รีวิว Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D) พื้นที่ปลอดภัยของ ‘บิลลี่ ไอลิช’

รีวิว Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D) พื้นที่ปลอดภัยของ ‘บิลลี่ ไอลิช’

‘Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D)’ ไม่ได้เป็นเพียงหนังคอนเสิร์ตของ ‘บิลลี่ ไอลิช’ แต่คือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยยังมีใครบางคนมองเห็นความเปราะบางของเราอยู่เสมอ ผ่านพลังดนตรี เทคโนโลยี 3D และสายสัมพันธ์อันอ่อนโยนระหว่างศิลปินกับแฟนเพลง

KEY

POINTS

ในวันที่โลกข้างนอกอาจจะวุ่นวายและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ การได้ก้าวเท้าเข้าสู่โรงภาพยนตร์เพื่อชม ‘Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D)’ กลับให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเดินเข้าสู่ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่โอบกอดเราไว้ด้วยความเข้าใจ 

ภาพของ ‘บิลลี่ ไอลิช’ (Billie Eilish) ที่ปรากฏตัวบนเวทีด้วยลุคคุ้นตา อย่างเสื้อตัวโคร่ง กางเกงทรงหลวม และใบหน้าแต่งแต้มสีสันง่าย ๆ ด้วยตนเอง คือสัญลักษณ์ของการอนุญาตให้ทุกคนเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ในหนังที่พาเราไปคลุกคลีกับเธอ 18 ชั่วโมงก่อนขึ้นโชว์ ตัดสลับกับคอนเสิร์ต รวมความยาวเกือบสองชั่วโมง

รีวิว Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D) พื้นที่ปลอดภัยของ ‘บิลลี่ ไอลิช’

สิ่งแรกที่ทำให้รู้สึกว่าที่นี่คือเซฟโซน คืออิสระจากการต้องคอยยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัดคลิป ปกติเวลาเราไปคอนเสิร์ต เรามักจะเผลอมองศิลปินผ่านจอเล็ก ๆ ในมือ เพื่อคอยเช็กว่าคลิปที่อัดจะออกมาดีไหม แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้อนุญาตให้เราวางมือถือลง และใช้หัวใจสัมผัสกับพลังตรงหน้าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทันทีที่เสียงกรีดร้องแรกดังขึ้น มันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ไปยืนเบียดกับคนอีกสองหมื่นในฮอลล์ Co-op Live เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ 

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำและมีความหมายกับตัวบิลลี่อย่างลึกซึ้ง เพราะอังกฤษคือที่แรกที่เธอเดินทางมาทำงานและทัวร์คอนเสิร์ตตอนอายุเพียง 14-15 ปี เธอเล่าว่าโชว์แรกของเธอจัดขึ้นในฮอลล์เล็ก ๆ ที่จุคนได้แค่ 200 คน ไม่มีแม้แต่ห้องแต่งตัวหรือห้องน้ำด้วยซ้ำ การได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งในสถานที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม จึงทำให้มันเป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความผูกพัน ความคิดถึง และสายใยความรักที่เธอมีต่อแฟนเพลงที่นี่อย่างเปี่ยมล้น

ความรู้สึกใกล้ชิดที่คนดูสัมผัสได้จากในหนัง เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ ‘เจมส์ คาเมรอน’ (James Cameron) ผู้กำกับระดับตำนานที่ทึ่งในพลังของบิลลี่ จนเป็นฝ่ายติดต่อคุณแม่ของเธอเพื่อเสนอโปรเจกต์ 3D นี้ด้วยตัวเอง คาเมรอนตั้งใจใช้ 3D เพื่อให้สมองของเราตอบสนองและรู้สึกถึงมิติความตื้นลึก เหมือนได้ไปอยู่ตรงนั้นจริง ๆ เขาประดิษฐ์เทคโนโลยีเลนส์ 800 มม. ที่ทำงานร่วมกับ AI ช่วยประมวลผลฉากหลัง และใช้กล้องขนาดจิ๋วติดกิมบอลเดินตามเก็บบรรยากาศบนเวที ผลลัพธ์ที่ได้คือ เราได้เห็นทุกอากัปกิริยาของเธอชัดเจนเสียยิ่งกว่าการซื้อตั๋ววีไอพีแถวหน้าสุด

รีวิว Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D) พื้นที่ปลอดภัยของ ‘บิลลี่ ไอลิช’

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้งดงามคือ ‘ผู้ชม’ บิลลี่และคาเมรอนเห็นตรงกันว่า แฟนเพลงคือ ‘นักแสดงร่วม’ (Co-star) ทั้งคู่สัมผัสได้ถึงพลังงานทางจิตวิทยาที่ส่งถึงกันระหว่างศิลปินและคนดู 

ความรักที่บิลลี่มีต่อแฟนเพลงนั้นชัดเจนมาก ในหนังเราจะได้เห็นชอตน่ารัก ๆ ที่เธอไปแอบดูแฟนคลับที่มาปักหลักรอชมคอนเสิร์ตข้ามวัน เธอเล่าว่าเธอไม่เคยตื่นเต้นเลยในวันแสดง มีแต่ความกระตือรือร้นที่อยากจะออกมาเจอแฟน ๆ เพราะการได้ร้องเพลงในคอนเสิร์ตเหมือนเธอได้มาเจอเพื่อน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอตั้งใจจะทำทุกอย่างให้เต็มที่ที่สุด เพราะเธอมักจะนึกถึง ‘เด็กที่นั่งอยู่แถวบนสุด’ เสมอ เด็ก ๆ ที่อาจจะมีงบจำกัดในการซื้อตั๋ว แต่ก็ตั้งตารอคอยที่จะได้มาพบเธอ

 

สิ่งที่ช่วยเติมเต็มคำว่าพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ คือช่วงที่มีการสัมภาษณ์แฟนเพลง เราจะได้เห็นว่าบิลลี่เป็นผู้ทำให้พวกเขารอดพ้นจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก เด็กเหล่านี้มีทั้งที่ถูกทำร้ายจากมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ต้องพังทลายจากปัญหาครอบครัว หรือรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างในสังคมทุนนิยม แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าในความเปล่าเปลี่ยวนี้ พวกเขา ‘ได้รับการมองเห็น’ จากบิลลี่ และบทเพลงของเธอก็ได้ช่วยประคับประคองชีวิตพวกเขาไว้จริง ๆ

เมื่ออยู่บนเวที บิลลี่อยากให้คนดูโฟกัสแค่เธอ จึงไม่จำเป็นต้องมีแดนเซอร์หรือพร็อพใหญ่โต มีแค่เธอที่วิ่งไปวิ่งมาด้วยชุดเพียงชุดเดียวตลอดงาน ในช่วงเพลงจังหวะมันส์ ๆ อย่าง bad guy และ bury a friend เธอก็ทลายกรอบและอคติทางเพศได้อย่างไร้ที่ติ เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปินหญิงก็สามารถชวนคนดูกระโดดลืมตายได้ไม่แพ้ศิลปินชายเลย 

รีวิว Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D) พื้นที่ปลอดภัยของ ‘บิลลี่ ไอลิช’

ในบทสัมภาษณ์ช่วงโปรโมตหนัง คาเมรอนสารภาพว่า เขาสนใจโปรเจกต์นี้เพราะหลงใหลในประสบการณ์ของผู้หญิง (Female experience) และอยากทำความเข้าใจว่าอะไรในตัวเด็กสาวคนนี้ที่โอบอุ้มหัวใจแฟนเพลงจำนวนมหาศาลไว้ได้ เขายังให้เกียรติเธอในฐานะ ‘ผู้กำกับร่วม’ (Co-director) อย่างสูงสุด โดยให้สิทธิ์บิลลี่เป็นคนตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ

ภาพยนตร์ยังพาเราไปอบอุ่นหัวใจกับมุมเบื้องหลังที่แสนจะน่ารัก อย่างตอนที่บิลลี่สร้างห้องน้องหมาเพื่อให้พวกมันช่วยฮีลใจและคลายเหนื่อยให้กับทีมงาน เธอเล่าว่าท้ายที่สุดน้องหมาที่ไร้บ้านหลายตัวก็จะได้รับอุปการะโดยทีมงานของเธอ หรือโมเมนต์ซึ้ง ๆ ที่ ‘ฟินเนียส’ (Finneas) ส่งช่อดอกไม้และจดหมายมาบอกน้องสาวว่า เขารู้สึกดีมากที่ได้ท่องโลกไปกับน้องสาว และได้เห็นเธอกุมหัวใจคนทั้งโลก และเขาคงไม่ต้องอวยพรให้เธอ ‘โชคดี’ อีกแล้ว เพราะเธอเป็นคนที่ไม่ต้องพึ่งโชคอีกต่อไป

รีวิว Hit Me Hard and Soft: The Tour (Live in 3D) พื้นที่ปลอดภัยของ ‘บิลลี่ ไอลิช’

ในส่วนของคอนเสิร์ต หากจะพูดถึงช่วงเวลาที่ดึงอารมณ์ที่สุด คงต้องยกให้เพลง ‘Wildflower’ ที่กล้องค่อย ๆ เคลื่อนรอบตัวบิลลี่ ท่ามกลางแสงไฟจากแฟลชโทรศัพท์นับหมื่นดวง คาเมรอนเปรียบฉากนี้ว่าเป็นเหมือน ‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’ อย่างแท้จริง รวมถึงอีกฉากที่สะกดทุกคนให้หยุดนิ่ง คือตอนที่เธอนั่งลงบนพื้นฮอลล์ ขอให้ทุกคนเงียบเสียง แล้วเริ่มฮัมเพลงที่ดังวนเป็นลูป ก่อนจะเริ่มร้อง “Don’t you know I’m no good for you….” อันเป็นท่อนแรกของเพลง ‘When the party’s over’ 

คอนเสิร์ตปิดท้ายลงด้วยเพลงที่คนทั่วโลกหลงรัก ‘Bird of a feather’ ที่มอบความรู้สึกเต็มตื้นและสมบูรณ์แบบจนเราไม่ต้องการร้องขอให้แถมอะไรอีกแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่สงบ อบอุ่น เหมือนเราได้เอนตัวลงนอนและจับมือกับคนที่เรารักก่อนหลับตา บิลลี่โค้งขอบคุณแฟนๆ แทบจะทุกมุมฮอลล์ เธอให้เกียรติและไม่หวงเนื้อหวงตัวเลยยามที่แฟนคลับพยายามจะเอื้อมมือมาสัมผัส เพราะเธอจำได้เสมอว่าในสมัยที่ตัวเองเคยเป็นแฟนคลับ เธอก็อยากใกล้ชิดศิลปินคนโปรดแบบนี้เหมือนกัน

“ฉันอยากจะเป็นศิลปินที่ฉันอยากจะเป็นแฟนคลับเอง” 

สำหรับโลกที่หมุนไวและบังคับให้เราต้องเข้มแข็งตลอดเวลา การได้หนีความวุ่นวายเข้ามาซ่อนตัวอยู่ใน ‘พื้นที่ปลอดภัย’ แห่งนี้ ถือเป็นการอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพัก  ซึ้งจนร้องไห้ และได้ยิ้มกว้างอย่างเต็มที่ แม้จะเป็นเพียงอ้อมกอดล่องหนที่ส่งผ่านมิติภาพ 3D และเสียงดนตรี แต่มันกลับเยียวยาความเหนื่อยล้าได้อย่างน่าประหลาดใจ

หรือบางที การที่เราตกหลุมรักศิลปินที่ชื่อ ‘บิลลี่ ไอลิช’ อาจไม่ใช่แค่เพราะเธอร้องเพลงเพราะ แต่เพราะเธอสร้างพื้นที่ที่เราสามารถใช้หัวใจฟัง และกลับไปเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า