[แคมเปญ เพลงเพื่อชีวิต] ขอให้เธอได้อาบฝนสีม่วง

[แคมเปญ เพลงเพื่อชีวิต] ขอให้เธอได้อาบฝนสีม่วง

จากแคมเปญ ‘เพลง...เพื่อชีวิต’ ของ The People บทความชิ้นนี้หยิบ ‘Purple Rain’ ของ Prince มาเล่าความสัมพันธ์ที่จบลงพร้อมความรู้สึกผิด ความรักที่เคยเผลอทำร้ายกัน และการเรียนรู้ว่าบางครั้ง ‘ความหวังดี’ อาจหมายถึงการปล่อยให้อีกฝ่ายเดินไปสู่ชีวิตที่มีความสุข แม้ปลายทางนั้นจะไม่มีเราอยู่แล้วก็ตาม

KEY

POINTS

เคยสังเกตไหม เวลาที่เรารู้สึกสบายใจตอนอยู่กับใครสักคน เรามักแสดงความเป็นตัวเองออกมาโดยที่ไม่ต้องบีบเค้นหรือพยายาม แต่รู้ตัวอีกทีเราก็สามารถนอนทับแขนของอีกฝ่ายโดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดจา ดื่มน้ำจากขวดของอีกฝ่ายโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากขอ ร้องไห้ให้อีกฝ่ายฟังโดยที่ไม่ต้องอธิบายสาเหตุให้ยืดยาว

แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราอาจปล่อยความสบายใจนั้นให้กลายเป็นของเราคนเดียว อาจเผลอพูดไม่คิดเพราะความสนิทใจ หรือตะคอกออกไปเพราะคิดว่ายังไงเขาก็รับได้ จนรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนที่สร้างแผลใจให้กับคนที่เรารักไปเสียแล้ว

เราเชื่อว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญเสมอในความสัมพันธ์ และเราเข้าใจว่าทุกคนต้องเคยเผลอพลั้งปากพูดจาทำร้ายจิตใจคนที่ตัวเองรัก อาจเป็นคนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคู่ชีวิต แต่ทุกครั้งหลังบทสนทนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธผ่านไป เรามักจะมานั่งคิดกับตัวเองเสมอว่าสิ่งที่เราพูดออกไปในระหว่างที่ทะเลาะกันนั้น มันเป็นเพียงอีโก้หรือก้อนสีดำที่เต็มไปด้วยความอยากเอาชนะ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เราต้องการมอบให้กับคนรักแม้แต่นิดเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2024 เราเพิ่งเลิกรากับคนรักคนแรกในชีวิต พูดได้เต็มปากว่าเขาเป็นคนรักที่ดี แล้วก็พูดได้เต็มปากเช่นกันว่าเราไม่ใช่คนรักที่ดี เขาทำงานหนัก กลับบ้านดึก แต่บ่อยครั้งที่เราเอาปัญหาที่ตัวเองเจอไปลงที่เขา แม้เขาจะง่วงสะลึมสะลือแค่ไหน แต่ในหัวเราก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงข่มตาหลับลง เราจึงมักจะค้นหาคลังคำศัพท์อันน้อยนิดในหัว แล้วเลือกพ่นคำพูดที่แรงที่สุดออกมาเพื่อให้เขาเสียใจอยู่เสมอ

หลังจบความสัมพันธ์ เราได้ยินประโยคที่ว่า “เวลาจะเยียวยา” บ่อยพอ ๆ กับประโยคว่า “กินข้าวหรือยัง” จากปากแม่ แต่เรากลับรู้สึกว่าวัน-เวลาช่วงนั้นดำเนินช้ากว่าปกติ เพราะมันเต็มไปด้วยความเศร้า ฟังเพลงอกหักนับร้อย ฟังเพลงสนุก ๆ เพื่อพยายามเริ่มต้นใหม่อีกนับพัน แต่สุดท้ายมันก็จะจบลงบนเตียงที่มีแต่กระดาษทิชชูวางเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด

และในคืนหนึ่งที่เราพยายามข่มตานอน เพลง ‘Purple Rain’ ของวง ‘Prince’ ก็ถูกสุ่มขึ้นมาในโทรศัพท์ เราฟังไม่รู้เรื่องมากนัก แต่รู้ตัวอีกทีทิชชูก็ถูกวางเกลื่อนกลาดอยู่เต็มเตียงไม่แพ้คืนไหน ๆ

 

“I never meant to cause you any sorrow”

“I never meant to cause you any pain”

“I only want to see you laughing in the purple rain”

 

‘Purple Rain’ เป็นเพลงของศิลปินชาวอเมริกัน นามว่า ‘Prince’ ซึ่งถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 1984 และใช้ประกอบภาพยนตร์มิวสิคัลเรื่อง ‘Purple Rain’ ที่ออกฉายในปีเดียวกัน

ตอนนั้นเราไม่ได้เข้าใจความหมายและสัญญะของ ‘Purple Rain’ เท่าไร เพราะฟังครั้งแรกใครจะไปเข้าใจว่าไอ้ฝนสีม่วงนี่มันคืออะไร แต่ที่เราฟังออกและรับรู้ได้คือความรู้สึกผิดที่ผู้ร้องพยายามสื่อออกมา

ที่เรากล่าวไปข้างต้นว่าเมื่อเราสบายใจกับใคร เรามักจะแสดงความเป็นตัวเองออกมา เราเชื่อสุดใจว่านั่นคือคุณสมบัติของความรักที่ดี แต่หลังจากฟังบทเพลงนี้จบ เราก็จำขึ้นมาได้อย่างดื้อ ๆ ว่าความรักยังมีนิยามอีกหลายอย่างเช่นกัน…. ความรักไม่ใช่การเอาชนะ ไม่ใช่การบังคับให้เขานั่งฟังแต่เรา แต่ความรักคือการหวังให้อีกฝ่ายหลับสบาย ความรักคือการได้ยินเสียงหัวเราะของเขา และความรักคือการยอมรับว่าหากเราทำเขาเจ็บปวด การปล่อยเขาไปและหวังให้เขามีแต่ความสุขมันก็ดีกว่าไม่ใช่หรือ

พูดตามตรงว่าหลังจากวันที่เราได้ฟังเพลงนั้นครั้งแรก เราไม่ได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือซะทีเดียว เรายังคงร้องไห้ ยังฟูมฟาย มีวันที่คิดว่าตัวเองจะผ่านไปได้ แต่น้ำตาก็จะวนกลับมาในช่วงเวลาดึก ๆ เสมอ แต่อย่างน้อยเพลงนี้ก็ช่วยตอกย้ำว่าความรักที่เราเคยได้รับมันคือสิ่งสวยงาม และความรักที่เรามอบให้เขาหลังจากนี้ก็เป็นสิ่งสวยงามเช่นเดียวกัน

 

“I only want to see you bathing in purple rain”

“Purple rain, purple rain”

 

ปรินซ์เคยเล่าว่า ‘ฝนสีม่วง’ คือการผสมของสองอย่างที่เกิดขึ้นในวันสิ้นโลก อย่างแรกคือสีแดงจากเลือด อย่างที่สองคือสีฟ้าจากท้องฟ้า ผสมรวมกันเป็นฝนสีม่วงทั่วท้องนภา และในวันที่จุดจบของโลกมาถึง เราเพียงแค่หวังให้อีกฝ่ายได้เต้นรำอยู่ท่ามกลางสายฝนสีม่วงก็เท่านั้น

นอกจากนี้ ฝนสีม่วงยังหมายถึง ‘การชำระล้าง’ และ ‘การเริ่มต้นใหม่’ เนื่องจากเซตติง (Setting) ในเพลงที่ปรินซ์จินตนาการไว้คือวันสิ้นโลก การที่ฝนสีม่วงตกลงมาก็เป็นเสมือนการชำระล้างความผิดที่ตัวเองเคยทำให้กับคนรัก เช่นเดียวกับความต้องการที่จะสร้างจุดเริ่มต้นใหม่ให้กับคนรักเช่นเดียวกัน

เราฟังเพลงนี้วนอยู่ซ้ำ ๆ และคิดกับตัวเองเสมอว่าความรักและความหวังดีมันเป็นสิ่งที่ทับซ้อนกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องกอดสิ่งเหล่านั้นไว้ให้แน่นจนใครสักคนต้องเจ็บมือ กลับกัน การปล่อยให้ความรักนั้นถูกชโลมไปกับสายฝนอาจทำให้เขารับรู้ถึงสิ่งที่เราอยากมอบให้ เพราะมันไม่ใช่ความโกรธ ความเกลียด ความเสียใจ แต่ทั้งหมดคือความหวังให้เขามีแต่ความสุข แม้จะมีเราหรือไม่มีเราต่างหาก

ซึ่งนั่นอาจเป็นความสบายใจในอีกรูปแบบก็ได้นะ

และเมื่อเวลาผ่านไป (อย่างที่คนรอบข้างว่ากัน) รู้ตัวอีกทีเราก็กลับมาฟังได้ทั้งเพลงเศร้าและเพลงสนุกสนานโดยไม่มีทิชชูวางกองอยู่รอบเตียง เริ่มออกจากบ้านโดยที่ดวงตาไม่ได้มีสีแดงก่ำ กลับมากินอาหารครบสามมื้อ และฟัง Purple Rain บ้างเป็นบางครั้งบางคราว

แม้บทเพลงนี้จะว่าด้วยสายฝนในวันสิ้นโลก แต่ทุกครั้งที่เรากลับไปฟัง มันทำให้เรามองเห็นฟ้าสว่าง เพราะเราเข้าใจทั้งตัวเองและคนรัก เข้าใจว่าความรักและความสบายใจมันก็แค่นี้แหละ

 

“I only wanna see you,

“Only wanna see you in the purple rain”

 

เมื่อท้องฟ้าสดใส เราออกไปใช้ชีวิต แต่เมื่อไหร่ที่ฝนเทลงมาอีกครั้ง เราก็แค่หวังว่าเธอจะได้อาบมันอย่างมีความสุข

 

เรื่อง: วรรณิกา อุดมสินวัฒนา

 

หมายเหตุ: บทความนี้คือ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 25 ผลงานที่ส่งเข้าประกวดในแคมเปญ ‘เพลง... เพื่อชีวิต’ ซึ่ง The People จะทยอยเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคมนี้

เราขอขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจส่งเรื่องราวชีวิตมาให้เราอ่าน ทีมงานตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรด้วยความเคารพ และได้เปิดฟังบทเพลงที่อยู่ในทุกเนื้อเรื่อง เพื่อเข้าไปนั่งอยู่ในห้วงอารมณ์และซึมซับทุกความรู้สึกของคุณให้ได้มากที่สุด

แม้ไม่ได้เผยแพร่ทุกชิ้นงาน แต่ทุกเรื่องราวก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงเพลงมีพลังยิ่งกว่าแค่ให้ความบันเทิง เราขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวเดินต่อไป ไม่ว่าโลกแห่งความจริงจะบีบคั้นและใจร้ายแค่ไหน หากวันไหนเหนื่อยล้าจนอยากยอมแพ้ ขอให้ถอยมาพักแล้วปล่อยให้ ‘เพลงโปรด’ ทำหน้าที่โอบกอดและเยียวยาคุณ

เพราะตราบใดที่คุณยังยอมให้ท่วงทำนองเหล่านั้นช่วยต่อลมหายใจ บทเพลงนั้นก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ ‘เพื่อชีวิต’ ของคุณอย่างสมบูรณ์และมีความหมายที่สุดแล้ว