เมื่อเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมโลก สุนทรียะแห่งมิตรภาพใน ‘Jazz Diplomacy Concert’

เมื่อเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมโลก สุนทรียะแห่งมิตรภาพใน ‘Jazz Diplomacy Concert’

เมื่อบทสนทนาระหว่างผู้คนต่างภาษาอาจมีข้อจำกัด เสียงดนตรีกลับก้าวข้ามพรมแดนได้อย่างไร้ข้อจำกัด ‘Jazz Diplomacy Concert’ ณ วังท่าพระ จึงไม่ได้เป็นเพียงค่ำคืนแห่งเสียงแจ๊ส หากยังเป็นพื้นที่ที่ศิลปินจากต่างวัฒนธรรมได้แลกเปลี่ยนความทรงจำ มิตรภาพ และสุนทรียะแห่งดนตรีร่วมกัน

KEY

POINTS

ย่ำค่ำวันหนึ่งในเดือนกันยายน บรรยากาศโดยรอบมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ ปรับเปลี่ยนเป็นความรื่นรมย์ของงานเลี้ยงต้อนรับที่ได้รับการรังสรรค์อย่างประณีตโดยโรงแรมดุสิตธานี ท่ามกลางการมาเยือนของคณะทูตานุทูตจากกว่ายี่สิบประเทศ ภาพของบทสนทนาอันอบอุ่นสะท้อนให้เห็นชัดเจนตั้งแต่ก่อนการแสดงจะเริ่มต้นว่า ดนตรีกำลังทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งไมตรีจิต สมดั่งชื่อของคอนเสิร์ต ‘Jazz Diplomacy’ ซึ่งริเริ่มขึ้นจากความตั้งใจของคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เมื่อเข็มนาฬิกาเคลื่อนสู่กำหนดการแสดง ภายในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ‘วารินทร์ สัจเดว’ พิธีกรได้นำผู้ชมทั้งหอประชุมร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมถวายความอาลัย ก่อนที่แสงไฟบนเวทีจะค่อย ๆ โฟกัสลงไปยังแกรนด์เปียโนยามาฮ่า ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

‘เจเรมี มอนแทโร’ (Jeremy Monteiro) ปรมาจารย์แจ๊สชาวสิงคโปร์ นั่งอยู่หลังลิ่มคีย์บอร์ด เขาร้อยเรียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ในดวงใจนิรันดร์’ (Still On My Mind) ด้วยสัมผัสที่ทั้งอ่อนช้อย เสียงเปียโนสะกดทุกลมหายใจของผู้ชม ท่วงทำนองอันคุ้นเคยถูกคลี่คลายผ่านมิติฮาร์โมนีที่อบอุ่น ลุ่มลึก และแฝงไว้ด้วยความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ นับเป็นการเริ่มต้นค่ำคืนที่สง่างามและเปี่ยมมนต์ขลัง

เมื่อเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมโลก สุนทรียะแห่งมิตรภาพใน ‘Jazz Diplomacy Concert’

หลังเสียงปรบมือสงบลง เจเรมีได้เอ่ยคำทักทายและเปิดบทสนทนากับผู้ชมอย่างเป็นกันเอง เขาพาย้อนความทรงจำกลับไปเมื่อปี 1990 ในวันที่เขาเดินทางมาเยือนและเปิดการแสดงที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก ณ โรงแรมดุสิตธานี ร่วมกับตำนานนักดนตรีระดับโลกอย่าง ‘เออร์นี วัตต์ส’ (Ernie Watts) และ ‘อัล ฟอสเตอร์’ (Al Foster) 

เจเรมีเล่าอย่างเรียบง่ายว่า รากฐานของเขาหยั่งลึกมาจากดนตรีคลาสสิก โดยมีภาพจำในวัยเยาว์คือเสียงกีตาร์ของพ่อ ก่อนที่โชคชะตาทางดนตรีจะพลิกผัน เมื่อเขาได้ยินสำเนียงเปียโนของ ‘ออสการ์ พีเทอร์สัน’ (Oscar Peterson) ความมหัศจรรย์ของสวิงฟีลลิ่งและพลังแห่งการอิมโพรไวส์ในวันนั้น ได้กลายมาเป็นแนวทางชีวิตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ก่อนจะเริ่มบทเพลงถัดไป เจเรมีเอ่ยถามผู้ฟังว่า พร้อมกันหรือยัง? จากนั้นจึงผายมือแนะนำ ‘ยูริ คิชิโมโตะ’ (Yuri Kishimoto) คอนดักเตอร์ผู้ควบคุมวง และขุนพลแห่งวง Silpakorn Jazz All-Star Big Band ที่นั่งประจำตำแหน่งอย่างพร้อมเพรียง ส่งสัญญาณว่า การเดินทางทางดนตรีอันเข้มข้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า

พลังแห่งเครื่องลมทองเหลือง และห้วงอารมณ์อันประณีตของบิ๊กแบนด์

ทันทีที่ ยูริ คิชิโมโตะ ตวัดมือให้สัญญาณแรก มวลอากาศในหอประชุมพลันสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยท่วงทำนองอันดุดันของ ‘Seven Steps to Heaven’ ผลงานชิ้นเอกที่ ‘ไมลส์ เดวิส’ ร่วมประพันธ์กับ ‘วิคเตอร์ เฟลด์แมน’ ในปี 1963 บทเพลงมาตรฐานฮาร์ดบ็อพชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนแบบทดสอบความแกร่งกล้าของวงบิ๊กแบนด์ 

เสียงทองเหลืองจากทรัมเป็ตและทรอมโบนระเบิดแผดกังวานด้วยความแม่นยำ คมชัดในทุกสัดส่วนฮาร์โมนี ขณะที่ริธึมเซ็คชันก็โหมขับเคลื่อนจังหวะไปข้างหน้าอย่างมีชั้นเชิง เป็นการประกาศศักดาฝีมือของ Silpakorn Jazz All-Star Big Band ที่สร้างความตื่นตัวและจุดประกายความเร้าใจแก่ผู้ฟังตั้งแต่ก้าวแรกของการรวมวง

จากความดุดันจัดจ้าน เจเรมีค่อย ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ของห้องประชุมลงสู่งานประพันธ์ส่วนตัวในบทเพลง ‘The Happiness Within’ งานดนตรีที่โปร่งเบา ท่วงทำนองหลักลื่นไหลราวกับสายน้ำ คอร์ดฮาร์โมนีที่ร้อยเรียงเปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังได้สัมผัสถึงความสุขอันผุดพรายจากภายใน 

มวลอารมณ์อันอ่อนโยนถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง ใน ‘Brothers’ อีกหนึ่งบทประพันธ์ของเจเรมี จุดตรึงอารมณ์ของเพลงนี้มาจากเสียงโซโลของฟลูเกิลฮอร์น น้ำเสียงที่ทุ้มนุ่ม หม่นลึก ทว่าเปี่ยมด้วยความอบอุ่น ได้ฉุดดึงให้ผู้ฟังดำดิ่งลงสู่ห้วงคำนึงแห่งความทรงจำ ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวการร่วมทุกข์ร่วมสุขบนถนนสายดนตรีที่ไม่อาจบรรยายเป็นถ้อยคำ

บรรยากาศถูกพลิกฟื้นเข้าสู่สำเนียงบลูส์อันเข้มข้น ในบทเพลง ‘Olympia’ เริ่มต้นด้วยการสตรัมมิ่งคอร์ดกีตาร์ที่สร้างกรูฟชวนโยกเบา ๆ ในบางช่วง วงบิ๊กแบนด์ถอยร่นเพื่อเปิดพื้นที่ให้วงคอมโบขนาดเล็กได้สำแดงศักยภาพ เสียงโซโลกีตาร์ที่หยอดลูกเล่นอย่างมีชั้นเชิง สอดรับกับการไล่เรียงเมโลดิกอันจัดจ้านของอัลโตแซ็กโซโฟน และเสียงเปียโนของเจเรมีที่หยอกล้อกับจังหวะอย่างช่ำชอง

กระทั่งถึงจุดที่พลังของบิ๊กแบนด์ทั้งวงโถมทะยานกลับเข้ามาเติมเต็มความยิ่งใหญ่ เสียงโซโลเทเนอร์แซ็กโซโฟนของ ‘ชาติสยาม คีรีพัฒน์’ ก็เปล่งประกายขึ้นอย่างโดดเด่น ด้วยสำเนียงที่กร้าวแกร่ง ทว่าลื่นไหลและคมคาย เขาส่งผ่านพลังบลูส์อันลึกซึ้งตรึงผู้ฟังได้อย่างอยู่หมัด ก่อนที่ทุกชิ้นดนตรีจะขมวดปมจบลงพร้อมเสียงปรบมือที่ดังกึกก้อง เป็นเสมือนการปิดฉากองก์แรกที่ทั้งเข้มข้น ลุ่มลึก และเต็มอิ่มในทุกมิติของเสียงแจ๊ส

มนต์เสน่ห์แห่งเสียงร้อง มิตรภาพ

และการคารวะ 100 ปี Miles & Coltrane

สปอตไลต์จับจ้องไปยังการปรากฏตัวของ ‘แนท - บัณฑิตา ประชามอญ’ แจ๊สดีวาแถวหน้าของเมืองไทย ที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเวที SOT Music Awards ผู้ก้าวขึ้นมาในบทเพลง ‘Too Close for Comfort’ บรรยากาศแห่งความเป็นกันเองที่มาจากบทสนทนาหยอกเย้าบนเวที เมื่อแนทเอ่ยทักท้วงเจเรมี เรื่องการออกเสียงนามสกุลของเธอว่า ‘boon-ti-ta’ แต่เจเรมีก็ปล่อยมุกตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า ที่สิงคโปร์ทุกคนต่างรู้จักและเรียกขานเธอด้วยสำเนียงนี้ 

เมื่อเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมโลก สุนทรียะแห่งมิตรภาพใน ‘Jazz Diplomacy Concert’

บรรยากาศของเพลงร้อยเรียงต่อเนื่องสู่บทเพลงรักอมตะ ‘Unforgettable’ ซึ่งทั้งคู่ร่วมกันดูเอ็ทอย่างละมุนละไม เป็นการคารวะ ‘อีกหนึ่งแนท’ ผู้เป็นตำนาน นั่นคือ ‘แนท คิง โคล’ (Nat King Cole) การประสานน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มจริงใจของเจเรมี เข้ากับเนื้อเสียงอันพลิ้วไหว กังวานใส และเปี่ยมด้วยไดนามิกส์ของแนท บัณฑิตา สะท้อนถึงเคมีทางดนตรีที่เข้าขากันอย่างลงตัว ราวกับบทสนทนาของเพื่อนเก่า

ทว่าจุดสูงสุดอันเป็นหมุดหมายสำคัญที่สุดของค่ำคืน ปรากฏในบทเพลง ‘All Blues’ เจเรมี ได้เกริ่นนำถึงบทเพลงระดับมาสเตอร์พีซนี้ โดยย้ำเตือนให้เห็นว่าไมล์ส เดวิส คือผู้ปฏิวัติทิศทางของวงการดนตรีแจ๊สมาแล้วถึงห้าครั้ง และอัลบั้มประวัติศาสตร์ Kind of Blue ในปี 1959 คืออัลบั้มแจ๊สที่มียอดจำหน่ายสูงสุดตลอดกาล บทเพลงบรรเลงโมดัลแจ๊สชิ้นนี้ได้รับการชุบชีวิตขึ้นใหม่ผ่านคำร้องที่ร้อยเรียงโดย ‘ออสการ์ บราวน์ จูเนียร์’ (Oscar Brown Jr.)

ด้วยโครงสร้างที่เปิดกว้างของ ‘All Blues’ ได้กลายมาเป็นลานประลองฝีมือและการแลกเปลี่ยนบทสนทนาทางดนตรีอันน่าทึ่ง เสียงโซโลทรอมโบนเปิดม่านสำเนียงบลูส์หม่นลึก ตามด้วยเสียงเปียโนของเจเรมีที่ลุ่มลึกแม่นยำ ต่อด้วยโซโลเทเนอร์แซ็กโซโฟนของ ‘พิสุทธิ์ ประทีปะเสน’ ที่หนักแน่นมั่นคง จากนั้นแนท บัณฑิตา ได้สำแดงศักยภาพอันน่าทึ่งผ่านการสแกตที่เป็นอิสระ ในทุกห้วงลมหายใจ ปิดท้ายการอิมโพรไวส์ ด้วย ‘ศิริวัฒน์ เปลี่ยนสันเทียะ’ ผ่านเสียงดับเบิลเบสที่ลึกซึ้งแยบยล การสลับผลัดเปลี่ยนลีลาอิมโพรไวส์ของยอดฝีมือแต่ละคนในเพลงนี้ นับเป็นช่วงเวลาคุ้มค่าที่สุดของคอนเสิร์ต

กระแสความเร้าใจยังคงทะยานอย่าต่อเนื่อง เมื่อเจเรมีหยิบวาระอันทรงคุณค่า การครบรอบ 100 ปีชาตกาลของสองมหาบุรุษผู้พลิกโฉมโลกดนตรีแจ๊ส ทั้ง ไมล์ส เดวิส และจอห์น โคลเทรน ผ่านบทประพันธ์ ‘Running Miles to Catch a Coltrane’ ซึ่งเขาบรรจงรังสรรค์ขึ้น โดยนำอัตลักษณ์และสุ้มเสียงดนตรีในช่วงสองปีสุดท้ายในชีวิตของไมล์สมาเป็นแกนความคิดหลัก การผสมผสานฮาร์โมนีที่ซับซ้อน ล้ำสมัย เสียงมิวท์ทรัมเป็ตอันกระแทกกระทั้น เข้ากับจังหวะจะโคนอันเฉียบขาดของวงบิ๊กแบนด์ ทำให้บทเพลงนี้กลายเป็นการเดินทางข้ามกาลเวลา เพื่อเฉลิมฉลองมรดกตกทอดที่ยิ่งใหญ่ของสองตำนานแจ๊สได้อย่างสง่างาม

สดุดีขุนพลบิ๊กแบนด์ เสียงร้องแห่งความหวัง

และปัจฉิมบทอันเปี่ยมสุนทรีย์

เมื่อคลื่นพลังแห่งการคารวะสองตำนานแจ๊สสงบลง ถึงเวลาแนะนำผู้ขับเคลื่อนเสียงดนตรีทั้งหมดในค่ำคืนนี้ คอนดักเตอร์ ยูริ คิชิโมโตะ พาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขุนพลแห่ง Silpakorn Jazz All-Star Big Band ทีละท่านอย่างภาคภูมิ เริ่มจากกระดูกสันหลังของริธึมเซ็คชัน นำโดย ชนุตร์ เตชธนนันท์ มือกลองผู้คุมชีพจรสวิง, ศิริวัฒน์ เปลี่ยนสันเทียะ มือเบส ร่วมด้วยธิติวุฒิ อุปจันทร์ มือกีตาร์

ถัดมาคือแถวหน้าของเครื่องแซ็กโซโฟน นำโดย พิสุทธิ์ ประทีปะเสน, ชาติสยาม คีรีพัฒน์, ภูชิสส์ มายอด, อเนชา สินธุ์สอาด และ รณกฤต กฤศมน ขนาบข้างด้วยพลังอันเจิดจรัสของเครื่องลมทองเหลือง เครื่องทรัมเป็ต โดย เทอดฤทธิ์ เรืองโรจน์, ณัฐิวุฒิ เพชรสีดำ, กันตพงศ์ ศรีนวลขาว และ ชิษณุพงศ์ สุภชัย และเครื่องทรอมโบนโดย ปรินทร ปิ่นกุมภีร์, จิรภัทร ทองสุกนอก, หัตถพล ยิ้มแย้ม และ ปัณณวิชญ์ วัชรสินธุ์

จากนั้น เจเรมีนำทุกคนเข้าสู่บทเพลงสากลอันเป็นที่รักยิ่ง อย่าง ‘What a Wonderful World’ ก่อนเริ่มเพลง เขาได้เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์อันน่าสนใจว่า ผลงานชิ้นนี้กำเนิดขึ้นจากฝีมือของ ‘สองจอร์จ’ นั่นคือ ‘จอร์จ ดักลาส’ ซึ่งเป็นนามแฝงของ ‘บ็อบ ธีล’ (Bob Thiele) โปรดิวเซอร์ระดับตำนาน และ ‘จอร์จ เดวิด ไวส์’ (George David Weiss) นักประพันธ์เพลงเอกที่ตัวเจเรมีเคยได้มีโอกาสพบปะพูดคุยด้วยตนเอง ในบทเพลงนี้ เจเรมีไม่ได้เพียงแต่ร่ายมนตร์ผ่านคีย์เปียโนเท่านั้น แต่เขายังถ่ายทอดเสียงร้องอย่างอบอุ่น อ่อนโยน และจริงใจ ห่อหุ้มบรรยากาศของหอประชุมไว้ด้วยความหวังและความงดงามของชีวิต

เมื่อเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมโลก สุนทรียะแห่งมิตรภาพใน ‘Jazz Diplomacy Concert’ เมื่อเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมโลก สุนทรียะแห่งมิตรภาพใน ‘Jazz Diplomacy Concert’ เมื่อเสียงดนตรีคือสะพานเชื่อมโลก สุนทรียะแห่งมิตรภาพใน ‘Jazz Diplomacy Concert’

ช่วงเวลาแห่งความสุขดำเนินต่อด้วย ‘Homecoming’ ก่อนจะทะยานสู่ความสนุกสนานใน ‘Mount Olive’ บทเพลงที่เจเรมีจรดปากกาเขียนขึ้น เพื่ออุทิศแด่ ‘เร็ดด์ โฮลท์’ (Redd Holt) สหายนักดนตรีและมือกลองระดับตำนานแห่งวงการแจ๊ส ในบทเพลงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวานี้ เจเรมี ยังเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมด้วยอารมณ์ขัน เมื่อเขาบรรเลงเปียโนอย่างเมามันจน ‘เลยทะลุคีย์บอร์ด’ ที่มีอยู่ 

ปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วยบทเพลง ‘Swing with Me’ ท่วงทำนองอันเร้าใจถูกขับเน้นให้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น เมื่อ ‘ปรินทร ปิ่นกุมภีร์’ ได้ก้าวขึ้นมาสำแดงฝีมือผ่านท่อนโซโลทรอมโบน ทุกลีลา ลมหายใจ และการเลือกใช้ระดับเสียงของเขาดำเนินไปอย่างหมดจด งดงาม และไร้ที่ติ

คอนเสิร์ต ‘Jazz Diplomacy’ ณ วังท่าพระ ในค่ำคืนนั้น เป็นประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า ‘แจ๊ส’ คือภาษาสากลที่ทลายพรมแดน ร้อยรัดมิตรภาพระหว่างผู้คนและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ท่วงทำนองที่ก้องกังวานและไมตรีจิตที่ส่งผ่านการบรรเลงของเหล่านักดนตรียังคงประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของผู้ฟัง สมดังคุณค่าแห่งคำว่า ‘Jazz Diplomacy’ นั่นเอง

 

เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์