20 พ.ค. 2569 | 16:56 น.

KEY
POINTS
บนเวทีประกาศรางวัลนาฏราชปี 2569 คำพูดจากคนทำงานเบื้องหลังสองสาขา กลับสะท้อนปัญหาเดียวกันอย่างน่าสนใจ เมื่อคุณศุภฤกษ์ นิ้งค์สานนท์ และจิราภรณ์ แซ่ลี้ ผู้ได้รับรางวัลบทโทรทัศน์ยอดเยี่ยมจากละครเรื่อง ‘เกิดแก่เจ็บโต’ พูดถึงข้อจำกัดของงานเขียนบทว่า “บทที่ดี คือ บทที่มีเงิน” ขณะที่คุณศราวุธ แก้วน้ำเย็น ผู้ได้รับรางวัลกำกับศิลป์ยอดเยี่ยมจากซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ ก็กล่าวถึงต้นทุนของการออกแบบฉากไว้ว่า “ฉากจะดีได้ งบประมาณต้องสมควร” จนทั้งสองประโยคกลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์
แม้จะฟังดูเหมือนการพูดถึงคุณภาพของการผลิตทั่วไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกลับสะท้อนปัญหาที่คนทำงานเบื้องหลังในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์พูดถึงกันมานาน ทั้งเรื่องงบประมาณ ชั่วโมงการทำงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานในกองถ่าย
เมื่อพูดถึงเวทีประกาศรางวัล เรามักนึกถึงความสำเร็จ แสงแฟลชที่สาดส่องจนตาพร่า ชุดราตรี และช่วงเวลาที่ศิลปินได้รับการยอมรับ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เวทีเหล่านี้ก็เป็นพื้นที่ที่คนในอุตสาหกรรมใช้ส่งเสียงถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของวงการมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิแรงงาน ความหลากหลาย หรือวัฒนธรรมการทำงานที่มองว่าความเหนื่อยล้าเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้งานศิลปะถือกำเนิดขึ้น
คำพูดบนเวทีนาฏราชปีนี้จึงไม่ใช่แค่การพูดถึงงบประมาณในการผลิตเท่านั้น แต่ยังพาให้หลายคนย้อนกลับไปมองคำถามเรื่องแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อีกครั้ง และในบรรดาผู้กำกับที่พยายามตั้งคำถามกับวัฒนธรรมการทำงานในกองถ่าย หนึ่งในชื่อที่มักถูกพูดถึงเสมอคือ ‘บงจุนโฮ (Bong Joon-ho)’ ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ เจ้าของผลงานขึ้นหิ้งอย่าง ‘Parasite’ ภาพยนตร์ที่สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีออสการ์ปี 2020
ความสำเร็จของ Parasite ไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะชัยชนะครั้งสำคัญของภาพยนตร์เอเชียเพียงอย่างเดียว เพราะมีสิ่งที่หลายคนในอุตสาหกรรมสนใจไม่แพ้กัน คือ ‘วิธีการทำงาน’ ของบงจุนโฮ ซึ่งแตกต่างจากภาพจำของกองถ่ายภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยการอดนอน การถ่ายทำข้ามวัน และการทำงานล่วงเวลาอย่างหนักจนเป็นเรื่องปกติ
บงจุนโฮเป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องการเตรียมงานอย่างละเอียดมาก เขาวาด storyboard ด้วยตัวเองแทบทุกช็อต ตั้งแต่มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง ไปจนถึงตำแหน่งการยืนของนักแสดง จนทีมงานหลายคนเรียก storyboard ของเขาว่า ‘หนังเวอร์ชันกระดาษ’ และด้วยความละเอียดนี้ เขาจึงได้รับฉายาว่า ‘Bongtail’
ทีมงานของ Parasite หลายคนเคยให้สัมภาษณ์ตรงกันว่า หนังแทบไม่หลุดจาก storyboard เดิมระหว่างการถ่ายทำเลย เพราะทุกอย่างถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ถึงแม้ว่าความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นหน้างานจะถูกมองเป็นเรื่องปกติในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่วิธีทำงานของบงจุนโฮกลับทำให้เห็นอีกความเป็นไปได้หนึ่ง นั่นคือการ “เตรียมตัวให้พร้อม” แทนการผลักภาระไปยังทีมงานเบื้องหลัง
เขาเคยพูดไว้ว่า เมื่อมีข้อจำกัดเรื่องเวลาการทำงานของแรงงาน ผู้กำกับยิ่งต้องเตรียมงานให้พร้อมที่สุด เพื่อไม่ให้เวลาชีวิตของคนอื่นต้องเสียไปเพราะความไม่พร้อมของตัวเอง
หลังจาก Parasite คว้ารางวัลปาล์มทองคำที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ บงจุนโฮให้สัมภาษณ์ว่า ในอดีตเขามักรู้สึกผิดเสมอที่การตัดสินใจของตัวเอง ทำให้ทีมงานต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ และเขารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิแรงงานในกองถ่าย คือสิ่งที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว
ต่อมาเขายังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เขาภูมิใจที่สุดในการทำ Parasite ไม่ใช่รางวัลหรือคำชื่นชม แต่คือการที่ทีมงานทุกคนได้รับค่าล่วงเวลาอย่างถูกต้อง และได้กินอิ่มนอนหลับในทุกวันของการถ่ายทำ
ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาเสียจนแทบไม่น่าจะต้องหยิบยกมาพูดถึง แต่ในอุตสาหกรรมที่เคยชินกับการยกย่องความ “อึด ถึก ทน” ของแรงงาน ประโยคนี้กลับทรงพลังอย่างมาก เพราะมันกำลังบอกว่า ภาพยนตร์ระดับออสการ์อาจไม่จำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นบนความเหนื่อยล้าของคนทำงานเสมอไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้แยกขาดจากวิถีการผลิตภาพยนตร์ของบงจุนโฮเลย ตรงกันข้าม หนังของเขามักพูดถึงผู้คนที่ถูกกดทับโดยระบบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นล่างใน ‘Parasite (2019)’ สังคมแบ่งชนชั้นใน ‘Snowpiercer (2013)’ หรือคนธรรมดาที่ถูกอำนาจรัฐเพิกเฉยใน ‘Memories of Murder (2003)’
ตัวละครของบงจุนโฮมักเป็นคนที่ต้องดิ้นรนอยู่ภายใต้โครงสร้างที่ใหญ่กว่าตัวเอง และในหลายครั้ง สิ่งที่หนังของเขาวิจารณ์ก็คือระบบที่มองมนุษย์เป็นเพียงทรัพยากรที่สามารถใช้งานได้จนหมดแรงเหมือนเครื่องจักรโดยไม่ต้องซ่อมบำรุง เพราะฉะนั้น วิธีการทำงานของเขาจึงน่าสนใจในอีกความหมายหนึ่ง ราวกับว่าเขากำลังพยายามไม่ผลิต ความรุนแรงแบบเดียวกับที่หนังของตัวเองกำลังวิพากษ์
แล้วอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่คิดเรื่องแรงงานจริงจังขนาดนี้…
เบื้องหลังความสนใจเรื่องชนชั้นและแรงงานของบงจุนโฮเอง มีรากที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตของเขาโดยตรง เขาเกิดในปี 1969 และเติบโตในช่วงที่เกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างหนัก ภาพของประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารของ ‘พักจองฮี’ และ ‘ชอนดูฮวัน’ ทำให้สังคมเกาหลีใต้เต็มไปด้วยทั้งความหวัง ความเหลื่อมล้ำ และวัฒนธรรมการทำงานหนักเกินขีดจำกัด
บงจุนโฮเติบโตท่ามกลางสังคมที่นักศึกษาและแรงงานออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ที่พรากชีวิตผู้คนจำนวนมากที่กวางจูในปี 1980 ซึ่งกลายเป็นบาดแผลสำคัญทางการเมืองของเกาหลีใต้ และเป็นเหตุการณ์ที่หล่อหลอมคนรุ่นเขาจำนวนมากให้ตั้งคำถามกับอำนาจรัฐ ความรุนแรง และความไม่เท่าเทียมในสังคม
ขณะเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยยอนเซ ภาควิชาสังคมวิทยา บงจุนโฮเข้าร่วมชมรมภาพยนตร์ ‘Yellow Door’ ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่สนใจภาพยนตร์ในฐานะเครื่องมือวิพากษ์สังคม สมาชิกในกลุ่มมักดูหนังยุโรป หนังการเมือง และภาพยนตร์นอกกระแส ก่อนนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับชนชั้น อำนาจรัฐ และโครงสร้างสังคม ขณะเดียวกัน บรรยากาศมหาวิทยาลัยในยุคนั้นก็เต็มไปด้วยการชุมนุมและกิจกรรมทางการเมือง ทำให้เขาซึมซับแนวคิดเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคมมาตั้งแต่วัยหนุ่ม
นอกจากนี้ ครอบครัวของบงจุนโฮเองก็อยู่ในแวดวงศิลปะและความเปลี่ยนแปลงทางสังคม บิดาของเขาเป็นนักออกแบบกราฟิกและอาจารย์มหาวิทยาลัย ส่วนปู่เป็นนักประพันธ์ชื่อดัง ทำให้เขาเติบโตมาในบ้านที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ วรรณกรรม และการตั้งคำถามต่อสังคม และตัวเขาเองก็ชอบที่จะมองพื้นที่เล็ก ๆ ของคนธรรมดา มากกว่าฮีโร่หรือชนชั้นนำตั้งแต่เด็ก
ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นลักษณะเด่นของภาพยนตร์ของบงจุนโฮ ที่เล่าเรื่องผ่านครอบครัวชนชั้นล่าง คนตกงาน พนักงาน หรือคนชายขอบของสังคม
เขาให้สัมภาษณ์กับในหลายสื่อว่า เขาสนใจที่จะวิพากษ์ ‘ระบบ’ มากกว่าตัวละครแบบ ‘ปัจเจกบุคคล’ เพราะความอยุติธรรมจำนวนมากไม่ได้เกิดจากคนเลวเพียงคนเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างที่ผลักให้คนธรรมดาต้องแข่งขันกันเองเพื่อเอาชีวิตรอด
ในหลายอุตสาหกรรม ความเหนื่อยล้ามักถูกโรแมนติไซส์ในฐานะความทุ่มเท ยิ่งอดนอนมาก ยิ่งดูเหมือนกำลังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งลงแรงมาก ก็ยิ่งได้ผลประกอบการมากตามไปด้วย ซึ่งในที่นี้อาจหมายถึงกำไรจากการฉายภาพยนตร์ วัฒนธรรมแบบนี้เกิดขึ้นในวงการภาพยนตร์ทั่วโลก รวมถึงฮอลลีวูด ที่กองถ่ายจำนวนมากยังคงพึ่งพาการทำงานเกินเวลาและแรงงานมหาศาล โดยเฉพาะในสาย Post-production และ VFX (Visual Effects)
อย่างไรก็ตาม วิธีการทำงานแบบบงจุนโฮก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผู้กำกับเพียงลำพัง เพราะในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้เอง ก็เคยผ่านวัฒนธรรมการทำงานหนักเกินขีดจำกัดมาไม่ต่างกัน เกาหลีใต้เคยถูกพูดถึงอย่างหนักเรื่อง ‘Culture of Overwork’ หรือวัฒนธรรมการทำงานหนักเกินขีดจำกัด ทั้งในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมบันเทิง คนทำงานจำนวนมากต้องเคยมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การทำงานล่วงเวลาโดยไม่สมัครใจ และเผชิญแรงกดดันจากระบบอาวุโส
รัฐบาลเกาหลีใต้จึงเริ่มออกมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น การปรับลดชั่วโมงการทำงานสูงสุดตามกฎหมายจาก 68 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เหลือ 52 ชั่วโมงในปี 2018 เพื่อแก้ปัญหาความเครียดและคุณภาพชีวิตของแรงงาน ขณะเดียวกัน วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ก็เริ่มมีการผลักดันมาตรฐานการทำงานมากขึ้น ทั้งเรื่องเวลาพัก ความปลอดภัย และสัญญาจ้างแรงงานในกองถ่าย
จากนั้นก็มีการลงทุนกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกองทุนภาพยนตร์ นโยบาย soft power และการสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การลงทุนเหล่านี้ทำให้ผู้สร้างมีเวลาในการพัฒนาบท เตรียมงาน และบริหารการผลิตได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
แม้ปัญหาจะยังไม่ได้หมดสิ้นไป แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ทำให้เห็นว่า วัฒนธรรมการทำงานที่เคยฝังรากลึกสามารถเปลี่ยนได้ หากทั้งรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อุตสาหกรรม และคนทำงานร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพแรงงานไปพร้อม ๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะในอีกมุมหนึ่ง การผลิตภาพยนตร์ระดับ blockbuster ของฮอลลีวูดกลับถูกวิจารณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องการกดต้นทุนแรงงาน โดยเฉพาะในสายเทคนิคพิเศษ
กรณีของ ‘Life of Pi’ คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุด เมื่อภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์ด้านเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม กลับเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Rhythm & Hues Studios หนึ่งในบริษัทสำคัญของหนังยื่นล้มละลาย หลังแบกรับต้นทุนจากการแก้งานและการแข่งขันด้านราคาจากระบบสตูดิโอขนาดใหญ่
ความย้อนแย้งนี้ทำให้คนในอุตสาหกรรมเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า ภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่กำลังถูกสร้างขึ้นบนแผ่นหลังของแรงงานหรือไม่
แน่นอนว่า บงจุนโฮเองก็ยังทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนสูง และ Parasite ก็ไม่ใช่หนังทุนต่ำหรือมีข้อจำกัดในระดับภาพยนตร์อินดี้ วิธีการทำงานแบบเขาอาศัยทั้งทรัพยากร เวลา และทีมงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับทุกคนจะทำได้ทันที แต่ถึงอย่างนั้น วิธีคิดของเขาก็ยังน่าสนใจอยู่ดี เพราะมันกำลังเสนอว่า บางครั้ง การทำงานอย่างเป็นระบบ อาจสำคัญกว่าการทำงานอย่างหนัก
และสิ่งที่ Parasite พิสูจน์ให้เห็น อาจไม่ใช่แค่ว่าภาพยนตร์เกาหลีสามารถไปถึงเวทีออสการ์ได้เท่านั้น แต่อาจรวมถึงการพิสูจน์ว่า งานศิลปะระดับโลกไม่จำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นบนต้นทุนความเหนื่อยล้าของแรงงานเสมอไป
เรื่อง: สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข (The People Junior)
ภาพ: Getty Images
อ้างอิง:
Dillaman, Doug. "They Came From Within: Bong Joon-ho on Parasite." Filmmaker Magazine, 4 Sep. 2019, filmmakermagazine.com/108126-they-came-from-within/. Accessed 19 May 2026.
"Rhythm and Hues Studios." JH Wiki Collection Wiki, Fandom, jhmovie.fandom.com/wiki/Rhythm_and_Hues_Studios. Accessed 19 May 2026.
Seon, Dam-eun. "Bong Joon-ho champions rights of film crew staff in interview about “Parasite”." Hankyoreh, 28 May 2019, english.hani.co.kr/arti/english_edition/e_entertainment/895674.html. Accessed 19 May 2026.
Song, Ashley. "S. Korea's First Palme d'Or Winner Sounds Alarm for Broadcasting Industry." Korea Bizwire, 31 May 2019, koreabizwire.com/s-koreas-first-palme-dor-winner-sounds-alarm-for-broadcasting-industry/138284. Accessed 19 May 2026.
"South Korea's Maximum Working Week to Be Reduced to 52 Hours." Ius Laboris, iuslaboris.com/insights/south-koreas-maximum-working-week-to-be-reduced-to-52-hours/. Accessed 19 May 2026.
Yalcinkaya, Günseli. "Parasite's Bong Joon Ho: get over subtitles, watch foreign language films." Dazed, 6 Jan. 2020, www.dazeddigital.com/film-tv/article/47346/1/parasite-director-bong-joon-ho-golden-globes-subtitles-foreign-language-films. Accessed 19 May 2026.
"บงจุนโฮ : ผู้กำกับ ‘Parasite’ กับอีกความเป็นไปได้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์." The People, www.thepeople.co/read/18875. Accessed 19 May 2026