เมื่อรัฐบอกว่า “เอาอยู่” ความเชื่อถือของประชาชนอยู่ตรงไหน

เมื่อรัฐบอกว่า “เอาอยู่”  ความเชื่อถือของประชาชนอยู่ตรงไหน

รัฐบาลประกาศ "เอาอยู่" เพื่อยืนยันว่าสถานการณ์น้ำไม่รุนแรงเท่ามหาอุทกภัยปี 2554 แต่ภาพความเป็นจริงที่ประชาชนเห็นคือน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่

KEY

POINTS

120 ชั่วโมงหลังรัฐบาลแจ้ง “เอาอยู่” ประชาชนอย่าตื่นตระหนกถัดจากคำประกาศของรัฐ ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอกลับมีอยู่หลายแบบ ภาพถนนบางสายที่มีน้ำท่วมขัง รถที่ต้องลุยน้ำ พื้นที่บางแห่งที่น้ำยังรอการระบาย ขณะที่ผู้คนยังต้องออกจากบ้านและใช้ชีวิตท่ามกลางฝนที่ตกหนัก

และอีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือภาพประชาชนบางส่วนเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ซื้ออาหาร น้ำดื่ม และของจำเป็นกลับไปเก็บไว้ ภาพหนึ่งคือ น้ำที่อยู่ตรงหน้า อีกภาพคือ คนที่กำลังเตรียมตัวรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลกำลังบอกว่า “เอาอยู่”

คำว่า “เอาอยู่” เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 พร้อมเตือนความเสี่ยงจากฝนตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะเดียวกัน วันที่ 23 กันยายน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าสถานการณ์ฝนช่วงวันที่ 24–26 กันยายนจะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้น “มหาอุทกภัย” และยืนยันว่ารัฐบาลมีมาตรการรองรับสถานการณ์อยู่แล้ว

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ใครพูดถูก?” แต่อาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อรัฐบอกว่า “เอาอยู่” แล้วประชาชนเชื่อแค่ไหน?

ถ้าจะตอบคำถามนี้ด้วยตัวเลข สิ่งที่น่าสนใจคือสถานการณ์น้ำในปัจจุบันไม่ได้มีโครงสร้างเหมือนมหาอุทกภัยปี 2554 เสียทีเดียว ในชุดข้อมูลสถิติปริมาณฝนสะสมในช่วงที่นำมาเปรียบเทียบแตกต่างจากปี 2554 อย่างมาก ขณะที่พื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำของ 4 เขื่อนหลักในปี 2554 เหลือเพียง 1,153 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ข้อมูลในอีกช่วงเวลาที่ตารางใช้เปรียบเทียบระบุว่ามีพื้นที่ว่างรองรับน้ำมากกว่า 6,744–12,071 ล้านลูกบาศก์เมตร

ตัวเลขของอัตราการไหลที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ก็แตกต่างกันเช่นกัน โดยปี 2554 เคยขึ้นไปถึง 4,344–4,689 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ตัวเลขในชุดเปรียบเทียบปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,800–1,991 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ปี 2554 อยู่ที่ 3,646–3,726 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่อีกฝั่งอยู่ที่ประมาณ 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้บอกว่า “วันนี้ไม่มีน้ำท่วม” แต่กำลังบอกว่า “โครงสร้างของสถานการณ์ไม่ได้เหมือนมหาอุทกภัยปี 2554” และนี่คือส่วนที่คำว่า “เอาอยู่” พยายามอธิบาย

แต่ประชาชนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตารางข้อมูล พวกเขาอยู่บนถนน เห็นน้ำหน้าบ้าน เห็นรถลุยน้ำ เห็นน้ำรอการระบาย และเห็นภาพเหล่านั้นถูกส่งต่อกันบนโซเชียลมีเดีย ภาพเหล่านี้อาจไม่ได้พิสูจน์ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่มหาอุทกภัย แต่กำลังบอกอีกความจริงหนึ่งว่า แม้สถานการณ์ในภาพรวมจะยังไม่ใช่ปี 2554 ผลกระทบในระดับพื้นที่ก็เกิดขึ้นจริง

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ เพราะคำว่า “มหาอุทกภัย” เป็นการอธิบายสถานการณ์ในระดับหนึ่ง ขณะที่คำว่า “น้ำท่วมถนน” เป็นการบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกระดับหนึ่ง ทั้งสองอย่างจึงสามารถเป็นจริงพร้อมกันได้

และยังมีอีกภาพที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือภาพประชาชนบางส่วนเข้าไปซื้ออาหาร น้ำดื่ม และของจำเป็นจากร้านสะดวกซื้อกลับไปเก็บไว้ที่บ้าน เราไม่สามารถสรุปจากภาพเพียงอย่างเดียวว่าคนเหล่านั้นเชื่อว่าจะเกิดมหาอุทกภัย และการกักตุนของก็ไม่ใช่หลักฐานว่ารัฐประเมินสถานการณ์ผิด

แต่พฤติกรรมนี้กำลังสะท้อนบางอย่างที่น่าสนใจ เมื่อรัฐบอกว่า “เอาอยู่” ประชาชนบางส่วนยังเลือกที่จะ “เตรียมไว้ก่อน” บางคนอาจทำเพราะเคยผ่านน้ำท่วมมาก่อน บางคนอาจเห็นข้อมูลหลายชุดแล้วไม่แน่ใจว่าควรเชื่ออะไร บางคนอาจเพียงคิดว่าการเตรียมของติดบ้านไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ภาพเหล่านี้กำลังทำให้เห็นว่า ความเชื่อถือไม่ได้แสดงออกผ่านสิ่งที่คนพูดเท่านั้น แต่อาจมองเห็นได้จากสิ่งที่คนเลือกทำ

ตรงนี้เองที่เรื่องน้ำเริ่มกลายเป็นเรื่องของ “ความเชื่อถือ” เพราะการสื่อสารในภาวะวิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อรัฐออกประกาศ แต่จบลงเมื่อประชาชนนำข้อมูลนั้นไปใช้ตัดสินใจในชีวิตจริง

ถ้ารัฐบอกว่า “เอาอยู่” คนหนึ่งอาจเลือกใช้ชีวิตตามปกติ อีกคนอาจเลือกติดตามสถานการณ์ต่อ อีกคนอาจเตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้าน และอีกคนอาจตัดสินใจไม่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง คำประกาศเดียวกันจึงสามารถนำไปสู่พฤติกรรมที่แตกต่างกันได้

 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐพูดอะไร”
แต่คือ “ประชาชนเอาคำพูดนั้นไปทำอะไร”

 

เพราะคำว่า “เอาอยู่” อาจมีความหมายในเชิงระบบว่า ปริมาณน้ำและฝนที่กำลังเข้าสู่ระบบยังอยู่ในระดับที่หน่วยงานสามารถบริหารจัดการได้ และยังไม่เข้าสู่สถานการณ์มหาอุทกภัยแบบปี 2554

แต่สำหรับประชาชน คำถามอาจละเอียดกว่านั้น

 

ถนนที่กำลังจะผ่านน้ำสูงแค่ไหน?
พื้นที่บ้านของฉันเสี่ยงหรือไม่?
อีกกี่ชั่วโมงน้ำจะลด?
คืนนี้จะมีฝนเพิ่มหรือไม่?
และถ้าสถานการณ์เปลี่ยน
รัฐจะบอกฉันเมื่อไร?

 

คำว่า “เอาอยู่” จึงอาจตอบคำถามเรื่อง ภาพรวมของประเทศ ได้ แต่ไม่ได้ตอบคำถามของประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่โดยอัตโนมัติ

นี่จึงเป็นโจทย์ของการสร้างความเชื่อถือในยุคที่ข้อมูลไม่ได้ไหลจากรัฐลงมาสู่ประชาชนเพียงทางเดียวอีกต่อไป วันนี้ประชาชนสามารถเห็นภาพจากพื้นที่จริงได้เอง สามารถเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายหน่วยงาน สามารถเห็นระดับน้ำจากคนในพื้นที่ และสามารถส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นไปยังคนอื่นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

 

รัฐจึงไม่ได้แข่งขันกับน้ำเพียงอย่างเดียว
รัฐกำลังอยู่ในสนามเดียวกับข้อมูล
และสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้คือ
ความเชื่อถือ

 

เพราะความเชื่อถือไม่ได้เกิดจากน้ำเสียงที่มั่นใจ

ไม่ได้เกิดจากการพูดว่า “เอาอยู่” ซ้ำ ๆ และไม่ได้เกิดจากการขอให้ประชาชนเชื่อรัฐ ความเชื่อถือเกิดขึ้นเมื่อประชาชนสามารถเห็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคำพูดนั้นได้

ข้อมูลมาจากไหน ใช้เกณฑ์อะไรประเมิน ใครเป็นคนประเมิน ตัวเลขอยู่ตรงไหน ความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวังคืออะไร และถ้าสถานการณ์เปลี่ยน รัฐจะเปลี่ยนคำเตือนเร็วแค่ไหน

เพราะ “ไม่ถึงขั้นมหาอุทกภัย” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีน้ำท่วม” เช่นเดียวกับ “เอาอยู่” ก็ไม่ได้แปลว่า “ทุกพื้นที่ไม่มีปัญหา”

การสื่อสารที่ทำให้คนเชื่อถือจึงอาจไม่ใช่การทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล แต่คือการทำให้ประชาชนรู้ว่า ควรกังวลเรื่องอะไร และควรเตรียมตัวอย่างไร

ตรงนี้เองที่ ‘อำนาจ’ เข้ามา เพราะอำนาจไม่ได้อยู่แค่ที่การสั่งการ แต่อยู่ที่การมีอำนาจในการ นิยามสถานการณ์ อะไรคือฝนตกหนัก อะไรคือน้ำท่วม อะไรคือน้ำท่วมฉับพลัน อะไรคืออุทกภัย และอะไรจึงจะเรียกว่า “มหาอุทกภัย”

คำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำศัพท์ เพราะแต่ละคำสร้างกรอบในการมองสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เมื่อรัฐบอกว่า “ไม่ถึงขั้นมหาอุทกภัย” รัฐกำลังอธิบายสถานการณ์ผ่านกรอบของข้อมูลและระบบบริหารจัดการน้ำ ขณะที่ประชาชนกำลังสร้างความเข้าใจจากภาพที่เห็น ประสบการณ์ที่เคยเจอ และสิ่งที่พวกเขาเลือกทำ

ไม่มีเหตุผลที่ข้อมูลทั้งสองชุดจะต้องเป็นศัตรูกัน

แต่เมื่อสองสิ่งนี้ไม่สามารถอธิบายให้เห็นภาพเดียวกันได้ ช่องว่างที่เกิดขึ้นก็คือพื้นที่ของ “ความเชื่อถือ” จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 เรื่องนี้ยิ่งละเอียดอ่อนขึ้น เพราะสำหรับคนไทยจำนวนมาก ‘มหาอุทกภัย’ ไม่ใช่เพียงศัพท์ทางอุทกวิทยา แต่มันคือความทรงจำของบ้านที่ถูกน้ำท่วม นิคมอุตสาหกรรมที่หยุดทำงาน ถนนที่กลายเป็นทางน้ำ รถที่ต้องจอดทิ้ง และชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

จริง ๆ เมื่อคำว่า ‘มหาอุทกภัย’ กลับมาอยู่บนหน้าจออีกครั้ง สิ่งที่ประชาชนรับรู้จึงไม่ได้มาจากข้อมูลของวันนี้เพียงอย่างเดียว แต่มาจากภาพจำของเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อนด้วย ตัวเลขอาจบอกว่าสถานการณ์วันนี้แตกต่างจากปี 2554 แต่ความทรงจำไม่ได้ทำงานด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นการสร้างความเชื่อถือ จึงไม่ใช่การทำให้ประชาชน ไม่เชื่อข้อมูลอื่น แต่คือการทำให้ประชาชนรู้ว่า ข้อมูลของรัฐควรตรวจสอบอย่างไร ข้อมูลจากพื้นที่ควรตีความอย่างไร และเมื่อข้อมูลหลายชุดไม่ตรงกัน ประชาชนควรใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจ

รัฐอาจไม่สามารถควบคุมทุกภาพที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ได้ และก็ไม่จำเป็นต้องควบคุม แต่รัฐจำเป็นต้องทำให้ข้อมูลของตัวเอง ชัดพอ โปร่งใสพอ และเร็วพอ จนประชาชนสามารถใช้ข้อมูลนั้นประกอบการตัดสินใจได้

เพราะในวันที่ทุกคนมีกล้องอยู่ในมือ รัฐไม่สามารถเป็นเจ้าของภาพสถานการณ์เพียงฝ่ายเดียวได้อีกแล้ว สิ่งที่รัฐยังทำได้คือทำให้ข้อมูลของตัวเอง น่าเชื่อถือพอที่จะยืนอยู่ท่ามกลางภาพทั้งหมดนั้น

ท้ายที่สุด ‘น้ำ’ อาจลดลงในอีกไม่กี่ชั่วโมง ภาพน้ำท่วมอาจหายไปจากหน้าฟีดในอีกไม่กี่วัน และของที่ประชาชนซื้อกักตุนไว้อาจถูกนำออกมากินจนหมด

แต่สิ่งที่อาจอยู่ต่อกลับไม่ใช่ระดับน้ำ หากเป็นความทรงจำว่า ในวันที่รัฐบอกว่า “เอาอยู่” เราเลือกเชื่อมากแค่ไหน และเลือกเตรียมตัวมากแค่ไหน เพราะความเชื่อถือไม่ได้วัดจากคำที่รัฐพูดเพียงอย่างเดียว แต่วัดได้จากวันที่ประชาชนต้องตัดสินใจว่า “ฉันจะเชื่อคำพูดนั้นมากพอที่จะใช้ชีวิตตามปกติหรือไม่”

เพราะท้ายที่สุด รัฐอาจมีอำนาจในการประกาศสถานการณ์ มีอำนาจในการเตือนภัย มีอำนาจในการบริหารจัดการน้ำ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่รัฐไม่สามารถออกคำสั่งได้

 

นั่นคือ “ความเชื่อถือ”
มันต้องสร้าง ต้องรักษา 
และต้องพิสูจน์ใหม่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต

 

ภาพ : NationPhoto

 

อ้างอิง

ศูนย์ข้อมูลภาพเครือเนชั่น กรุ๊ป

รัฐบาลเอาอยู่! "ทรงศักดิ์" ยันฝนตกหนัก 24-26 ก.ย.นี้ ไม่ถึงขั้น "มหาอุทกภัย"

Cofact เตือน! “มหาอุทกภัย 120 ชม.” แชร์ว่อน สร้างความตื่นตระหนก 

สทนช. เตือนระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาพุ่ง 2,000 ลบ.ม. จ่อท่วม 4 จังหวัด

หนว่าน้ำน้อย…ทำไม ? ยังลุ้นซ้ำรอยน้ำท่วม 54