[แคมเปญ เพลงเพื่อชีวิต] Let down: เพราะโลกบรรลัย หรือเพราะใจอ่อนแอ?  

[แคมเปญ เพลงเพื่อชีวิต] Let down: เพราะโลกบรรลัย หรือเพราะใจอ่อนแอ?  

จากแคมเปญ ‘เพลง...เพื่อชีวิต’ ของ The People บทความชิ้นนี้ใช้เพลง ‘Let Down’ ของ Radiohead เป็นดั่งบันทึกความพังทลายของคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญทั้งการสูญเสียพ่อ การตกงาน ความเปราะบางทางจิตใจ และโลกยุคใหม่ที่หมุนเร็วเกินตามทัน ท่ามกลางสังคมที่ทำให้มนุษย์รู้สึกเป็นเพียงฟันเฟืองไร้ความหมาย แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปด้วยเหตุผลเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “คนที่ยังรอเราอยู่”

KEY

POINTS

1. “Transport, motorways, and tramlines; starting and then stopping. Taking off and landing. The emptiest of feelings, disappointed people clinging onto bottles. When it comes, it's so, so disappointing.”

สำเนียงกีตาร์ Arpeggio ดังขึ้นในห้องโดยสารรถกระบะ ผสานเสียงเครื่องยนต์ดีเซลครางหึ่ง ระหว่างสตาร์ตอุ่นเครื่องรถที่จอดไว้นาน 

ผมมองดวงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มกลมโตที่อยู่นอกบ้านดวงนั้นราวกับกำลังมองหาพ่อ ตอนยังอยู่ พ่อเคยใช้รถคันนี้พาผมกับแม่ไปทำงาน ไปเที่ยว ไปทำบุญ แต่เมื่อเจ้าของไม่อยู่ แม่จึงใช้เงินที่ได้จากซองงานศพพ่อให้ผมไปหัดขับรถเพื่อหวังว่าผมจะขับรถพาแม่ไปทำบุญแทนพ่อ แต่ด้วยข้อจำกัด ทำให้ผมขับรถเกียร์ธรรมดาคันนี้ได้ลำบาก 

รถจึงจอดนิ่งสนิทนานหลายเดือน 

หลายเดือนก่อน ในวันเกิดของผม พ่อเลือกที่จะออกเดินทางจากแม่กับผมไป ผมไม่ร้องไห้เลย แต่ภาพช่วงที่พ่อจากไปยังคงหลอกหลอนจิตใจเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ผมก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อจะได้ทำใจ และหวังว่าจะดูแลแม่แทนพ่อได้ แต่นั่นแหละ โลกไม่เคยใจดีกับผมหรอก

อีกสองเดือนถัดมา แผนกที่ผมทำงานฟรีแลนซ์อยู่ปิดตัวลงเสียดื้อ ๆ ผมกลายเป็นคนตกงาน ผมหน้าบางไม่กล้าบอกแม่ ทำเป็นยุ่งเหมือนยังมีงานอยู่นานหลายเดือน

แต่สุดท้ายก็จำต้องบอกเพราะเงินที่มีเริ่มร่อยหรอ และในที่สุด รถกระบะคันนั้นของพ่อก็เหลือเพียงแค่ความทรงจำ 

2. “Let down and hanging around, crushed like a bug in the ground, let down and hanging around…”

ผมฟังเพลงนี้นับไม่ถ้วนครั้ง แต่การฟังบนรถกระบะครั้งสุดท้ายครั้งนั้น มันทำให้ความคิดในหัวของผมสับสนวุ่นวาย ทำไมต้องเป็นผม ทำไมผมถึงต้องมาอยู่จุดที่ไร้ทางออก ผมจะมีชีวิตอย่างไรในโลกเส็งเคร็งใบนี้ ฟีดข่าวที่มีแต่เรื่องหดหู่ สังคม เศรษฐกิจ สงคราม ความเหลื่อมล้ำ คอนเทนต์ AI แย่งงานคน คนตกงาน คนจบชีวิตตนเอง มันชวนให้สับสนหดหู่เสียยิ่งกว่าการจากไปของพ่อเสียอีก

โดยเฉพาะเมื่อชีวิตของผมมาถึงวัย 35 ในโลกตลาดแรงงานที่ใฝ่หาเด็กจบใหม่ไฟแรง แต่ก็อยากได้คนที่มีประสบการณ์มาก ๆ คนวัย 35 จึงกลายเป็นตัวเลขอันตราย โดยเฉพาะตลาดที่หวังอยากให้คนวัยนี้กลายไปเป็น Senior ในขณะที่อดีต Junior ที่บังเอิญโดดมาทำฟรีแลนซ์อย่างผมดันแก่ไปสำหรับ Junior แต่ก็เด็กไปสำหรับ Senior ผมจึงไม่รู้ว่าตัวผมเองอยู่ตรงจุดไหนกันแน่ และจะไปที่จุดไหนต่อดี 

ทุกเช้า ผมจะนั่งหาประกาศรับสมัครงาน แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งเครียด ประกาศสมัครงานในโลกยุคใหม่ล้วนเต็มไปด้วยงานที่ผมไม่คุ้นเคย ไม่รู้ว่าจะเอาประสบการณ์ที่มีตรงไหนไปเทียบเคียง ผมกลายเป็นคนเจน Y ตอนปลายที่ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร งานตรงสายก็เริ่มน้อยลง งานที่ดูเหมือนจะทำได้ก็เต็มไปด้วย Job Description ที่อ่านแล้วผงะ ครั้นจะเปลี่ยนสายงาน ก็ไม่รู้ว่าจะทำ Resume กับ Portfolio ทื่อ ๆ เพื่อโน้มน้าวให้ HR (หรือ AI ?) ให้สนใจผมได้ยังไง 

อีเมลสมัครงานและเอกสารที่ผมส่งไปจำนวนมากจึงเงียบงันไร้การตอบกลับ เหมือนจมหายไปกับทะเล 

คอนเทนต์เคล็ดลับสมัครงาน เคล็ดลับสัมภาษณ์งาน กลายเป็นคอนเทนต์ที่ผมยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่เข้าใจ ผมอยากพัฒนาตัวเองให้พร้อม หรือจะหันไปปลูกผักขายลูกชิ้นปิ้ง แต่ก็ไม่มีเงินมากพอ ผมคิดว่าผมอาจโดน AI แย่งงาน หรือตัวผมอาจไม่มีวันหมุนตามโลกทันไปแล้วก็ได้

3. “Shell smashed, juices flowing, wings twitch, legs are going. Don't get sentimental; it always ends up drivel…”

การว่างงานนาน ๆ ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย มันทำร้ายร่างกายและจิตใจยิ่งกว่าตอนทำงานอีก ผมพยายามประคับประคองชีวิตพัง ๆ ให้ผ่านไปในแต่ละวัน พยายามลืมทุกสิ่งในชีวิตด้วยการพยายามทำสิ่งที่โปรดปราน อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ไถฟีด ทำงานบ้าน นอน แต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงภาพลวงตา มันไม่ได้ช่วยให้ผมมีความสุขหรือจิตใจดีขึ้นเท่าไหร่เลย เหมือนทำไปเพื่อลืมความว่างเปล่าในชีวิตเท่านั้น  

ความสุขเริ่มเป็นเรื่องไกลตัว รอยยิ้มไม่ปรากฏบนใบหน้า สมาธิเริ่มสั้นลง ลำพังอ่านหนังสือสักบท ดูหนังสักเรื่องให้จบยังยาก เริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อและทัศนคติของตัวเอง ความเชื่อประเภท “ทำดีได้ดี” หรือ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” หรือแม้แต่การทำบุญเพื่อให้ชีวิตรุ่งเรือง กลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย-นี่เรียกว่า ‘ภาวะสิ้นยินดี’ หรือเปล่า ?

แม่ถามผมว่า ลูกชายคนเดิมที่เคยทำงานเป็นเสาหลักเลี้ยงครอบครัว ผ่อนรถ จ่ายค่าเช่าบ้าน ทำทุกอย่างด้วยตัวเองหายไปไหนแล้ว ผมได้แต่ตอบแบบกึ่งโมโหกึ่งน้อยใจว่า มันคงตายไปแล้วมั้ง แม่ได้แต่เงียบ ไม่ตอบอะไร ส่วนผมได้แต่รู้สึกผิดที่ตอบแม่ไปแบบนั้น-กับคิดอะไรไม่ออก

ผมคิดเสมอว่า หากผมจะต้องจากไป จังหวะนี้-จังหวะที่ชีวิตกำลังว่างเปล่านี่แหละเหมาะมาก ผมไม่อยากเป็นภาระของแม่อีกต่อไป ลำพังแม่มีแรงหาเงินเข้าบ้านได้วันละเล็กน้อยก็ถือว่าบุญแล้ว ในขณะที่ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่เป็นภาระแม่ไปวัน ๆ 

แต่ทำไมไม่รู้-ผมไม่ยอมไปเสียที คิดเหตุผลได้แค่ว่า ผมรักแม่ ผมยังอยากอยู่กับแม่ การมีชีวิตอยู่ให้แม่เห็นหน้า มันไม่ใช่เรื่องของความหวังอะไร แต่เป็นเรื่องของหน้าที่บางอย่าง เพื่อไม่ให้แม่ต้องเจ็บปวดกว่านี้ แม้ตัวผมในเวอร์ชันเก่า (อาจ) จะไม่อยู่แล้วก็ตาม

4. “You know, you know where you are with... you know where you are with. Floor collapses, floating, bouncing back. And one day, I am gonna grow wings…”

เมื่อต้นปี ผมถูกปฏิเสธงานโปรเจกต์ชิ้นใหญ่ที่มีค่าตอบแทนค่อนข้างสูง แม่เอาทองที่เก็บไว้ให้ผมเอาไปขายเพื่อหาเงินซื้อเสื้อผ้า และเตรียมไว้เป็นค่าเดินทางไปทำงาน แต่ผมกลับถูกยกเลิกไม่ให้ทำต่อ ทั้งที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทั้งเข้าใจได้และเข้าใจไม่ได้ 

ถ้าเป็นผมเมื่อปีที่แล้ว ผมอาจดิ่งหนักจนทนไม่ไหว-ก็ไม่ใช่ว่าหนนี้จะไหว ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นผมที่ต้องผิดหวังซ้ำซาก แต่หลังจากนั้น ผมกลับรู้สึกเบาหวิวอย่างบอกไม่ถูก จะว่าเข้าใจเหตุผลของการถูกยกเลิกก็ใช่ แต่อีกด้าน ผมกลับคิดว่า อะไรที่มันไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรก เสียดายไปก็เท่านั้น เงินที่ได้จากการขายทอง คิดเสียว่าทำหล่นหายหรือถูกปล้นยังจะดีกว่า 

เสียงดังถี่ ๆ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ ZX Spectrum ดังขึ้น บ่งบอกถึงช่วงท้ายของเพลง ผมยังคงคิดเหมือนทุกวันว่าอะไรที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ทำไมโลกถึงโหดร้าย อะไรที่จะทำให้ผมผ่านพ้นมันไป ผมเศร้าและสงสารตัวเองจนเบื่อ ไม่รู้จะฟูมฟายกับความโชคร้ายของตัวเองยังไงต่อไปดี 

ในความโชคร้ายทั้งมวล โชคดีที่ยังพอมีก็คือ ผมว่าผมโตพอที่จะเข้าใจว่ามันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในโลก ผมว่าผมเข้าใจเหตุผลที่โลกใจร้าย ผมว่าผมเข้าใจคนที่ไม่ไปต่อกับชีวิต ผมว่าผมเข้าใจคนที่มองในแง่บวก ผมว่าผมเข้าใจว่าบางที การมีชีวิตอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความหวัง  

ในโลกที่แสนจะบรรลัยใบนี้ บางทีการยอมรับและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ คงเป็นสิ่งไร้สาระเดียวที่ผมพอจะทำได้ เพื่อก้าวผ่านและยื้อเวลาไปจนถึงวันที่ผมได้พบกับวันนั้นที่รอคอยเสียที แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ 

 

เชิงอรรถ - ‘Let Down’ ซิงเกิลที่ 3 จากสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 OK Computer (1997) ของวง Radiohead ที่ได้แรงบันดาลใจจากความวุ่นวายของผู้คนในสถานีรถไฟ สะท้อนภาพของผู้คนกำลังทำสิ่งที่มีความหมาย แต่แท้จริงเป็นเพียงฟันเฟืองที่ไร้ความหมายของระบบอันวุ่นวาย ที่นำพาคนไปสู่ความแปลกแยก โดดเดี่ยว ซ้ำซาก เศร้าสร้อย สิ้นหวัง แต่ก็ยังแฝงความหวังที่มนุษย์จะสามารถมีเจตจำนงที่มีความหมายเป็นของตัวเองได้ในสักวัน

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น