Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

Merci Patron! สารคดีที่ตีแผ่การทำงานเบื้องหลังของ LVMH จากผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิแรงงานในปี 2016

KEY

POINTS

LVMH คือ อาณาจักรสินค้าลักชัวรีที่แผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์เหนือระดับกว่า 75 แบรนด์ดังทั่วทุกมุมโลก ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมแฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องหนัง น้ำหอม นาฬิกา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทหรู 

แม้จะเจอวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ LVMH ยังคงมีผลกำไรที่เติบโตและยืนหนึ่งในโลกธุรกิจลักชัวรีมาอย่างยาวนาน 

ซึ่งชายผู้ขับเคลื่อนอาณาจักรนี้อยู่เบื้องหลัง คือ ‘แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ (Bernard Arnault)’ หมาป่าในเสื้อคลุมผ้าแคชเมียร์ (The Wolf in Cashmere)

การครอบครองธุรกิจระดับไฮเอนด์ การรักษาเส้นมาตรฐานภาพลักษณ์อันหรูหรา และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เฉียบคมและดุดันของแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งคือความยิ่งใหญ่ของ LVMH และชื่อเสียงความเก่งกาจด้านธุรกิจของอาร์โนลต์ ส่วนอีกด้านคงเป็น ‘ความร้ายกาจ’ ในสายตาของแรงงานที่ถูกทอดทิ้งจากการปรับโครงสร้างธุรกิจของเขา

ถึงอย่างนั้น ย้อนกลับไปในปี 2016 ความอยุติธรรมที่ LVMH ซุกไว้ใต้พรมก็ถูกเปิดโปงให้สาธารณชนนานาประเทศรับรู้ จากสารคดีสัญชาติฝรั่งเศส ‘Merci Patron!’ ซึ่งหมายถึง ขอบคุณจ้า นายจ๋า! (ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Thanks Boss!) กำกับโดย ‘ฟรองซัวส์ รูฟแฟ็ง (François Ruffin)’ ชายผู้เป็นนักกิจกรรมฝีปากกล้า ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ฟาคีร์ (Fakir) สื่อฝ่ายซ้ายอันโด่งดังของฝรั่งเศส และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการยืนหยัดเพื่อคนตัวเล็กสังคม

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

Merci Patron! เล่าเรื่องราวการเอาคืนของสามี-ภรรยาคลือร์ อดีตพนักงานที่ถูกปลดออกจากโรงงานของบริษัทในเครือ LVMH อย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้ครอบครัวคลือร์ประสบกับมรสุมการเงินถึงขั้นแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้ว พวกเขาจึงลุกขึ้นมาต่อกรและทวงคืนค่าชดเชยจากแบร์นาร์ด อาร์โนลต์แห่ง LVMH ด้วยวิธีการอันชาญฉลาดและแสบสะบัด โดยมีฟรองซัวส์ รูฟแฟ็งและทีมงานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้

/บทความนี้มีเปิดเผยเนื้อหาสำคัญในสารคดี Merci Patron! (2016)/ 

หมาป่าขย้ำฝูงแกะ 

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

Merci Patron! ร้อยเรียงเรื่องราวเลียนแบบละครเวที มีทั้งหมด 4 องก์ (ไม่รวมบทส่งท้าย) มีตัวเอกผู้โชคร้ายเป็นครอบครัวคลือร์ แรงงานที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังความสำเร็จ  มีตัวร้ายผู้เลือดเย็นเป็นแบร์นาร์ด อาร์โนลต์แห่ง LVMH และตัวเสี้ยมจอมแสบสันเป็นฟรองซัวส์ รูฟแฟ็ง 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ ระหว่างการถ่ายทำรูฟแฟ็งจะใส่เสื้อที่สกรีนว่า ‘I ❤ Bernard’ เพื่อสรรเสริญ และขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อนักธุรกิจรายใหญ่ของฝรั่งเศส

แต่ก่อนที่ม่านละครเวทีจะเปิดฉากขึ้น หนังเริ่มต้นด้วยหัวข้อข่าวของแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ นั่นคือการถูกสังคมวิจารณ์เรื่องยื่นขอสัญชาติเบลเยียมเพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีที่สูงลิ่วในประเทศบ้านเกิด 

แต่ถ้าพูดถึงข่าวที่สร้างความไม่พอใจและสะท้อนชีวิตคนทำงานใน LVMH มากที่สุด คงหนีไม่พ้นการปลดคนงานในโรงงานสิ่งทอและแผนกอื่น ๆ รวมถึงเรื่องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า อย่างเช่นกรณีชุดสูทของ Kenzo ซึ่งเคยมีโรงงานตัดเย็บอยู่ที่ปัวซ์ ดือ นอร์ แต่สุดท้ายย้ายไปตั้งฐานการผลิตที่ประเทศโปแลนด์เพื่อลดต้นทุนค่าแรง ทำให้คนงานชาวฝรั่งเศสต้องคนตกงาน และไม่ได้รับสวัสดิการหรือค่าชดเชยใด ๆ 

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ถูกหยิบมาพูดในสารคดี คือ การปรับโครงสร้างหลังซื้อกิจการ Boussac Saint-Frères (บูสัก แซ็ง แฟรร์) ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรโรงทอ มีโรงงานเป็นสิบแห่ง คนงานนับพันคน วันเวลาผ่านไป สินค้าแบรด์เนมค่อย ๆ เสื่อมลง บริษัทเข้าสู่ภาวะวิกฤตจนไปถึงวันที่ต้องยื่นล้มละลาย และคนที่เข้ามาปิดดีลธุรกิจนี้คือ ‘แบร์นาร์ด อาร์โนลต์’ เจ้าของอาณาจัรแบรนด์แฟชั่นอันเลื่องชื่อ

หลังจากอาร์โนลต์ซื้อกิจการ Boussac เขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาตำแหน่งงานเอาไว้ 12,200 คนจากเดิมที่มี 15,000 คน ทว่าในเวลาต่อมาอาร์โนลต์ตัดสินใจขายกิจการสิ่งทอ พร้อมปลดคนงานออกมากกว่า 9,000 ชีวิต เพราะสิ่งที่เขาต้องการจะครอบครองมีเพียง Christian Dior เท่านั้น

ในสารคดี รูฟแฟ็งเดินทางไปที่ La Samaritaine (ลา ซามาริตัน) ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในปารีสเพื่อพบกับอดีตพนักงานห้าคนซึ่งเคยทำงานอยู่ที่นี่ ก่อนจะถูกไล่ออกในเวลาต่อมา

นั่นเป็นเพราะว่า หลังจากแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ได้เข้าซื้อกิจการ เขาก็เดินหน้าปรับโฉมห้างเก่าแก่นี้ให้เป็นศูนย์กลางสินค้าหรูหราแห่งใหม่ แน่นอนว่าสิ่งใดหรือใครที่ไม่เข้าข่ายนิยาม ‘ความหรูหรา’ ก็มีอันต้องถอยตัวออกไป 

“เรารู้ตัวว่าลุคเรามันดูไม่ได้ พนักงานของ ลา ซามาริตันรู้ตัวทันทีที่พวกนั้นเข้ามาว่าพวกเราเป็นส่วนเกิน เราไม่มีลุคแบบ LVMH สาว ๆ สูง 6 ฟุต เอวคอด นมโต ๆ ไม่มีที่นี่หรอกค่ะ” มาเดอแลน ชาร์ทอง ผู้แทนสหภาพเปรียบเทียบอย่างติดตลก

ขณะที่ดอมินีก ด็องรี ผู้แทนสหภาพอีกคนเล่าย้อนถึงบรรยากาศการต่อสู้ในวันที่ชุมนุมประท้วงหน้าห้างที่เคยทำงานว่า “อะไรก็ตามที่ไม่หรู ไม่ชิค ถูกเขี่ยทิ้งหมด ตอนที่เรารวมตัวประท้วง เราถือป้ายเขียนว่า ‘เปิดร้านเพื่อประชาชน’ ‘รักษางานของเรา 1,500 งาน’ ฉันจำป้ายนั้นได้แม่นเลย” 

ก่อนไปจากปารีส รูฟแฟ็งแวะตัดสูทยี่ห้อ Kenzo หนึ่งในแบรนด์ภายใต้ LVMH ในราคาสูงถึง 525 ยูโรทำให้ผู้กำกับอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมราคาถึงสูงลิ่ว เลยถามพนักงานหน้าร้านว่า สูทตัวนี้ผลิตที่ไหน ซึ่งพนักงานขายให้คำตอบว่า เสื้อผ้าทั้งหมดของร้านตัดเย็บในฝรั่งเศสที่ปัวซ์ ดือ นอร์ 

ซึ่งแบร์นาร์ด อาร์โนลต์เคยให้สัมภาษณ์ว่า สินค้าในกลุ่มบริษัทของเขาทำขึ้นในฝรั่งเศส โดยเฉพาะสินค้าที่กำเนิดในฝรั่งเศสอย่าง หลุยส์ วิตตอง และจะไม่มีทางย้ายฐานการผลิตไปที่ต่างประเทศแน่นอน

แต่ในสารคดี ช่างตัดเย็บ ผู้ทำงานเบื้องหลังสูทของ Kenzo กลับบอกกับรูฟแฟ็งว่าแท้จริงแล้ว สินค้าบางตัวผลิตจากโรงงานในมาดากัสการ์ จีน ไต้หวัน ขึ้นอยู่กับสินค้าชิ้นนั้น

นอกจากคำกล่าวของช่างตัดเย็บ รูฟแฟ็งยังเจอฟุตเทจข่าวที่ทำให้เห็นว่า บริษัทในเครือ LVMH มีโรงงานเสื้อผ้าในบัลแกเรียและยุโรป และมีพนักงานถึง 3,000 คน สินค้าแต่ละชิ้นมีราคามากกว่า 1,000 ยูโร แต่นายทุนจ่ายค่าแรงคนงานอยู่ที่ 30 ยูโร แถมผู้บริหารยังมีแผนที่จะมองหาฐานการผลิตที่ถูกกว่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าแรงได้มหาศาล 

และผู้แทนสหภาพคนสุดท้ายที่รูฟแฟ็งไปพบคือ ‘มารี-เอแลน บูร์ลาด์’ ซึ่งเคยทำงานในโรงงานที่ปัวซ์​ ดือ นอร์ เธอเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากคนอื่น ถึงเธอจะได้งานใหม่แล้ว แต่การตัดเย็บเสื้อผ้าก็ยังคงเป็นงานที่เธอรักและอยากทำ แม้ว่าจะถูกกดเงินและกดขี่แค่ไหนก็ตาม 

“เขาไล่ผู้หญิงออกไม่รู้กี่คน แต่เขาก็ไม่สน เขาเปิดตูดไปเบลเยี่ยม จะได้จ่ายภาษีน้อยลง แล้วพนักงานที่ไม่เหลืออะไรเลยตอนนี้ล่ะ พวกเขาไม่มีสิทธิในสวัสดิการอะไรเลย ฉันรู้จักคนที่ต้องสูญเสียบ้าน เพราะตกงานและไม่มีเงินผ่อน เขาไม่สน” พนักงานที่มารีพูดถึง คือ สามี-ภรรยาคลือร์ อดีตพนักงานโรงงานของกลุ่มบริษัท Kenzo ซึ่งถูกไล่ออกตามแผนบริหารของหัวเรือใหญ่อย่างแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ 

เพียงแค่ช่วงแรกของสารคดีที่รูฟแฟ็งรวบรวมมา เราเห็นถึงด้านมืดของทุนนิยมภายใต้กลเกมธุรกิจที่เหนือชั้นของแบร์นาร์ด อาร์โนล์ต เพื่อได้มาซึ่งกำไรที่พุ่งทะยาน แต่ราคาของความสำเร็จระดับโลกมีผู้จ่ายเป็นเหล่าคนงานที่ถูกเลิกจ้าง หลายครอบครัวประสบกับวิกฤตการเงิน และบางคนเลือกจะจบชีวิตตัวเองเพราะแบกรับภาระที่หนักอึ้งไม่ไหว

หากแบร์นาร์ด อาร์โนลต์คือ ‘หมาป่า’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดุดัน จู่โจมว่องไว และพลังอำนาจ เหล่าคนงานและตัวแทนสหภาพคงถูกลดทอนเป็นเพียง ‘ฝูงแกะ’ ที่แม้จะมีจำนวนมากแต่ก็เปราะบางเกินกว่าจะสู้ได้ หากไร้ซึ่งเงินตรา ชื่อเสียง และเครือข่ายอำนาจ พวกเขาคงทำได้แค่เพียงเฝ้ามองและรอวันที่จะถูกหมาป่าขย้ำอย่างน่าอดสู 

ปฏิบัติการโรบินฮู้ด

สิ้นคำบอกเล่าของมารี รูฟแฟ็งมุ่งหน้าต่อสู่บ้านของครอบครัวคลือร์ ที่นี่เขาได้พบกับสมาชิกทั้งสามคน คือ แซร์จ ผู้เป็นสามี โยเซอลิน ภรรยาของเขา และลูกชายอย่าง เชเรมี

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

แซร์จ และโยเซอลินเคยทำงานในโรงงานทอผ้าของกลุ่มบริษัท LVMH เป็นเวลา 30 ปี แม้จะตรากตรำทำงานถวายหัวมานานเท่าไร พวกเขากลับเหลือเพียงความว่างเปล่าและหนี้สินท่วมหัว 

แซร์จและโยเซอลินมองหางานใหม่ทุกอาทิตย์มาตลอดสี่ปี ทั้งส่งจดหมาย และขับรถตระเวนสมัครงาน แต่ไม่มีที่ไหนรับพวกเขา ถ้าไม่มีเงินพอจะเติมน้ำมัน เขาก็ขับรถไปสมัครงานที่ไกล ๆ ไม่ได้ 

ส่วนชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไปอย่างทุกข์ระทม พวกเขาไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อน้ำมันมาเติมฮีตเตอร์ประทังความหนาว หลายครั้งต้องยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้เหลือเงินใช้เพียงวันละ 3 ยูโร 

“ผมเรียกพวกนั้นว่าพวกนายทุน แค่ไปทำงานในโกดังเดือนเดียวก็ไม่รอดแล้ว พวกนั้นอยู่ไม่ได้หรอกกับเงินเดือน 1,500 ยูโร แล้วผมจะอยู่ได้ไงกับเงินเดือนละ 400 ยูโร” แซร์จกล่าวด้วยความคับแค้นใจ

เพื่อหาทางออกให้ความคับแค้นใจนี้ ฟรองซัวส์ รูฟแฟ็งจึงขออาสาเป็นทูตสมานรอยร้าวระหว่างคนงานและมหาเศรษฐีให้กลับมาปรองดองกันให้ได้

เขาเลือกเตรียมแผนที่จะเข้าไปงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของ LVMH ด้วยความตั้งใจว่าจะเจรจาทวงคืนอาชีพและอนาคตให้ครอบครัวคลือร์ให้ได้ 

เมื่อพวกเขาเข้ามาในงาน ภายในโถงอันหรูหราที่เนืองแน่นไปด้วยเหล่าผู้ถือหุ้นรายย่อย พร้อมบาร์แชมเปญที่เปิดให้บริการฟรีตลอดงาน แต่รูฟแฟ็งกลับพบว่าบรรษัทข้ามชาตินี้ได้แยกผู้ถือหุ้นตัวเล็กตัวน้อยไว้อีกห้องหนึ่ง เพื่อไม่ให้เข้าถึงตัวแบร์นาร์ด อาร์โนลได้โดยตรง 

รูฟแฟ็งตั้งท่าจะป่าวประกาศความจริง แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด กลุ่ม รปภ. นับสิบชีวิตก็กรูเข้ามาอุ้มเขาออกไปจากงานในทันที ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของผู้ถือหุ้นรายย่อยรอบข้าง ภารกิจสร้างสันติครั้งนี้จึงล้มเหลว

หลังเจอกับความผิดหวังจากงานประชุมผู้ถือหุ้น เคราะห์กรรมก็ซัดเข้าบ้านคลือร์อีกครั้งเมื่อมีจดหมายเรื่องคดีอุบัติเหตุรถยนต์ของเชเรมี ฝ่ายคู่กรณีต้องการให้จ่ายค่าเสียหาย 25,000 ยูโร และต้องจ่ายภายในสัปดาห์หน้าเท่านั้น 

“ถ้าไม่จ่ายให้เราสัปดาห์หน้า พวกเขาจะมายึดทุกอย่างไป ทุกอย่างเลย เราจะเหลือแต่ตัวจริง ๆ เราจะเสียบ้านและข้าวของทั้งหมด เราทำงานเยี่ยงทาสมา 30 ปี สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย” โยเซอลิน คลือร์กล่าว

“สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ คือฆ่าตัวตายซะ” 

แต่ก็ยังไม่ถึงกับหมดหวังเสียทีเดียว รูฟแฟ็งบอกครอบครัวคลือร์ถึงโอกาสทองในงานประจำปีที่ชื่อว่า 'Les Journées Particulières' หรือ 'วันพิเศษ' ของ LVMH

ฉะนั้น แผนการถัดมาของเขาคือ ส่งจดหมายบอกเล่าความทุกข์ระทมจากภาระหนี้สินที่รุมเร้าหลังถูกเลิกจ้างไป ถึงแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ โดยตรง พร้อมยื่นคำขาดว่าหากทาง LVMH ยังคงนิ่งเฉยต่อชะตากรรมของพวกเขา ครอบครัวคลือร์จะร่วมมือกับกลุ่มสหภาพแรงงานและกลุ่มฟาคีร์ ยกทัพไปบุกงานนี้เพื่อป่าวประกาศความอยุติธรรมให้โลกรับรู้

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

ไม่กี่วันต่อมา มีผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งโทรหารูฟแฟ็ง (ซึ่งหลอกว่าเป็นเชเรมี) ว่าต้องการนัดเจรจากับพ่อแม่ของเขา

ก่อนที่หนังจะพาไปทำความรู้จักกับ ‘แบร์นาร์ด สควาร์ซินี (Bernard Squacini)’ อดีตหัวหน้าหน่วยความมั่นคงภายในของฝรั่งเศส และที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของ LVMH หนังเปิดเผยฟุตเทจคำให้การของแดเนียล เรมี (Daniel Rémy) ซึ่งเคยทำงาน รปภ. ให้ตระกูลวิตตองที่ออกมาแฉว่า แบร์นาร์ด อาร์โนลต์นำ 'วิธีการทำธุรกิจแบบใหม่' มาใช้ในการบริหารอาณาจักรของเขา ไม่ว่าจะเป็นการดักฟังโทรศัพท์ การใช้กล้องสอดแนม หรือแม้กระทั่งการสะกดรอยติดตามผู้คน

นอกจากสอดแนมเพื่อธุรกิจที่ปรากฏในสารคดี อาร์โนลต์ยังเคยถูกกล่าวหาว่า จ้างสควาร์ซินีเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ ฟรองซัวส์ รูฟแฟ็ง ตลอดช่วงปี 2013-2016 เนื่องจากพฤติกรรมของนักข่าวรายนี้ที่ขัดขวางการประชุมผู้ถือหุ้นและผลิตสารคดีโจมตีบริษัทของเขาอย่างไม่ไว้หน้า รูฟแฟ็งจึงถูกยกระดับเป็นศัตรูคนสำคัญที่ทางบริษัทต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แม้คดีสอดแนมผิดกฎหมายจะยุติลงด้วยการจ่ายค่าปรับ 10 ล้านยูโรในปี 2021 โดยไม่มีการยอมรับผิดใด ๆ จาก LVMH แต่เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดด่างพร้อยครั้งใหญ่ของแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ และอาณาจักร LVMH เพราะสิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและจริยธรรมเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของตนเอง

ตัดกลับมาที่สารคดี หลังจากที่รูฟแฟ็งในบทบาทเชเรมี (ตัวปลอม) นัดแนะวันเวลากับ รปภ. ของ LVMH เรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบมาที่บ้านคลือร์เพื่อเตรียมแผนกับแซร์จและโยเซอลิน ตามมาด้วยการซ่อนกล้องตามจุด ๆ ต่าง ๆ ในบ้าน ในครั้งนี้รูฟแฟ็งจะไม่ได้อยู่ในบ้านด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ที่กำลังเดินทางมาหาครอบครัวคลือร์ คือคนเดียวกับที่เคยหิ้วปีกเขาโยนออกจากงานประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

อีกชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่ รปภ.ก็เดินทางมาถึง แซร์จและโยเซอลินเปิดประตูต้อนรับด้วยดี ทั้งสามคนเริ่มเจรจากัน ทาง LVMH ยินยอมจะมอบเงินชดเชยตามจำนวนที่เรียกร้อง พร้อมกับจัดหาตำแหน่งงานชั่วคราวในห้างคาร์ฟูร์ให้แก่แซร์จ แต่สองสามีภรรยาต้องเซ็นรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร และห้ามติดต่อกับผู้แทนสหภาพคนอื่น ๆ รวมถึงกลุ่มฟาคีร์เป็นอันขาด หารู้ไม่ว่าทุกกิริยาและคำพูดถูกบันทึกเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ความแสบของรูฟแฟ็งยังคงมีต่อได้เรื่อย ๆ เขาลงทุนปลอมตัวเป็นเชเรมี ทั้งย้อมผม ใส่จมูกซิลิโคน และเปลี่ยนการแต่งตัว ตามมาด้วยการใช้แผนซ้อนแผนปั่นประสาทแบร์นาร์ด อาร์โนลต์อย่างแยบยล ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ว่ากลุ่มฟาคีร์จะไปถล่มที่งานประชุมอีกครั้ง

สารคดีจบลงด้วยชัยชนะที่เหนือความคาดหมายของครอบครัวคลือร์ แซร์จได้เป็นพนักงานประจำที่คาร์ฟูร์ และได้รับเงินชดเชยตามสัญญา เขาได้ซื้อของใช้เข้าบ้าน ทั้งวอลเปเปอร์ใหม่ โยเซอลินทำผมทรงใหม่ ซื้อเตาอบใหม่ และจ่ายค่าชดเชยอุบัติเหตุได้ทันเวลา

ส่วนฝั่งแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ เมื่อทราบข่าวว่ากลุ่มหัวกบฎฟาคีร์และสหภาพแรงงานกำลังจะมาสร้างความวุ่นวายอีกครั้ง จึงจัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นและเข้มงวดเป็นพิเศษ ทว่าการ์ดก็ต้องรอเก้อเพราะมีเพียงรูฟแฟ็งแค่คนเดียวเท่านั้นที่เข้ามาร่วมงานประชุม 

ความสำเร็จของแผนการ "ปล้นคนรวยช่วยคนจน” ของรูฟแฟ็ง สะท้อนว่า มหาเศรษฐีหรืออาณาจักรธุรกิจที่มีอำนาจและความยิ่งใหญ่มักมีจุดอ่อนสำคัญคือ ‘ชื่อเสียงและภาพลักษณ์’ การตัดสินใจทุกฝีก้าวมีผลต่ออนาคตของธุรกิจทั้งสิ้น

เล่ห์เหลี่ยมของเขาสามารถพลิกแพลงให้อำนาจไปอยู่ในมือของคนตัวเล็ก และบีบให้คนตัวใหญ่อย่าง LVMH ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อแลกกับการให้ทุกคนยุติความเคลื่อนไหวและปิดปากให้เงียบที่สุด 

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

พลังแห่งการเล่าเรื่องสู่แรงขับเคลื่อนทางสังคม

ในอเมริกามีไมเคิล มัวร์ฉันใด ในฝรั่งเศสก็มีฟรองซัวส์ รูฟแฟ็งฉันนั้น

นี่คือสมญานามที่สื่อฝรั่งเศสและต่างประเทศมักตั้งให้รูฟแฟ็ง เพราะสารคดีของเขามีสไตล์ผสมผสานระหว่างการนำเสนอข้อมูลแบบนักข่าวสืบสวน และการเสียดสีจิกกัดโลกทุนนิยมอย่างมีลูกล่อลูกชนแบบแอ็กติวิสต์ฝ่ายซ้าย ทำให้มวลรวมของหนังที่เล่าประเด็นความยากลำบากของแรงงานไม่ตึงเครียด เข้าถึงง่าย และชวนให้ติดตามไปเรื่อย ๆ 

หลังการฉายสารคดี Merci Patron! ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม นักวิจารณ์หลายคนต่างออกปากชมว่าสารคดีของเขานั้นสร้างความตื่นเต้นและทรงพลัง แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนที่ไร้อำนาจต่อรอง รวมถึงเปิดโปงวิธีการที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่พยายามปิดปากผู้ที่ได้รับผลกระทบ

แต่รูฟแฟ็งมองว่าความสำเร็จที่เขาต้องการจริง ๆ คือการใช้สารคดีเป็น ‘เครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคม’ และกระบอกเสียงปลุกความหวังให้แรงงานทุกคนว่า "คนตัวเล็กก็สามารถสู้กับมหาอำนาจได้" 

Merci Patron!: ความมั่งคั่งของนายทุนที่แลกด้วยชีวิตของคนงาน

และความปรารถนาของเขาก็เป็นจริง เพราะสารคดี Merci Patron! ของรูฟแฟ็งกลายเป็นชนวนสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการรวมตัวครั้งใหญ่ของชนชั้นแรงงานจนเกิดเป็นการชุมนุม Nuit debout (แปลว่า ยืนหยัดตลอดทั้งคืน) ในวันที่ 31 มีนาคม ปี 2016 ณ จัตุรัสปลาซ เดอ ลา รีพับลิค (Place de la République) กรุงปารีส เพื่อต่อต้านกฎหมายปฏิรูปแรงงาน El Khomri Law การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีแกนนำอย่างเป็นทางการ ทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็น และขึ้นเวทีพูดปราศรัยได้อย่างเสรี

นอกจากความสำเร็จระดับสร้างปรากฏการณ์ทางสังคม ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคว้ารางวัลซีซาร์ (César Awards) สาขาสารคดียอดเยี่ยมประจำปี 2017 มาครองได้สำเร็จ ขณะเดียวกันผู้กำกับอย่างฟรองซัวส์ รูฟแฟ็งก็ได้รับแรงสนับสนุนจากผู้คน โดยเฉพาะจากชนชั้นแรงงาน จนสามารถชนะการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ในปีเดียวกัน

“สำหรับผม ผมเชื่อในการขับเคลื่อนการเมืองไปทีละก้าว แต่ก็เข้าใจดีว่าหลายครั้งเรามักจะรู้สึกเหมือนทำอะไรไม่ได้เลย สิ่งแรกที่ต้องทำคือแสดงให้เห็นว่า 'เราก็เป็นผู้ชนะได้' และนั่นคือสิ่งที่หนังสื่อสารออกมา ว่าเราสามารถเอาชนะกลุ่มผู้มีอิทธิพลได้ 

“แล้วผู้คนจะเริ่มกลับมาบอกกับตัวเองว่า 'บางทีเราอาจจะแกร่งกว่าที่คิด และพวกเขาก็อาจอ่อนแอกว่าที่เห็น' สิ่งที่ผมต้องการคือการยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นกระแสในวงกว้าง และนั่นเป็นสิ่งที่เรากำลังพยายามทำในการต่อสู้เรื่องกฎหมายแรงงานครั้งนี้” ฟรองซัวส์ รูฟแฟ็งกล่าว

Merci Patron! ไม่ได้มอบเพียงชัยชนะอันงดงามของครอบครัวคลือร์ แต่ยังตีแผ่ถึงความจริงที่ยังดำเนินอยู่ในสังคมปัจจุบัน ว่ายังมีชนชั้นกรรมชีพอีกมหาศาล และในหลายประเทศต้องยอมจำนนต่อการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุน ด้วยสถานะลูกจ้างที่เสียงไม่ดังพอจะเรียกขานความเป็นธรรม บวกกับภาระชีวิตที่แบกไว้จนไม่อาจเสี่ยงสูญเสียงานที่เลี้ยงปากท้อง ทำให้พวกเขามักถูกเพิกเฉยและไม่อาจเข้าถึงสิทธิที่ตนพึงมี 

ท้ายที่สุดนี้ เราอาจหวังให้อำนาจรัฐเป็นเกราะคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่เมื่อถึงคราวที่กลไกอำนาจรัฐพึ่งพาไม่ได้ 'เสียงจากประชาชน' คืออาวุธสุดท้ายที่จะช่วยสะท้อนปัญหาและทวงคืนความเป็นธรรม และพิสูจน์ว่าไม่มีอำนาจใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าเสียงของผู้คนที่ไม่ยอมจำนน

อ้างอิง

มติชนสุดสัปดาห์. (2561). ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : มวลชนกับโลกาภิวัตน์ – โจทย์ที่การสร้างอนาคตใหม่ต้องคิด. https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_98288 

มหาเศรษฐี อาร์โนลต์ เจ้าของ LVMH ถูกสอบสวนกรณีการสอดแนมอย่างผิดกฎหมาย. (2567). PostToday. https://www.posttoday.com/international-news/716279 

Chrisafis, A. (2016, April 8). Nuit debout protesters occupy French cities in revolutionary call for change. The Guardian. https://www.theguardian.com/world/2016/apr/08/nuit-debout-protesters-occupy-french-cities-in-a-revolutionary-call-for-change 

Documentary Club. (2025, October 25). สารคดี THANKS BOSS! (2016) วีรกรรมแสบในวิกฤตคนว่างงาน EP 1-2 [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=sRcZTXecv6M&t=2107s 

Documentary Club. (2025, October 25). สารคดี THANKS BOSS! (2016) วีรกรรมแสบในวิกฤตคนว่างงาน EP 2-2 [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=zxjhGTlh3yk&t=486s 

Euronews. (2016, June 3). Documentary Merci Patron! takes on a French luxury goods group and its billionaire owner. https://www.euronews.com/culture/2016/06/03/documentary-merci-patron-takes-on-a-french-luxury-goods-group-and-its

France: the founder of luxury conglomerate LVMH must be held responsible for spying on journalists. (2024, November 27). Reporters Without Borders. https://rsf.org/en/france-founder-luxury-conglomerate-lvmh-must-be-held-responsible-spying-journalists 

MGR Online. (2556). มหาเศรษฐีเจ้าของ "หลุยส์ วิตตอง" โอนทรัพย์สินซุกเบลเยียม หนีภาษีขูดรีดในฝรั่งเศส. http://mgronline.com/around/detail/9560000010690 

Mintzer, J. (2016, March 17). ‘Merci Patron!’: Film review. The Hollywood Reporter. https://www.hollywoodreporter.com/movies/movie-reviews/merci-patron-film-review-873043/ 

Nation Thailand. (2013, November 16). LVMH chief under probe. https://www.nationthailand.com/business/30219800 

Pickard, S., & Bessant, J. (2018). France’s #Nuit Debout Social Movement: Young People Rising up and Moral Emotions. Societies, 8(4), 100. https://doi.org/10.3390/soc8040100 

Reuters. (2013, April 10). France’s Richest Man Ends Belgian Move After Tax Furore. https://www.reuters.com/article/world/frances-richest-man-ends-belgian-move-after-tax-furore-idUSBRE9390JB/ 

Vinocur, N. (2016, April 14). French youth are ‘Up All Night’ to get … something. Politico. https://www.politico.eu/article/french-youth-are-up-all-night-to-get-something-nuit-debout-labor-reform-bill-protests/ 

Zabriskie, V. (2016, June 17). Nuit debout: Power to the people of France. Euronews. https://www.euronews.com/my-europe/2016/06/17/nuit-debout-power-to-the-people-of-france