษณ์ของนกที่ปรากฏในบทละคร ทั้งนกพิราบและนกกระเรียนที่ถูกเล่าผ่านบทพูด นกเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพที่ผู้คนโหยหา พร้อมกันนั้นก็เป็นพาหะนำพาเชื้อโรคร้ายแรง มันบินวนเวียนอยู่กลางหมอกควันที่กั้นกลางระหว่างเรื่องจริงกับความหวัง

ในเชิงการละครแล้ว ผลงานแนวปรากฏการณ์วิทยาและจิตวิทยาเช่นนี้ จุดขายหลักไม่อยู่ที่การสร้างพล็อตเรื่องลึกลับแบบสืบสวนหาคนร้าย หรือการซ่อนจุดหักมุมกะทันหัน สิ่งที่ละครมอบให้คือประสบการณ์ของการเข้าไปสัมผัสสภาวะทางอารมณ์ ความนิ่งเย็น บรรยากาศรอบตัว และพลังการแสดงอันเข้มข้น 

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยฝั่ง ‘เจ้าสาว’ เธอปรากฏตัวในชุดแต่งงานพร้อมบทพูดที่ดูเหม่อลอย เนิบช้า ตามด้วย ‘เจ้าบ่าว’ ที่มาร่วมวงสนทนาด้วยท่าทีไม่ต่างกัน 

‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย 

‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย 

การพูดคุยของทั้งคู่ ทำให้พอปะติดปะต่อได้ว่า ฝ่ายหญิงถูกคุกคามด้วยภาพหลอนของเพื่อนสนิทจนทำให้ชีวิตคู่ล่มสลาย ก่อนจะเผชิญกับโรคร้ายทางระบบสืบพันธุ์ 

ขณะที่ฝ่ายชายเป็นอดีตทหารพ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้เฝ้ารอคอยวันแต่งงานที่ไม่มีวันมาถึง และเลี้ยงดูลูกสาวที่เติบโตมาพร้อมจิตวิญญาณของการตั้งคำถามต่อความไม่อยุติธรรม  

สิ่งที่ทำให้ละครเรื่องนี้น่าพิศวงและชวนติดตาม คือแม้จะดูเรื่องราวผ่านพ้นไปจนจบเรื่องแล้ว เราก็ยังคงไม่อาจรู้ได้เลยว่า ตัวละครทั้งสองกำลังนั่งเล่าเรื่องของตนเองอยู่ที่ไหนกันแน่ ความพร่าเลือนทางพื้นที่ทำให้เรื่องเล่าของทั้งคู่ล่องลอยอยู่ในภาวะสุญญากาศอย่างแท้จริง

เมื่อละครนำพาไปสู่สภาวะของการประเมินทางจิตเวช สัจธรรมเกี่ยวกับตัวตนก็ยิ่งสั่นคลอน ฉากนี้เฉลยถึงสภาวะป่วยทางจิตของตัวละคร พร้อมเผยให้เห็นว่าสิ่งที่เล่าออกมาทั้งหมดนั้น ปะปนกันระหว่างความจริง ความทรงจำ และความเลอะเลือน 

เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับภาพจินตนาการถูกลบทับจนผู้ชมต้องกลับมาลุ้นและทบทวนความจริงตรงหน้า

น้ำหนักอันหนักอึ้งทั้งหมดถูกแบกรับไว้ด้วยพลังการแสดงระดับมาสเตอร์คลาสของ ‘ครูตั้ว’ ประดิษฐ ประสาททอง และ ‘เพียว’ ดวงใจ หิรัญศรี ทั้งสองสลับกันส่งอารมณ์อันราบเรียบแต่บาดลึก สอดประสานไปกับเสียงเปียโนบรรเลงสดโดย ‘ฮอท’ โสภณัฐ ฤกษ์สมุทร ที่ร่วมกันสะกดให้ผู้ชมมิอาจละสายตาจากการแสดงตรงหน้าได้แม้แต่ฉากเดียว

‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย  ‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย 

ที่ช่วยเติมเต็มมิติของบทละครให้สมบูรณ์อีกส่วนคือ เรื่องเล่าเปรียบเปรยเกี่ยวกับหยดน้ำสองหยดที่ใฝ่ฝันจะระเหยขึ้นไปเป็นก้อนเมฆและกลั่นตัวเป็นสายฝน ทว่าหยดน้ำหนึ่งกลับเดินทางไปได้ไกลที่สุดเพียงการเป็น ‘สายหมอก’

คนเรามักประเมินการต่อสู้ด้วยผลลัพธ์หรือชัยชนะ แต่เรื่องเล่าเรื่องนี้ชวนให้มองต่างออกไป 

แม้จะทำได้เพียงเป็นสายหมอก ก็ไม่ได้แปลว่าการดำรงอยู่นั้นไร้ความหมาย ทั้งสายฝนและหมอกควัน ต่างก็ละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของทัศนียภาพ 

เฉกเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไร้ชัยชนะ ที่ไม่เคยจางหายไปไหน ทว่าได้กลายเป็นเครื่องย้ำเตือนสังคมถึงบาดแผลที่ไม่เคยปิดสนิท แม้เวลาจะผ่านไปนาน 50 ปี

บรรยากาศของสถานที่จัดแสดงอย่าง GalileOasis มีความพังทลายและไม่สมบูรณ์แบบ รอยแผลบนผนังและสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็นตัวแทนของซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ตัวละครไม่ได้แสดงออกด้วยการโวยวาย แต่เน้นจังหวะอันสงบ ตัดสลับกับเสียงลากและกระแทกขาเก้าอี้กับพื้น 

เสียงเหล่านี้… กระแทกเข้าไปในความรู้สึกของคนดู และทำงานกับความหนักอึ้งได้อย่างน่าชื่นชม

‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย 

การหลงลืมอาจช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในจิตใจ แต่เมื่อสังคมลืมเลือนประวัติศาสตร์จนหมดสิ้น เราจะสูญเสียเข็มทิศบอกทิศทาง 

เราจะไม่รู้เลยว่าเรากำลังยืนอยู่บนฐานคิดแบบใด และนำไปสู่การสูญเสียตัวตนอย่างแท้จริง

A Nowhere Place ชวนให้เราพิจารณาตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง หากเราไม่รับรู้ว่าสภาวะรอบตัวถูกหล่อเลี้ยงด้วยบรรยากาศและประวัติศาสตร์แบบใด เราก็ยากจะตอบได้ว่า มนุษย์ที่กำลังส่องกระจกอยู่ในขณะนี้คือใครกันแน่

‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย 

ทว่าเขียนมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่นำมาตีความและวิเคราะห์ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในละคร หรือเป็นเพียงภาพจินตนาการที่คิดไปเอง เพราะเอาเข้าจริง ตัวผู้เขียนเองก็จำรายละเอียดไม่ค่อยจะได้ ความทรงจำเกี่ยวกับการชมละครเรื่องนี้พร่าเลือนจนไม่อาจยืนยันความถูกต้องได้ทั้งหมด

สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดจะจริงหรือเท็จ ผู้เขียนไม่อาจรับประกัน วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือการพาตัวคุณเองไปยืนอยู่ในพิกัดนั้น แล้วรับชมด้วยตาตนเอง ในการจัดแสดงละครเวที A Nowhere Place โดยกลุ่มละครอนัตตา ระหว่างวันที่ 8 - 11 ตุลาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ GalileOasis 

แล้วปล่อยให้ความทรงจำตรงหน้า เป็นผู้ตอบคำถามว่า คุณคือใครกันแน่

 

เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า