24 เม.ย. 2569 | 20:00 น.

KEY
POINTS
“2. จงอย่าหมดหวัง จดจำไว้ว่าไม่มีสิ่งใดจีรัง
วันหนึ่งเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเพียงความทรงจำอันเลือนราง”
ความหวังเป็นเรื่องที่ดี
แนวคิดที่ว่านี้ช่วยปฐมพยาบาลหัวใจของใครหลายคนได้อย่างคงมั่น โดยเฉพาะกับเหล่ามนุษย์ที่ยังมีลมหายใจและยังมีพรุ่งนี้อีกวัน การมองเห็นว่าตัวของเรายังคงอยู่ในห้วงเวลาข้างหน้านั้นหมายความว่านยังมี ‘โอกาส’ ที่อะไรต่าง ๆ อาจเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันขณะที่อาจลพาดพลั้งไป สายตาที่จดจ้องไปเบื้องหน้าที่คาดหวังว่าจะเห็นอะไรที่ดีกว่าจะย้ำเตือนและบอกว่า วันพรุ่งนี้นั้นอาจดีกว่าเดิม
ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าจะก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายเพียงไหนในชีวิต การพกความหวังติดตัวเองไว้อาจช่วยบันดาลเรี่ยวแรงอีกเฮือกให้เดินหน้าต่อได้เสมอ
การมีหวังจึงเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ช่วยบรรเทาจิตใจผู้คนมาจากในอดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ ‘การมองโลกในแง่ดี’ (Optimism) ที่ต้องอาศัยความหวังเป็นรากฐานสำคัญที่คงขาดไปไม่ได้ เพราะที่ใดที่มีหวัง ก็หมายความว่าความเป็นมนุษย์ย่อมยังคงอยู่
แม้แต่การกระทำความดี นอกจากการที่จะส่งต่อมันผ่านความเห็นอกเห็นในของมนุษย์แล้ว ในทางหลักศาสนา ผู้คนก็ปฏิบัติตามครรลองคลองธรรมด้วยความหวังว่าคำสอนเหล่านั้นย่อมพาพวกเขาไปพบพานกับอนาคตหรือภพภูมิที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ความหวังที่ว่าความทุกข์และอดกลั้นในวันนี้ จะนำพาพวกเขาเหล่านั้นหลุดพ้น หรือแม้เป็นผู้ถูกเลือกสู่ ‘สวรรค์’ (Heaven) หากกล่าวอีกแง่หนึ่ง ความหวังก็อาจมีหน้าตาคล้ายกับ ‘ศรัทธา’ (faith)
อาจกล่าวได้ว่า การทำดีก็ไม่ต่างอะไรจากความหวังรูปแบบหนึ่ง อาจเป็นการคาดหวังที่ตนจะได้ประโยชน์ คาดหวังที่จะได้ขึ้นสวรรค์ หรือคาดหวังที่จะเห็นโลกใบนี้ดีกว่าเดิมจากการกระทำของตัวเราเอง
ในทางตรงกันข้าม ก็เป็นที่พร่ำสอนและส่งต่อกันตลอดมาว่าสำหรับเหล่ามนุษย์ผู้กระทำบาป ประพฤติผิด หรือเบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น — ไม่ว่าพวกเขาจะมีความหวังหรือไม่ก็ตาม — แต่ปลายทางของพวกเขาคือเบื้องล่างของปลายเท้าสัมผัส สำหรับดินแดนและภพภูมิที่เราต่างรู้จักกันในนามของ ‘นรก’ (Hell)
นรกนับเป็นปลายทางของเหล่าผู้ที่กระทำผิดต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อศรัทธา หรือแม้แต่ต่อตัวเอง ซึ่งอาจเรียกรวม ๆ ได้ว่าเป็นการกระทำบาป (ซึ่งในแต่ละความเชื่อก็ล้วนมาอาณาบริเวณที่บาปนั้นครอบคลุมแตกต่างกันไปอีก) แต่ที่สำคัญที่สุดคือผลพวงของการกระทำเหล่านั้นจะพาพวกเขาลงสู่แดนนรกที่ดวงวิญญาณจะถูกลงโทษในแบบที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งที่นรกตามที่เรารู้จักกัน ดวงวิญญาณทั้งหลายมิเพียงถูกริบเอาอิสรภาพและความสุขออกไป แต่รวมไปถึง ‘ความหวัง’ ด้วย โดยเฉพาะนรกในแบบฉบับที่ถูกบอกเล่าโดย ดันเต อาลีกีเอรี ใน Inferno จนกลายเป็นภาพจำสำคัญของนรกในคริสต์ศาสนาที่แผ่ขยายไปบริเวณกว้าง
แต่จะเป็นอย่างไร ถ้านรกนั้น เปี่ยมล้นไปด้วย ‘ความหวัง’ ?
นรกแห่งนั้นจะยังคงเป็นนรกที่ทุกข์ทรมานอยู่หรือเปล่า?
และถ้าหากไม่ มันจะยังคงเป็นนรกอยู่จริงหรือ?
นวนิยายสั้นเรื่อง ‘A Short Stay in Hell’ เขียนโดย ‘สตีเวน แอล. เพ็ก’ (Steven L. Peck) ที่บอกเล่าเรื่องราวของชายที่เสียชีวิตและได้พบว่าตัวเองได้ร่วงหล่นลงไปสู่นรกในรูปร่างหน้าตาเหมือนห้องสมุด เปี่ยมล้วนไปด้วยปริมาณหนังสือที่ (แทบจะ) ไร้ที่สิ้นสุด เพราะที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหนังสือทุกเล่มที่สามารถเขียนออกมาได้ (แม้ว่าจะเป็นการยำเอาตัวอักษรต่าง ๆ มาผสมปนเปกันไม่รู้ความก็ตาม)
ซึ่งโจทย์เดียวของเขาผู้นั้นในการจะก้าวออกจากไปที่แห่งนี้ได้ก็คือ
หาหนังสือประวัติชีวิตของตัวเองให้พบ
นรกที่เปี่ยมไปด้วยความหวังจะหน้าตาเป็นแบบไหนกัน?
“Lasciate ogne speranza, voi ch'intrate”
ในบทที่สาม (Canto III) ของบทกวี ‘Inferno’ อันเป็นเรื่องราวปฐมบทการเดินทาง ‘The Divine Comedy’ ของ ‘ดันเต อาลีกีเอรี’ (Dante Alighieri) นักกวีแห่งแดนฟลอเรนซ์ที่บอกเล่าการเดินทางผ่านเหวลึกของแดนนรก ไต่ขึ้นภูเขาแห่งแดนชำระ และทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์เหนือฟากฟ้า เมื่อประจัญหน้ากับปากทางของนรกภูมิ เหนือซุ้มประตูแห่งนั้นมีถ้อยคำจำนวนเก้าบรรทัดถูกสลักเอาไว้ เพื่อเป็นการกล่าวเตือนแด่ผู้ที่กำลังย่างกรายเข้ามา
“ผ่านข้า คือทางสู่นครแห่งความระทม
ผ่านข้า คือทางสู่ความเจ็บปวดนิรันดร
ผ่านข้า คือทางทอดสู่หมู่ผู้ดวงวิญญาณหลงผิด
ความยุติธรรมคือแรงผลักดันให้พระผู้สร้างสูงสุดของฉัน
ผู้สร้างฉันคืออำนาจแห่งเทวะ (พระบิดา)
ปัญญาอันสูงสุด (พระบุตร) และรักแรกเริ่ม (พระวิญญาณบริสุทธิ์)
ก่อนหน้าฉัน ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างขึ้น
นอกจากสิ่งที่เป็นนิรันดร์ และตัวฉันก็จะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
จงละทิ้งทุกความหวังเถิด
เจ้าผู้ที่ย่างกรายเข้ามา ณ ที่แห่งนี้”
นรกในแบบของดันเต้ไม่มีความหวังหลงเหลือให้กับดวงวิญญาณผู้ถูกลงทัณฑ์อีกต่อไป เขาเหล่านั้นต้องทนทุกข์กับบาปที่ตนเองก่อ และพวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีวันได้ออกไปจากขุมอเวจีนี้อีกต่อไป ตามนรกในแบบฉบับที่ถูกเล่าผ่านดันเต้
เพียงต้องนึกภาพการถูกทรมานสารพัดรูปแบบ แบ่งแยกความแตกต่างตามขุมและบาปที่ได้ก่อเป็นนิรันดร์ก็เป็นเรื่องสยองเกินบรรยาย การที่ต้องถูกทรมาน กระทำย่ำยี หรือแม้แต่ทนทุขก์กับสภาพร่างกายที่พันธนาการด้วยความเจ็บปวด โดยไม่มีวี่แววที่จะหยุดลง ความสยองขวัญเหล่านี้ล้วนเป็นฐานรากสำคัญที่ก่อร่างความน่าเกรงขามของแดนนรก
แน่นอนว่านรกที่ปราศจากความหวังนั้นน่ากลัว
แต่ถ้าเติมความหวังให้กับมัน — โดยเฉพาะกับความหวังที่สักวันหนึ่งจะสามารถหลุดพ้นไปได้ — ควาสยองขวัญเหล่านั้นจะถูกบรรเทาลงจริงหรือ?
A Short Stay in Hell เป็นเพียงนวนิยายหนาราวร้อยหน้านิด ๆ แต่ชวนผู้อ่านขบคิดถึงแนวคิดเรื่อง ‘ความหวัง’ ไปจนถึง ‘ความเป็นนิรันดร์’ (Eternity) ได้อย่างน่าสนใจ
‘โซเรน’ (Soren) ตัวเอกของเรานั้นคือผู้โชคร้าย ไม่เพียงแต่เมื่อชีวิตได้จบสิ้นลงแล้ว เขาจำต้องร่วงหล่นสู่แดนนรก แต่ศาสนาที่ตัวของเขายึดถือเป็นครรลองคลองธรรมในชีวิตตลอดมากลับเป็นเรื่องไม่จริง เพราะศาสนาที่จริงแท้ หรือเป็นเจ้าของดวงวิญญาณของเขาเมื่อผ่านพ้นชีวิตมาแล้วกลับเป็นศาสนาโซโรอัสเตอร์ หมายความว่าหลักธรรมและบุญบามในแบบของความเชื่อเดิมที่เขายึดถือนั้น ปราศจากซึ่งความหมาย
ไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือหลักความเชื่อรูปแบบใดล้วนทำหน้าที่เป็นเสาเข็มทางจิตใจของมนุษย์ทั้งสิ้น ความเชื่อเหล่านั้นหล่อหลอมการคิดและการกระทำตั้งแต่จิตรู้สำนึกไปจนถึงใต้สำนึก ซึ่งสิ่งที่ถูกตั้งคำถามผ่านหนังสือเล่มนี้คือคำถามที่ว่า จะเป็นอย่างไรถ้าสิ่งที่เรายึดถือว่าจริงแท้อย่างไร้ข้อกังขากลับพังทลายลงอย่างไร้เยื่อใย?
ความเชื่อที่ถูกวางศรัทธาไว้อย่างหนักแน่นกลับล่มสลายราวกับว่าไม่เคยมีอยู่ มนุษย์จะรู้สึกอย่างไร และหากผ่านพ้นไปแล้ว มนุษย์จะเหลืออะไรบ้าง?
แม้ว่าจะก้าวหน้าไปเพียงไหน แต่สิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าการมีอยู่ของมนุษย์ถูกวางอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อและค่านิยมบางประการ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นนั้นจะสัตย์ซื่อต่อความซื่อสัตย์ที่เรามอบใหตั้งแต่แรกเริ่ม หากวันหนึ่งความเชื่อเหล่านั้นปล่อยมือเราอย่างไม่ใยดี มนุษย์อย่างเราก็คงไม่ต่างอะไรจากขยะอวกาศลอยเคว้งอย่างไร้ศูนย์ถ่วง ความไขว้เขวเหล่านี้สะท้อนออกมาผ่านถ้อยคำและความรู้สึกของตัวละครดังว่า
“แล้วผมจะมั่นใจอะไรได้อีก ใครจะรู้ ผมอาจเจอหนังสือของผมในอีกหนึ่งแสนล้านปีข้างหน้า หย่อนลงไปในช่องนั้น แล้ตู้ม พบว่าโซโรอัสเตอร์เองก็ไม่ใช่ความจริง”
ถึงกระนั้น บ้างก็อาจคิดว่า ในความโชคร้ายก็คงมีความโชคดี เพราะแม้จะอยู่ในนรก แต่นรกของโซโรอัสเตอร์ก็ไม่ได้ดูน่ากลัว โหดร้าย แถมนิรันดรเฉกเช่นนรกแบบอื่น ๆ หรือในแบบที่ดันเต้บรรยายเอาไว้สักหน่อย แถมยังเต็มไปด้วยหนังสือที่รอให้เราไปอ่านนับไม่ถ้วน นี่มันสวรรค์ของนักอ่าน (หรือแม้แต่นักไม่อ่าน แต่จำต้องอ่านเพราะต้องเข้าสู่วงการนรก) ชัด ๆ !
แถมยังมีอาหารให้เลือกกินตามใจชอบ เพียงแค่สั่งไป นอกจากนั้น นรกแห่งนี้ยังมีกฎอีกว่า ถ้าหาหนังสือเรื่องตัวเองพบจะได้ออกไป นรกอะไร เปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายและความหวังจะได้ออกไปในอนาคตอีกด้วย
ในแง่ของหนังสือนับล้าน (ๆ — ไม่ยมกกี่ตัวก็ยากจะระบุได้แน่ชัด) ที่รอเราไปอ่าน ส่วนใหญ่ของมันนั้นล้วนเป็นตัวอักษรผสมกันมั่ว ๆ อ่านได้ไม่รู้ความ ท่ามกลางความมั่วซั่วเหล่านี้ เพียงแค่เจอหนังสือแคลคูลัสสักเล่มอาจจะเป็นความบันเทิงเกินจินตนาการถึงก็ได้
เมื่อเห็นนรกเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงยุคสมัยของ AI ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI เต็มไปหมด และยิ่งนานวันเข้ายิ่งเยอะขึ้น อีกทั้งหลาย ๆ อันยังกลวงเปล่าและไร้ความหมาย จนอดไม่ได้ที่จะนึกว่าถ้าวันหนึ่งอินเทอร์เน็ตของเราเต็มไปด้วย AI Slop เช่นนี้ ก็อาจจะให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่นรกของโซโรอัสเตอร์ก็ได้
แต่นรกนี้ก็ยังมีหวังนี่!
ณ นรกแห่งนี้จะมีป้ายที่เขียนระบุว่าควรทำอะไร เหมือนกับป้ายคำแนะนำข้อปฏิบัติที่เราพบเห็นบริเวณชายหาดหรือทางเดินขึ้นภูเขา ในข้อหนึ่งมีคำกล่าวที่เขียนว่า
“2. จงอย่าหมดหวัง จดจำไว้ว่าไม่มีสิ่งใดจีรัง
วันหนึ่งเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเพียงความทรงจำอันเลือนราง”
หมายความว่าความทุกข์ทรมานนี้วันหนึ่งจะหมดไป แตกต่างจากนรกของดันเต้อย่างสิ้นเชิงที่ยืนยันหนักแน่นว่า ความทุกข์ทรมานนี้จะคงอยู่ตลอดไป
แรกเริ่มก็เป็นเช่นนั้น ที่ว่าความหวังเหล่านี้จะทำให้นรกแห่งนี้ ดูไม่เลวร้ายเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจของมนุษย์กับการรับมือความยาวนานของกาลเวลา (นับแสนล้านปี) ไปจนถึง วังวนการมีหวังและผิดหวังสลับไปมา (เช่น การมีหวังเล็ก ๆ ว่าจะพบคนรักของเขาอีกครั้งในนรกแห่งนี้) ก็ชวนตั้งคำถามว่า ความหวังเหล่านี้เป็นยาใจของมนุษย์เราจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียง ‘น้ำตาล’ ที่เพียงประทานความสุขให้กับมนุษย์เพียงชั่วคราว ก่อนจะกระชากเรากลับไปโหยกระหายอย่างทรมานเช่นเดิม
นอกจากจะชวนเราขบคิดถึงความเป็นอนันต์ และความไร้แก่นสารอันมหาศาลของหนังสือแล้ว A Short Stay in Hell ก็ยังชวนเราขบคิดถึงนรกในมุมมองที่แตกต่างออกไป ว่าบางที นรกที่ไร้ความหวังก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น หรืออาจจะไม่ได้ทุกข์ทรมานและเหวี่ยงวนเท่ากับนรกที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง