01 พ.ค. 2569 | 12:44 น.

KEY
POINTS
The Devil Wears Prada 2 คือ การหวนคืนโรงภาพยนตร์ของภาพยนตร์ยุค 90 ที่หลายคนคิดถึงในรอบ 20 ปี
หากคุณยังจำได้ The Devil Wears Prada เป็นหนังที่เล่าชีวิตของแอนดี้ แซกส์ พนักงานน้องใหม่ที่ต้องเข้ามาเป็นเลขาให้กับมิแรนด้า บรรณาธิการที่ขึ้นชื่อเรื่องความร้าย แต่กลับซ่อนแนวคิดการทำงานของคนที่แตกต่างกัน
สำหรับภาคใหม่ในปี 2026 หนังต้องการปลอบใจและบอกคนทำงานทุกคนว่าในโลกทุนนิยม คนเจน X ต้องปรับตัวให้ทันยุค บอกให้คนเจน Y หันกลับมามองตัวเอง และบอกให้คนเจน Z หาความสนุกจากชีวิตการทำงาน
The Devil Wears Prada 2 จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของชีวิตมนุษย์เงินเดือนในวันที่อุดมการณ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไปบนโลกของการทำงานจริง
/บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada 2 (2026)/
หากคุณยังจำได้ สิ่งที่ The Devil Wears Prada ภาคแรกทิ้งไว้กับคนดู คือ วันที่แอนดี้ แซกส์เลือกเลือกแยกทางกับนิตยสาร ‘รันเวย์’ แล้วเดินแบบเริ่ด ๆ อยู่ในนิวยอร์ก
แต่ใครจะรู้ว่า ผ่านไป 20 ปี เธอจะกลายเป็นนักเขียนอาวุโสมือรางวัลจากหัวหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งที่กำลังจะถูกเลิกจ้างด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพราะคนอ่านน้อยลง
ตอนแรก แอนทำงานด้วยอุดมการณ์ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ในวันที่ถูกเลิกจ้าง เธอพูดต่อหน้าเพื่อนร่วมอาชีพว่า “บริษัทเลิกจ้างเรา มันทำให้เห็นว่า พวกเราแม่งโคตรสำคัญ”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แอนตอบรับเป็นบรรณาธิการเนื้อหาของที่ ‘รันเวย์’ เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของนิตยสารเก่าแก่ที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องการจ้างงานพนักงานอย่างไม่เป็นธรรม
แต่รันเวย์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
วันนี้รันเวย์คือ ‘ดิจิทัล’ ที่ทำคอนเทนต์ พึ่งงานโฆษณา ขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยเม็ดเงิน และงานที่แอนบอกว่าดี อาจไม่ใช่งานที่ขายได้ ทุกอย่างผลักให้เธอกลับเป็นแอนคนเดิม แอนที่กัดไม่ปล่อย แอนที่ยอมทุกอย่างเพื่อทำให้งานทุกอย่างสำเร็จ
ถึงจะต้องทำงานยากและเหนื่อยสุด ๆยิ่งกับมิแรนด้า หัวหน้าจอมเนี้ยบที่เธอเคยเจอในวัย 20 ต้น ๆ ก็ยากคูณสอง แต่เพราะเธอเป็นคนเลือก เธอก็ต้องทำงานนี้ให้ได้ เหมือนที่ไนเจลบอกไว้
เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตแอนจะเอาอะไรกิน!
และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่สอนให้เราในฐานะมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งยอมรับว่า ยิ่งทำงานมากขึ้น เราจะไม่ได้ทำงานที่เราอยากทำ แต่มันคือการลงมือทำสิ่งที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทุกคนอยากมีงานที่ดี เพราะงานที่ดีจะบ่งบอกสถานะทางสังคม ความคิด และวิสัยทัศน์ของคนคนหนึ่ง
ในภาค 2 หนังอาจจะเล่าชีวิตนอกเวลางานของเอมิลี่ไว้ไม่มากนัก แต่สิ่งที่คนดูรับรู้ได้ คือ เอมิลี่ต้องการเป็นที่ยอมรับ และอยากจะมีหน้ามีตาในสังคมคนชนชั้นสูง
เพราะเธอเป็นหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ของ ‘DIOR’ และมีแฟนเป็นเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ ไม่ต้องเครียดเรื่องตัวเลขเท่าคนทำงานสื่อ และมีชีวิตที่ดีพอจะใส่เครื่องประดับของแบรนด์หรู ๆ สักชิ้น
ถามว่าเครียดไหม เธอคงเครียด ในส่วนที่หนังไม่ได้เล่า ถามว่าเธอรักงานที่ทำไหม ก็อาจจะยังคอนเฟิร์มไม่ได้ 100%
มาถึงตรงนี้ เราเชื่อว่า หลายคนคงเคยเจอคนทำงานที่อาจไม่ได้แพสชันมากมายเหมือนกับแอน แต่ทำงานไป เพื่อเก็บเงินมาเลี้ยงดูตัวเอง และทำให้ชีวิตไปถึงฝันที่เราเคยวาดไว้
ทุกคนรู้ ‘มิแรนด้า พรีสต์ลีย์’ นี่แหละ คือ นางมารร้ายสวมปราด้าตัวจริง
ใน The Devil Wears Prada ฉบับปี 2006 เธอคือบรรณาธิการนิตยสารที่เรื่องมากสุด ๆ ยืนหนึ่งเรื่องความละเอียด และไม่อนุญาตให้ใครผิดพลาด แล้วลืมเรื่องคำชมไปได้เลย
แต่เบื้องหลังความสำเร็จของมิแรนด้าไม่ได้ปูด้วยพรมแดง แต่เต็มไปด้วยขวากหนามและกุหลาบแดงที่ซ่อนทำงานหนัก ชีวิตครอบครัวที่ขาดแหว่งไป เพราะเธอมอบเวลาทุกวินาทีให้กับรันเวย์
มิแรนด้าเหนื่อยมามากแค่ไหน มีแค่เธอเท่านั้นที่รู้
ประสบการณ์การทำงานมาตลอดชีวิตบอกเธอแล้วว่า ทุกคนต่างผิดพลาดและไม่สมบูรณ์แบบกันทั้งนั้น
นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้มิแรนด้ายอมให้แอนปล่อยหนังสือที่พูดถึงความจู้จี้จุกจิกของไอคอนแฟชั่นแห่งรันเวย์ เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่า ทุกความสำเร็จมันต้องแลกมา
“เธอจะปล่อยหนังสือเล่มนั้นก็ได้นะ ทำให้รู้ว่าฉันเรื่องมากแค่ไหน ทำให้รู้ว่าฉันไม่เคยอยู่กับลูกแฝดเลย ทำให้เห็นว่ามันต้องแลกมา แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังชอบทำงาน” มิแรนด้าบอกกับแอน
มิแรนด้าที่เราเห็นใน The Devil Wears Prada 2 เธอยังเริ่ดเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเป็นมิแรนด้าที่ปากร้ายใจดี มีความเป็นมนุษย์และชมคนอื่นเป็น
นางมารร้ายคนนี้ ชมแอนว่า “ฉันรู้ว่าเธอจะทำได้ดีมาตลอด”
เพราะสุดท้าย ความเป็นมืออาชีพที่แท้จริงและการเป็นตัวแม่ คือการเข้าใจตัวเองทุกมิติ ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ความสามารถที่ล้นเหลือและเรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อที่จะลุกขึ้นใหม่เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม
ในโลกการทำงาน ถึงเราจะรู้บางเรื่อง การเลือกที่จะ ‘เงียบ’ อาจดีกว่าการพูดออกไป
วันที่ ‘เอิร์ฟ’ นายทุนของรันเวย์จากไป แล้วลูกชายของเขาขึ้นมาบริหารแทน เตรียมยกเครื่อง หั่นคนจากทีมสื่อ และทีมคอสตูมทั้งหมด ไม่สนใจงานที่ชุบใจคนทำงาน สนใจแค่งานที่สร้างเงินได้
พอแอนรับเรื่อง เธอเดินไปหาไนเจลเพื่อให้ช่วยคุยกับมิแรนด้าเพื่อรับมือเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ไนเจลทำ ไม่ใช่การผสมโรงหรือทำให้เรื่องทั้งหมดใหญ่ขึ้น
เขาตอบรุ่นน้องแค่ว่า “สิ่งที่ฉันคิดตอนนี้ ฉันชอบกระเป๋า crossbody ใบนี้มาก”
ไนเจลเป็นเพื่อนคนสำคัญของมิแรนด้า เป็นรุ่นพี่ที่แอนพึ่งได้มาตลอด ถึงจะมีเรื่องบาดหมางกันบ้าง ไม่ลงรอยกันบ้าง แต่ไนเจลก็เลือกยืนข้างทั้งสองคนและรันเวย์เสมอ
เขาเป็นคนไม่พูด แต่รู้ทุกอย่าง ไม่เคยออกสื่อ ทำงานหนักเงียบๆ อยู่ข้างหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไนเจลก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้รันเวย์เดินทางข้ามยุคสมัยมาได้
หรือแม้แต่ตัวมิแรนด้าเองที่คนอื่นมองว่าร้าย หลายครั้งที่ต้องเผชิญกับแรงกดดัน เธอก็เลือกไม่พูด และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
ถึงแอนจะบุกไปที่บ้าน เพื่อรับฟีงวิธีแก้ปัญหาเรื่องวิธีการบริหารแบบใหม่ มิแรนด้าบอกแอนสั้นว่า “เธอกลับไปได้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
ชีวิตการทำงานทุกคนต่างมีขดเส้นของเขตของตัวเองไว้ เราอาจรู้ทุกเรื่อง แต่เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่อง
เพราะบางเรื่องมันอยู่เหนือการควบคุม เราต้องเคารพการตัดสินใจและไว้ใจคนอื่น ปล่อยวางในสิ่งที่เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ถึงจะเป็นเรื่องยาก แต่นี่คือทักษะที่จำเป็นที่สุดในโลกการทำงาน
‘That’s all’
ภาพ : 20th Century Studios