‘ทนายปีศาจ’: เราไม่ได้กำลังดูปีศาจ แต่กำลังดูวิธีที่ระบบสร้างปีศาจ

‘ทนายปีศาจ’: เราไม่ได้กำลังดูปีศาจ แต่กำลังดูวิธีที่ระบบสร้างปีศาจ

เมื่อกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากันสำหรับทุกคน คนดีจะยังยืนหยัดอยู่บนหลักการเดิมได้หรือไม่? ‘ทนายปีศาจ’ ไม่ได้ชวนเราตามหาว่าใครคือผู้ร้าย แต่กำลังพาเรามองเห็นว่าระบบที่บิดเบี้ยวสามารถค่อย ๆ เปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นปีศาจได้อย่างไร

KEY

POINTS

หนัง/ซีรีส์แนวขึ้นโรงขึ้นศาล หรือ Courtroom Drama ถือเป็นแนวที่ผู้สร้างสามารถทำออกมาให้สนุก เข้มข้น และน่าติดตามได้ไม่ยาก

เพราะมันเล่าถึงการเผชิญหน้าของความขัดแย้งกันตรง ๆ ในห้องพิจารณาคดี ระหว่างความถูกต้องกับความผิด ความจริงกับเรื่องเล่า ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายจำเลย ทนายกับอัยการ และพยานกับคำถามที่อาจเปลี่ยนทิศทางของคดีได้ในพริบตา

ขณะเดียวกัน คนดูเองก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากคนที่นั่งอยู่ในศาล เราฟังสิ่งที่แต่ละฝ่ายเล่า ปะติดปะต่อข้อมูลที่ได้รับ แล้วค่อย ๆ ตัดสินใจเอาเองว่าเราจะเชื่อใคร จะเอาใจช่วยใคร และใครกันแน่ที่ควรได้รับความยุติธรรม

เสน่ห์ของ Courtroom Drama ที่น่าติดตาม จึงไม่ได้อยู่แค่การลุ้นว่าใครจะชนะคดี แต่มันอยู่ตรงที่เมื่อเรื่องเดินไปเรื่อย ๆ เราอาจเริ่มไม่แน่ใจว่าความจริงที่ตัวละครกล่าวอ้างนั้นจริงแค่ไหน คนที่เราคิดว่าเป็นคนดีหรือคนเลว เขาดีหรือเลวจริง ๆ ไหม และความยุติธรรมที่ศาลกำลังพยายามมอบให้ใครสักคน เป็นความยุติธรรมที่เที่ยงตรงจริงหรือเปล่า

เพราะโลกของกฎหมายอาจไม่เคยมีแค่ธรรมะปะทะอธรรม คนดีปะทะคนเลว หรือขาวปะทะดำอย่างที่เราเคยคิดเสมอไป

และนี่คือพื้นที่ที่ ‘ทนายปีศาจ’ ซีรีส์ทนายสายเทาของ Netflix ก้าวเข้ามาสำรวจได้อย่างน่าสนใจ เมื่อมันไม่ได้หยิบห้องพิจารณาคดีมาใช้เพียงเพื่อเล่าว่าใครผิด ใครถูก ใครชนะ หรือใครแพ้ แต่ใช้มันเป็นพื้นที่ชำแหละระบบยุติธรรมแบบไทย ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยร้าว อำนาจนอกกฎหมาย และคำถามสำคัญว่า ในโลกที่กฎหมายไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เท่ากันสำหรับทุกคน ใครกันแน่ที่เป็นปีศาจตัวจริง

การทำสิ่งที่ถูกศีลธรรม vs ทำในสิ่งที่กฎหมายอนุญาต

ตามชื่อเรื่อง ทนายปีศาจ คือฉายาของ ‘จิตตรี’ รับบทโดย ‘รฐา โพธิ์งาม’ ทนายหญิงแกร่งผู้พร้อมทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะคดีให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด และไม่ว่าลูกความของเธอจะเป็นใครก็ตาม

ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง ซีรีส์พาเราเข้าไปอยู่ในห้องพิจารณาคดีที่จิตตรีว่าความให้ชายคนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายหมอผีหรือนักทำคุณไสย เขาถูกผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวหาว่าลักพาตัวและฆ่าลูกที่เพิ่งคลอดออกมาของเธอ แล้วนำร่างไปทำเป็นลูกกรอก

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือคดีที่กระทบกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์อย่างรุนแรง โดยไม่จำเป็นต้องอ้างตำรากฎหมายเล่มไหน โดยเฉพาะเมื่อมันแตะไปถึงความเป็นแม่ ความสูญเสีย และความรักที่แม่คนหนึ่งมีต่อลูกของตัวเอง

ตอนแรกเราอาจยังไม่ต้องรู้รายละเอียดทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่เพียงเห็นหน้าของคนที่กล่าวหา เห็นท่าทีของคนที่ถูกกล่าวหา และได้ยินข้อกล่าวหาที่โหดร้ายขนาดนั้น คนดูก็แทบไม่มีพื้นที่เหลือให้สงสารจำเลยแล้ว เราพร้อมจะเชื่อทันทีว่า ผู้ชายคนนี้น่าจะทำผิดจริงแน่นอน

แต่จิตตรีไม่ได้ทำงานด้วยความรู้สึกแบบเดียวกับเรา เธอไม่ได้มองคดีนี้ผ่านความน่ารังเกียจของจำเลย หรือความเจ็บปวดของแม่ผู้สูญเสียลูก หากแต่มองผ่านช่องว่างของกฎหมาย มองว่าตัวบทเปิดพื้นที่ให้ตีความตรงไหนได้บ้าง และจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะรอด กลายเป็นข้อสงสัยที่มากพอจะทำให้ลูกความของเธอหลุดจากความผิด

ในคดีนี้ เหตุผลสำคัญที่จิตตรียกขึ้นมา คือการตั้งคำถามว่า ร่างของเด็กที่ถูกนำไปทำเป็นลูกกรอกนั้น อยู่ในสภาพมีชีวิตมาตั้งแต่ตอนคลอดออกมาหรือไม่

หากเด็กคลอดออกมา มีเสียงร้อง แล้วค่อยเสียชีวิต ร่างนั้นจะถือเป็น ‘ศพ’ ตามความหมายของกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นเพียง ‘ซาก’ ที่ไม่เข้าองค์ประกอบของความเป็นสิ่งมนุษย์

นี่คือการตีความที่เย็นชาอย่างยิ่ง ในทางความรู้สึกของคนทั่วไป เราแทบจะไม่อยากฟังคำอธิบายแบบนี้ด้วยซ้ำ ต่อให้กฎหมายจะเปิดช่องให้ตีความอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังโหดร้าย น่าขยะแขยง และกระทบหัวใจของคนเป็นแม่อย่างรุนแรงอยู่ดี

แต่สำหรับจิตตรี เธอไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นถูกศีลธรรมหรือไม่ เธอสนใจเพียงว่า กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้หรือเปล่า

“ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่กฎหมายอนุญาตให้ทำ”

ประโยคนี้จึงแทบจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจตัวละครจิตตรี เพราะมันบอกเราตั้งแต่ต้นว่า เธอไม่ใช่ทนายที่สนใจจะยืนอยู่บนพื้นที่ของความดีงามแบบที่คนทั่วไปคาดหวัง เธอไม่ได้พยายามเป็นตัวแทนของศีลธรรม ไม่ได้พยายามปลอบใจเหยื่อ และไม่ได้พยายามทำให้คนดูรู้สึกสบายใจกับความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในศาล

สิ่งที่เธอทำคือการยืนอยู่บนขอบเส้นบาง ๆ ระหว่างสิ่งที่ถูกศีลธรรมกับสิ่งที่กฎหมายอนุญาต แล้วใช้พื้นที่สีเทาตรงนั้นเป็นอาวุธ

ฉากเปิดเรื่องนี้ยังทำให้เราไม่สบายใจที่ต้องยอมรับว่า เธอเก่งจริง เก่งแบบน่ากลัว และเก่งแบบที่เราไม่อยากให้คนแบบนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย

‘ทนายสายเทา’ ในโลกที่กฎหมายไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เท่ากันสำหรับทุกคน

ทนายปีศาจ ไม่ใช่ซีรีส์เรื่องแรกที่เล่าเรื่องทนายสายเทา เพราะที่ผ่านมา เราเคยเห็นหนังและซีรีส์เกี่ยวกับการดำเนินคดีในชั้นศาลที่ทนายพร้อมทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกความของตัวเองจากการติดคุกมาแล้วหลายครั้ง

‘The Lincoln Lawyer’ หนัง/ซีรีส์ที่สร้างจากนิยายของ ‘ไมเคิล คอนเนลลี่’ เล่าเรื่องของ ‘มิกกี้ ฮาลเลอร์’ ทนายความที่มักว่าความให้คนที่สังคมมองว่าเป็นอาชญากร เพื่อให้พวกเขารอดพ้นจากคดี ซึ่งหลายครั้ง ลูกความเหล่านั้นก็อาจไม่ใช่คนบริสุทธิ์อย่างที่คนดูอยากเอาใจช่วยนัก

แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของฮาลเลอร์ที่จะตัดสินว่า ลูกความของเขาเป็นคนดีหรือคนเลว

เขาอาจไม่ได้เป็นทนายผู้สูงส่งและดีงามหมดจด แต่เขาเข้าใจดีว่าเกมในศาลต้องเล่นอย่างไร ต้องใช้ช่องว่างตรงไหน ต้องเจรจาอย่างไร และจะทำให้ลูกความรอดพ้นจากโทษได้อย่างไร ภายใต้กติกาที่รัฐและกระบวนการยุติธรรมกำหนดไว้

ในอีกด้านหนึ่ง ‘Better Call Saul’ ซีรีส์ภาคแยกในจักรวาล ‘Breaking Bad’ พาเราไปสำรวจการค่อย ๆ แปรสภาพของ ‘จิมมี่ แมกกิลล์’ ไปเป็น ‘ซอล กู๊ดแมน’ ทนายที่ฉลาด เจ้าเล่ห์ และพร้อมจะเลี้ยวออกจากเส้นทางที่ถูกต้องได้ทุกเมื่อ หากเส้นทางนั้นพาเขาไปสู่ชัยชนะเร็วกว่า ทำเงินได้มากกว่า และทำให้เขาเอาตัวรอดได้ดีกว่า

ถ้าลองวางทั้ง The Lincoln Lawyer, Better Call Saul และทนายปีศาจ ไว้บนสเปกตรัมของความขาว เทา และดำ ในเชิงวิธีการทำงานของทนาย จะเห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ

The Lincoln Lawyer อาจอยู่ในพื้นที่สีเทา แต่ยังไม่ใช่เทาเข้มจนกลายเป็นดำ มิกกี้ ฮาลเลอร์รับว่าความให้คนที่สังคมมองว่าเป็นอาชญากร และหลายครั้งคนเหล่านั้นก็อาจทำผิดจริง แต่ความเทาของเขายังวางอยู่บนหลักคิดพื้นฐานของวิชาชีพทนายนั่นคือ หน้าที่ของทนายไม่ใช่การตัดสินว่าลูกความเป็นคนดีหรือคนเลว แต่ต้องทำให้รัฐและกระบวนการยุติธรรมต้องพิสูจน์ความผิดให้ได้ตามกติกา

กลับกันกับซอล กู๊ดแมน ที่ไม่เพียงใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อปกป้องลูกความ แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือของการหลอกลวง เอาตัวรอด และแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ยิ่งเขาเดินหน้าต่อไปมากเท่าไร เขายิ่งค่อยๆ  เดินลงไปในพื้นที่ที่ดำมืดขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด กฎหมายกลายเป็นเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่เขาใช้บิดโลกให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง

ส่วน ทนายปีศาจ อยู่ในพื้นที่ที่น่าสนใจระหว่าง 2 เรื่องนี้

ทนายจิตตรีไม่ใช่คนที่ขาวสะอาดแน่นอน เพราะเธอเองก็พร้อมโกหก แบล็กเมล สร้างสถานการณ์ กดดันพยาน และใช้วิธีที่หมิ่นเหม่ทางศีลธรรมกับจรรยาบรรณทนายหลายครั้งเพื่อเอาชนะ

แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังไม่ได้ดำสนิทแบบซอล กู๊ดแมน เธอไม่ได้อยากรวย อยากชนะ หรืออยากเอาเปรียบคนอื่น แต่เพราะโลกบังคับให้เธอต้องเอาชีวิตรอดในสนามที่ไม่เคยสะอาดมาตั้งแต่ต้น จากการที่โดนเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้รับความยุติธรรมมาก่อนในฐานะคนธรรมดา

นั่นทำให้เธอเกิดมุมมองว่า ในเมื่อกฎหมายที่ควรศักดิ์สิทธิ์ถูกคนมีอำนาจบิดให้ไร้ความหมายไปก่อนแล้ว ทำไมเธอถึงจะใช้ประโยชน์จากกติกาที่บิดเบี้ยวนั้นบ้างไม่ได้

ในสังคมที่ระบบกฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเป็นระเบียบกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่มีการคอร์รัปชัน หรือไม่มีคนรวยคนมีอำนาจที่พยายามเอาตัวรอดจากกระบวนการยุติธรรม แต่โดยพื้นฐานแล้ว กฎหมายยังมีน้ำหนักมากพอจะทำให้การอยู่นอกกฎหมายเป็นเรื่องเสี่ยง เป็นข้อยกเว้น หากถูกจับได้ มีโอกาสที่จะถูกลงโทษอย่างจริงจังและรุนแรง

แต่พอสูตรเดียวกันถูกย้ายมาอยู่ในบริบทซีรีส์และสังคมแบบไทย ๆ ความยุติธรรมที่ควรเชื่อมั่นได้ กติกาที่ควรถูกบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา กลับไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เท่ากันสำหรับทุกคน คนบางกลุ่มถูกกฎหมายไล่ล่าจนแทบไม่มีที่ยืน ขณะที่บางกลุ่มสามารถใช้อำนาจ เงิน เส้นสาย หรือสถานะทางสังคม บิดระบบให้กลายเป็นเกราะกำบังตัวเองได้อย่างน่าเจ็บปวด

นี่คือเหตุผลที่ ทนายปีศาจ ทำงานได้เฉียบคมกว่าการเป็นเพียงซีรีส์ทนายสายเทาธรรมดา ๆ แต่เป็น Courtroom Drama ที่เหมาะกับบริบทไทยอย่างชาญฉลาด เพราะมันเข้าใจดีว่า ในประเทศที่กฎหมายไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์พอจะปกป้องทุกคนอย่างเท่าเทียม คนที่อยากชนะปีศาจ อาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียนรู้วิธีต่อสู้แบบปีศาจเสียเอง

เมฆ: ความขาวสะอาดที่ยังไม่เคยถูกทดสอบ

การจะขับเน้นความเป็นปีศาจของจิตตรีให้ออกมาเห็นภาพชัดที่สุด จำเป็นต้องมีขั้วตรงข้ามที่ขาวสะอาดพอจะเป็นกระจกสะท้อนเธอได้

และเขาคนนั้นคือ ‘เมฆ’ รับบทโดย ‘ณัฏฐ์ กิจจริต’ ทนายความหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แรงกล้า

เมฆเชื่อมั่นเสมอว่า ทนายควรยึดมั่นในข้อกฎหมาย กฎหมายควรปกป้องคนไร้ทางสู้ และการใช้วิธีที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะนำไปสู่ความถูกต้องและความยุติธรรมได้จริง

ในสายตาของเมฆ โลกยังถูกแบ่งออกเป็นขาวกับดำอย่างค่อนข้างชัดเจน คนผิดควรถูกลงโทษ คนบริสุทธิ์ควรได้รับการปกป้อง ทนายควรยืนอยู่ข้างความถูกต้อง และกระบวนการยุติธรรมควรเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนที่ถูกทำร้ายจากความอยุติธรรม

ด้วยมุมมองแบบนี้ เมฆจึงไม่ได้ชื่นชอบแนวทางของจิตตรีเลย

สำหรับเขา จิตตรีไม่ใช่ทนายที่น่ายกย่อง และในใจลึก ๆ เมฆไม่ได้รังเกียจแค่จิตตรี เขายังรังเกียจโลกที่คนที่ใช้กฎหมายเป็นเกม รังเกียจโลกที่ความจริงถูกบิดได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค และรังเกียจโลกที่ความถูกต้องต้องพ่ายแพ้ให้กับคนที่เล่นสกปรกกว่า

ความรังเกียจนั้นทำให้เมฆดูหมิ่นจิตตรีอยู่ไม่น้อย และมองตัวเองว่าสูงส่งกว่าในทางศีลธรรม และเขาจะไม่ยอมลดตัวลงไปใช้วิธีแบบเดียวกับเธอ

แต่ความน่าสนใจของ ทนายปีศาจ คือซีรีส์ไม่ได้ปล่อยให้เมฆยืนอยู่บนพื้นที่สูงทางศีลธรรมนั้นได้นานนัก เพราะความดีที่ยังไม่เคยถูกต้อนจนมุม อาจไม่ใช่ความดีที่แข็งแรงพออย่างที่เจ้าตัวคิด

เมื่ออุดมการณ์สีขาวต้องเปื้อนมือ

อีกความสนุกของทนายปีศาจ อยู่ตรงที่ซีรีส์ไม่ได้เล่าว่าโลกใบนี้ว่าเป็นพื้นที่ที่แบ่งขาวแบ่งดำได้ง่ายอีกต่อไป ตรงกันข้าม มันค่อย ๆ ทำให้เห็นว่า ในโลกที่ระบบบิดเบี้ยวมากพอ แม้แต่คนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างแรงกล้า ก็อาจเสียศูนย์ได้เหมือนกัน

และคนคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเมฆเอง

เมฆเริ่มลิ้มรสความย้อนแย้งครั้งแรก เมื่อเขาถูกใส่ร้ายว่าฆ่ารุ่นน้องทนายความของตัวเอง คนที่เขาไม่เห็นด้วยในวิธีการอย่างจิตตรี กลับเป็นคนที่ช่วยให้เขารอดจากการติดคุกและการกลั่นแกล้งสารพัด ขณะที่คนซึ่งยึดมั่นในหลักการแบบเดียวกัน เกือบปล่อยให้เมฆต้องชะตาขาด

ในวินาทีนั้น เมฆเริ่มเห็นแล้วว่า ความถูกต้องที่เขาเชื่อ อาจไม่แข็งแรงพอจะช่วยให้เขารอดจากระบบที่กำลังบีบคอเขาอยู่ เขากลายเป็นคนดีที่ค่อย ๆ ค้นพบว่า เมื่อถึงวันที่ตัวเองเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า เขาก็พร้อมจะละทิ้งหลักการบางอย่างเหมือนกัน

นี่คือจุดที่ทำให้เมฆเป็นตัวละครที่น่าสนใจขึ้นมาก เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่คนดีที่ถูกโลกทำร้าย แต่เป็นคนดีที่ค่อย ๆ เห็นว่า ความดีของตัวเองอาจไม่มั่นคงเท่าที่เคยเชื่อ เมื่อมันต้องแลกกับอิสรภาพ ชีวิต และการเอาตัวรอดของตัวเอง

ปมนี้ยิ่งเจ็บปวดขึ้น เมื่อซีรีส์พาเรากลับไปเห็นบาดแผลในอดีต เมฆเติบโตมาพร้อมความโกรธที่มีต่อพ่อของตัวเอง ผู้เป็นผู้พิพากษาที่เคยปฏิเสธการตัดสินคดีตามใบสั่งของอำนาจมืด คนมีสี และผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย

การยืนหยัดในความถูกต้องของพ่อทำให้แม่ของเมฆถูกฆ่า และบาดแผลนั้นฝังลึกอยู่ในตัวเขามาตลอด

ในมุมหนึ่ง หากเมฆเป็นคนรักความยุติธรรมตามหลักการจริง ๆ เขาควรภาคภูมิใจในตัวพ่อ เพราะพ่อคือคนที่ยอมจ่ายราคาแสนแพงเพื่อรักษาหลักการ ไม่ยอมทรยศต่อความยุติธรรม แม้จะรู้ว่ามันอาจนำมาซึ่งโศกนาฏกรรม

แต่ในมุมของเด็กคนหนึ่งที่สูญเสียแม่ ก็เข้าใจได้ที่ความสูงส่งของพ่อจะไม่ใช่สิ่งที่ปลอบประโลมเขาได้ เขาเห็นพ่อเป็นคนที่เลือกหลักการมากกว่าครอบครัว เลือกความยุติธรรมมากกว่าความปลอดภัยของคนที่รัก เขาโกรธพ่อ เพราะพ่อดีเกินไป ซื่อตรงเกินไป เชื่อในความยุติธรรมมากเกินไป

และบางที เขาอาจโกรธพ่อ เพราะลึก ๆ แล้วเขารู้ว่าตัวเองอาจไม่มีวันทำได้แบบนั้น

สิ่งที่น่าเศร้าคือ เมื่อเมฆต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกระบบอยุติธรรมเล่นงานเหมือนกัน เขากลับไม่ได้ยืนหยัดอย่างขาวสะอาดจนถึงที่สุด ไม่ได้ยอมเสียทุกอย่างเพื่อหลักการ แต่เลือกใช้วิธีที่เคยดูถูก เลือกพึ่งพาคนที่เขาเคยตัดสิน เลือกเอาตัวรอด 

ในแง่นี้ เมฆจึงไม่ใช่แค่คู่ตรงข้ามของจิตตรี แต่เขาคือกระจกอีกบานของเธอ

ในโลกที่กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วใครคือปีศาจตัวจริง?

แทบตลอดทั้งเรื่อง จิตตรีทำสิ่งที่อาจดูเลวร้ายหลายอย่าง เธอโกหก บิดเบือน กดดันพยาน และใช้กลวิธีที่หมิ่นเหม่ทางจริยธรรมอยู่ตลอดเวลา แต่ยิ่งเรื่องเดินไป เรากลับเริ่มเห็นว่าแม้ภายนอกเราจะเห็นเธอใส่ความเป็นตัวแม่ตัวมัม มุทะลุ ฉาดฉาน ฟาดเป็นฟาดไม่ยั้ง 

อย่างไรก็ตาม เธออาจไม่ใช่ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดในเรื่อง

จิตตรีเป็นคนแข็งนอกอ่อนในมากกว่าที่เห็น และไม่ได้ว่าความปกป้องอาชญากรโดยไม่รู้สึกรู้สาเธอตระหนักดีว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังกัดกินความเป็นมนุษย์ของตัวเองไปทีละน้อย

เธอเป็นปีศาจอย่างที่หลายคนพยายามทำให้เธอเป็นจริงไหม? ก็อาจใช่ แต่อย่างน้อย จิตตรีก็ยังพอจะรู้สึกตัวว่า ตัวเองกำลังเปื้อนเลือด

หากจะมีใครที่เป็นปีศาจร้ายกว่านั้น ซีรีส์ก็นำเสนอเอาไว้อย่างชัดเจนว่าอาจเป็นคนที่นั่งพนมมือ ไหว้พระ ศึกษาธรรมะ พูดจาดี มีภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ใจบุญ แต่เบื้องหลังกลับเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ การซื้อขายอำนาจ และการทำลายชีวิตคนอื่นอย่างเลือดเย็น 

ปีศาจที่แท้จริง บางครั้งมันอาจจำแลงกายมาอยู่ในใส่ชุดสง่างาม มีตำแหน่งที่สังคมเคารพ มีภาพลักษณ์ของคนดี และมีระบบทั้งระบบคอยปกป้องอยู่ข้างหลัง โยงใยกันเป็นเครือข่าย

ทนายปีศาจ กล้าเล่าอย่างตรงไปตรงมา และชำแหละความเลวร้ายที่ไม่ได้อยู่ในเงามืดเสมอไป แต่อาจยืนอยู่กลางแสงสว่าง มีหน้าตาทางสังคม มีเกียรติ มีตำแหน่ง และมีคนจำนวนมากพร้อมมองข้ามสิ่งที่มันทำ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็อาจเป็นสิ่งที่พบเจอได้ในหนัง-ละครกระแสหลักบ้านเรา แต่อาจไม่มีเรื่องไหนที่เติมมิติ และเล่าอย่างถึงพริกถึงขิงได้แบบนี้

ชนะคดี ไม่ได้แปลว่าล้มปีศาจได้

ซีรีส์กฎหมายจำนวนมากอาจพาคนดูไปถึงความโล่งใจหลังคำพิพากษา แต่ในทนายปีศาจ คำพิพากษาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่โหดร้ายกว่าเดิมนั่นคือ ต่อให้ชนะในศาลแล้ว เราจะชนะอำนาจนอกศาลได้อย่างไร?

เพราะต่อให้ท้ายที่สุด จิตตรีและเมฆจะผ่านคดีสำคัญมาได้ ต่อให้พวกเขาจะเอาตัวรอดจากข้อกล่าวหา การถูกไล่ล่า และเกมสกปรกที่ถูกวางไว้ตรงหน้าได้สำเร็จ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายจะจบลงพร้อมคำตัดสินของศาล

ตรงกันข้าม ชัยชนะของพวกเขากลับเปิดประตูบานใหญ่ที่ทำให้พวกเขาเห็นว่า พวกคนเลวที่พวกเขาเอาชนะได้ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ใหญ่กว่า มีทั้งผู้มีอิทธิพล เครือข่าย ผลประโยชน์ และอำนาจที่โยงใยกันอย่างซับซ้อนเกินกว่าคดีหนึ่งคดีจะจัดการได้ทั้งหมด

และบางที นี่อาจเป็นความจริงที่โหดร้ายที่สุดของ ทนายปีศาจ

ในโลกที่กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากันสำหรับทุกคน การเอาชนะคดีหนึ่งคดี อาจไม่ได้หมายถึงการได้ความยุติธรรมกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์

แต่มันอาจเป็นเพียงการเอาตัวรอดจากระบบที่ยังคงดำรงอยู่ และยังคงมีอำนาจมากพอจะทำให้มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งต้องกลายเป็นปีศาจได้อีกครั้ง

 

เรื่อง: รณภัทร

ภาพ: Netflix