11 เม.ย. 2569 | 20:00 น.

“อย่ามองข้ามสิ่งผิดปกติเป็นอันขาด”
วัฏจักรในชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ดำเนินเคียงคู่ไปกับความเคยชิน แต่ความเคยชินนี้เองก็ตั้งอยู่บนรากฐานสำคัญสองประการ อย่างแรกคือความชำนาญ สิ่งใดที่ยิ่งทำบ่อย ยิ่งย้ำ ยิ่งซ้ำ ยิ่งกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะลงแรงกระทำในสิ่งนั้น ในขณะเดียวกัน คู่เคียงมากับความเคยชินนั้น คือความชินชา หรือการที่สำนึกของมนุษย์ตัดทอนรายละเอียดในการรับรู้สิ่งรอบตัวจากความเคยชินที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลาและจำนวนที่นานและมากพอที่จะทำให้สมองของเราสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่นั้นคืออะไร โดยปราศจากความจำเป็นในการพินิจเพิ่มเติม
‘การเพิกเฉย’ (Apathy) นับเป็นหนึ่งในสายธารของบาปทั้งเจ็ดประการตามหลักความเชื่อของคริสต์ศาสนาที่อยู่ในร่มเงาของ ‘ความเกียจคร้าน’ (Sloth) ด้วยเหตุนั้น ดาบสองคมของความเคยชินที่ทำหน้าที่บรรเทาความเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวันโดยการลดทอนสายตาในการสังเกตและพินิจพิเคราะห์รายละเอียดรอบตัวคือการที่มันอาจผลักผู้คนไปอยู่ในสถานะที่เต็มไปด้วยความเพิกเฉย โดยเฉพาะการเพิกเฉยต่อสรรพสิ่งที่ปรากฏชัดว่าผิดแปลกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น
การหยิบยกเอาวิดีโอเกมมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ในแง่หนึ่งอาจดูน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะเมื่อชื่อเสียงเรียงนามเหล่านั้นได้ก่อร่างสร้างความสำเร็จเอาไว้อย่างงดงาม ทว่าเมื่อเห็นคำว่า ‘ดัดแปลงสู่ภาพยนตร์’ ทีไร ความกังขาและไม่แน่นอนภายในจิตใจก็อุบัติขึ้นในทรวงของใครหลายคนแทบจะในทันที
‘Exit 8’ นับเป็นวิดีโอเกมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับค่ายหรือผู้พัฒนาอื่น ๆ สร้างสรรค์เกมด้วยคอนเซปต์และกลไกทำนองเดียวกัน
นับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของสายธารการพัฒนาวิดีโอเกมสยองขวัญ เมื่อหยิบเอาองค์ประกอบของความเป็น ‘Walking Simulator’ ที่เป็นรากฐานของเกมสยองขวัญทั่วไปอยู่แล้ว มาประยุกต์รวมกับเกมแนว ‘Puzzle’ โดยเฉพาะในแง่ของการจับผิดภาพ และเมื่อสมาธิของผู้เล่นถูกกระชากให้จดจ่อกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอเกม ก็ยากที่จะหนีพ้นความสยองขวัญที่เขาเหล่านั้นต้องเผชิญ
กลไกของเกม Exit 8 ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก และตั้งอยู่บนกฎเพียงไม่กี่ข้อ เพียงแค่คุณต้องเดินหน้าไปบนสถานที่ที่ซ้ำซากจำเจ และกวาดสายตามองไปรอบกายอย่างถี่ถ้วนว่ามีสิ่งใดผิดปกติไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่ — เช่นการที่สิ่งของอยู่ผิดที่ผิดทาง หรือแม้แต่ใครสักคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ควรจะอยู่ ณ ที่แห่งนั้น — ซึ่งเมื่อพบ จงอย่ารีรอที่จะหันหลังกลับไปทางเดิม แต่ถ้าหากไร้ซึ่งความผิดปกติ ก็จงเดินหน้าต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันหลังกลับไป
เพียงทำเท่านี้วนซ้ำไปแปดครั้ง เขาเหล่านั้นย่อมพบกับทางออกจากทางเดินพิศวงแห่งนี้ แต่ถ้าหากว่าพลาดไป ก็จงอย่าสิ้นหวังที่ต้องไปเริ่มใหม่ตั้งแต่แรกสุด
นับเป็นผลงานการกำกับที่น่าสนใจจากสายตาของ ‘เก็งคิ คาวามูระ’ (Genki Kawamura) นักเขียนเจ้าของผลงาน If Cats Disappeared from the World และผู้กำกับภาพยนตร์ A Hundred Flowers รวมไปถึงบทบาทของเขาในการเป็นผู้ควบคุมการผลิตภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามนามว่า ‘Your Name’ เพราะใน ‘Exit 8’ คาวามูระไม่เพียงถ่ายทอดมันออกมาด้วยรสชาติความสยองขวัญของ J-Horror แต่ยังผนวกเอาบรรยากาศซึ่งเป็นที่นิยมยิ่งในยุคปัจจุบันอย่าง ‘Liminal Space’ เพื่อทำให้ทางเดินไร้ที่สิ้นสุดเหล่านี้พิศวงไปมากกว่าเดิม
แต่นอกจะหยิบเอาคอนเซปต์ของวิดีโอเกมที่ได้รับความนิยมมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจแล้ว เนื้อหาและแนวคิดที่ถูกผูกร้อยให้เข้ากับกลไกของทางเดินที่ดูจะไร้จุดจบนี้ กลับยิ่งทำให้ Exit 8 น่าสนใจยิ่งกว่าเดิม เพราะจากที่เราเห็นนั้น การจับผิดทางเดินแห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกไป แต่เป็น ‘แดนชำระ’ ต่อบาปบางประการที่สังคมเราได้เผลอปลดปล่อยมันออกมาโลดแล่นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา
มองดูเผิน ๆ นั้น ทางเดินไร้จุดจบแห่งนี้แทบจะไม่ต่างอะไรจาก ‘นรก’ (Hell) แต่หากว่าเรากำลังมองนิยามของแดนอเวจีผ่านคริสต์ศาสนาและงานกวีอันเลื่องลืออย่าง ‘Inferno’ จาก ‘ดันเต อาลีกีเอรี’ (Dante Alighieri) นรกนั้นปราศจากความหวัง และไร้จุดสิ้นสุด มีความทุกข์ทรมานนิรันดร์
ทว่าห้วงพิศวงและทางเดินย้ำซ้ำของ Exit 8 หาใช่ทางเดินไร้ที่สิ้นสุด เพราะหากสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคและฝ่าฟันไปจนถึงทางออกที่แปดได้ อิสรภาพก็จะหวนคืนกลับมาสู่เขาผู้นั้นอย่างแน่นอน อีกทั้งการก้าวเดินบนทางเดินรถไฟใต้ดินแห่งนี้ยังต้องอาศัย ‘ความหวัง’ และ ‘ความพยายาม’ มหาศาล เพราะเพียงเลือกพลาดแม้แต่ครั้งเดียว การเริ่มต้นใหม่เป็นเพียงหนทางเดียว
การมองหา ‘สิ่งผิดปกติ’ (Anomaly) นับเป็นองค์ประกอบสำคัญตั้งแต่ในฉบับวิดีโอเกม เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวตัดสินสำคัญของผู้เล่น (อีกทั้งยังเป็นวิธีการสอดแทรกความสยองขวัญเอาไว้อย่างแยบยล) พอขยับมาในรูปแบบของภาพยนตร์ เมื่อถูกผนวกรวมเข้ากับบริบทของเนื้อเรื่อง สิ่งผิดปกติที่ว่านี้ยิ่งถูกถ่ายทอดอย่างมีความหมายยิ่งกว่าเดิม
นับตั้งแต่ฉากแรกของภาพยนตร์ เราจะเห็นได้ว่า ตัวละครเอกสวมใส่หูฟังอยู่บนรถไฟใต้ดินท่ามกลางช่วงเวลาที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ทว่าท่ามกลางความเบียดเสียดแนบแน่นนั้น เสียงทารกคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา แต่ด้วยความรำคาญ ชายวัยทำงานคนหนึ่งก็ระเบิดอารมณ์ออกมาโดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจและต่อว่าแม่ของเด็กที่ไม่ทำให้ลูกน้อยของเธอหยุดร้อง ในขณะที่ผู้คนรอบข้างก็ก้มหน้ากับชีวิตของตนเอง ราวกับว่าความเห็นอกเห็นใจที่เหือดแห้งนั้นเป็นเรื่องปกติ — แม้แต่ตัวละครเอกผู้หลงทางของเราก็เลือกที่จะสวมหูฟังและไม่ยุ่งกับ ‘ความผิดปกติ’ ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายตาของพระเจ้าองค์ใด ที่ได้เลือกพาชายผู้หลงทางคนนั้นเข้าไปสู่ ‘แดนชำระ’ (Purgatory) ในรูปแบบของทางเดินที่วนซ้ำไปซ้ำมาดังที่เราได้เห็นในภาพยนตร์ โดยมีกฎให้เขาคนนั้นมองหาสิ่งผิดปกติท่ามกลางสถานที่อันสุดแสนจะธรรมดา ซ้ำไปซ้ำมา แต่ท่ามกลางความซ้ำไปซ้ำมานั้น เขาสามารถหลุดออกไปได้ หากได้กระทำการ ‘ชำระบาป’ หรือ ‘ผ่านบททดสอบ’ ของแดนพิศวงนี้
อุปสรรคที่ตัวละครเอกของเรา (รวมถึงมัตตัยตนใดก็ตามที่บังเอิญหลงเข้ามาในที่แห่งนี้) เผชิญคือความท้าทายว่าเขาเหล่านั้น ‘มอง’ และ ‘พินิจพิเคราะห์’ สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากพอหรือเปล่า ทุก ๆ ช่วงทางเดินที่เขาก้าวผ่านเข้าไปนั้นอาจแทรกไปด้วยรายละเอียดที่ผิดแปลกไปจากเดิม และหากมีเพียงครั้งเดียวที่เขานั้น ‘เฉยเมย’ หรือ ‘มองข้าม’ เขาก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
ที่แห่งนี้จึงเป็นคุณครูคนสำคัญที่จะเข้ามา ‘สอน’ หรือ ‘ดัดนิสัย’ ให้ตัวเอกของเราใส่ใจกับรายละเอียดรอบตัว และไม่หลงเดินไปข้างหน้าอย่างไร้สติเพราะความเคยชิน เพราะท่ามกลางสิ่งที่ดูเหมือนธรรมดานั้น มีสิ่งที่ไม่ธรรมดาแฝงอยู่เสมอ
ส่วน ‘ชายผู้เอาแต่เดิน’ ชายผู้สวมเสื้อเชิร์ตสีขาว ถือกระเป๋าหนึ่งข้าง และเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดจบนั้นอาจจะแตกต่างออกไป เพราะตัวเขาอาจเป็นบุคคลที่ได้ก้าวพลาดจากแดนชำระและร่วงหล่นลงไปใน ‘นรก’ เพราะหนทางของเขาปราศจากทางออกอีกต่อไป การที่เขาได้โอกาสในการชำระบาป แต่ไม่สามารถก้าวผ่านมันไปได้ และเลือกที่จะคว้าทางออกที่ใกล้ที่สุดจึงทำให้เขาร่วงหล่นลงไปในหุบเหวของอเวจี และแน่นอนว่าความหวังหรือความพยายามใด ๆ ก็ไร้ซึ่งผลอีกต่อไป ณ ที่แห่งนั้น
เขาผู้นั้นได้กลายเป็นคนที่เฉยเมยต่อสรรพสิ่งรอบตัว และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างนิรันดรไร้จุดจบ
หนึ่งในแสงไฟแห่งความหวังในเรื่องและเป็นบุคคลที่เข้ามาช่วยชีวิตใครต่าง ๆ หลายครั้งก็หนีไม่พ้น ‘เด็กชาย’ ผู้ที่สังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอยู่เสมอ และสามารถมองเห็นสิ่งที่ผิดแปลกไปจากเดิม ในขณะที่ผู้ใหญ่คนอื่น ๆ เลือกที่จะเฉยเมย ชวนให้ผู้ชมได้ขบคิดต่อว่าสายตาของเด็กอันบริสุทธิ์นั้นมีแนวโน้มที่จะตรวจจับความผิดแปลกได้ดีกว่าสายตาของผู้ใหญ่ที่ถูกเคลือบย้อมไปด้วยความเคยชิน
ท้ายที่สุดนั้น แม้ชายผู้หลงทางจะสามารถก้าวผ่านแดนชำระออกมาได้ แต่เขาไม่ได้เพียงแค่ได้ ‘อิสรภาพ’ กลับคืน แต่ยังได้ชำระความเพิกเฉยที่เคยปกคลุมตัวเขาไปอีกด้วย
สถานการณ์ที่วนซ้ำกลับมาอาจเป็นบททดสอบว่าตัวเขาได้ปลดพันธนาการจากบาปดังกล่าวได้จริงแท้หรือไม่
แน่นอนว่า ตัวละครผู้หลงทางของเราเลือกที่จะทำอะไรที่แตกต่างกันออกไป
แต่ไม่แน่ว่าถ้าหากเขาเลือกจะสวมหูฟังนั้นกลับคืน Exit 8 ก็อาจได้กล่าวต้อนรับเขาอีกครั้ง…
อย่าลืมนะครับ หากพบสิ่งผิดปกติ ให้หันหลังกลับทันที