Call Me by No Name: “ว่าแต่... นายชื่ออะไรนะ?”

Call Me by No Name: “ว่าแต่... นายชื่ออะไรนะ?”

บางครั้ง ความรักไม่ได้จบลงเพราะเราไม่รักกัน แต่จบลงเพราะเราไม่เคย “เห็นกันจริง ๆ” เรื่องราวของการพบกันอีกครั้งระหว่างคนรักเก่า กลายเป็นกระจกสะท้อนว่า ความสัมพันธ์ที่เคยคิดว่าดี อาจเป็นเพียงพื้นที่ที่ใครคนหนึ่งค่อย ๆ เลือนหายไป… จนวันหนึ่ง ต่อให้ยืนอยู่ตรงหน้า ก็กลายเป็น ‘คนแปลกหน้า’

KEY

POINTS

1

ผมชื่อ ‘แชมป์’ 

เป็นเรื่องแปลกนะที่มีคนเขียนบทความด้วยการแนะนำตัวด้วย ‘ชื่อเล่น’ 

แต่คิดว่าจะเป็นการดีกว่าหากทำความรู้จักกันไว้ก่อนที่จะ ‘คุณ’ จะลืม ‘ผม’

 

แต่สาเหตุที่คุณจะลืมผมนั้นเป็นอะไร เอาไว้ก่อน มาฟังที่จะเล่าดีกว่า 

โดยเรื่องของผมมีอยู่ว่า...

 

2

บรรยากาศร้านกาแฟในยามสาย สร้างความผ่อนคลายระหว่างผมกับเธอได้มาก

เรื่องของเรื่องคือเราเลิกรากันไปนานกว่าแปดปี โดยไม่มีการติดต่อกันเลย ความรู้สึกของผมและแววตาของเธอทำให้การเจอกันด้วยบังเอิญครั้งนี้เกิดบทสนทนา ก่อนยกระดับไปเป็นการเปิดใจ

“เรายังจำได้นะว่าเดตแรกเราคือไปดูหนัง” ผมเริ่มบทสนทนาระหว่างที่เธอรอกาแฟแก้วโปรด และจำได้ด้วยว่าเธอชอบคาปูชิโนหวานน้อย หากโรยด้วยผงชินาม่อนให้ด้วย วันนั้นเธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ซึ่งผมเชื่อว่า การที่เราคบกันตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยมปลายจนถึงวันสุดท้ายของอุดมศึกษาได้นั้น เป็นเพราะผมพยายามสร้างความสัมพันธ์ให้ดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็เท่าที่หนุ่มน้อยนักศึกษาจะทำได้ 

 

งานวิจัยของ ‘ซูริค อกรามันต์’ (Zulic-Agramunt C) นักวิจัยที่ศึกษาด้านความรุนแรงในการออกเดทในวัยรุ่นชาวชิลีกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความสัมพันธ์ที่หล่อหลอมจากคุณภาพของความสัมพันธ์ ประสบการณ์ ความผูกพัน และความเชื่อที่สะสมร่วมกัน จะยกระดับความความสัมพันธ์ของคู่รักได้” 

และเมื่อได้อ่านแนวทางการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของเด็กวัยรุ่นจากงานของนักวิจัยท่านนี้ ก็เชื่อว่า ในช่วงเวลานั้น ผมทำตามได้ครบถ้วน ทั้งเรื่องของ

  • ความรับผิดชอบต่อความรู้สึก (Affective Responsibility) ที่หมายถึง การดูแลเอาใจใส่ความรู้สึกของคู่ตนเอง ตั้งใจที่จะไม่ทำร้ายกันเพื่อสร้างความไว้วางใจ
  • การเคารพความเป็นส่วนตัว (Respect for Individuality) คือการเคารพในพื้นที่ส่วนตัว เวลา และความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละฝ่าย
  • ทักษะการสื่อสารและต่อรอง (Communication & Negotiation) การพูดคุยกันอย่างเปิดใจและรู้จักเจรจาเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน
  • การแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อเกิดความขัดแย้ง ต้องรู้จักขอโทษ หาข้อตกลงร่วมกัน และประนีประนอม
  • ความไว้เนื้อเชื่อใจและความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นแกนหลักที่ทำให้กระบวนการของความสัมพันธ์ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

3

เธอนั่งฟังเรื่องเล่าอวยยศของผมอยู่สักครู่ ก่อนเดินไปเอา “อเมริกาโนคั่วกลาง”​ ที่สั่ง เมื่อกลับมานั่งที่เดิม แววตาเธอดูเศร้าลง อาจเพราะคิดถึงเรื่องราวที่เราผ่านมาด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมตอนนั้นเธอเลือกที่จะทำเช่นนั้น และตอนนี้ น่าจะเป็นเวลาที่ดีที่จะถามเหตุผล

“ยังจำได้นะ วันที่ไปหาเธอแล้วเห็นว่าอยู่กับเขา” ผมย้อนกลับไปวันสุดท้ายที่เจอกัน 

จำได้ว่าผมติดต่อเธอไม่ได้ทั้งคืน จนฟ้าสางผมรีบนั่ง ‘รถกระเปาะ’ ไปหาเธอที่หอพักหลังรามฯ ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในใจและนิ้วมือทั้งห้าจากการที่ผมชกเสาหอพักเต็มแรงเมื่อเห็นเธอเดินออกมาจากห้องพักพร้อมคนคนนั้น 

เธอทำลายความไว้ใจของผม

โดยไม่ขอคำอธิบายใด ๆ ผมเดินออกมาจากตรงนั้น และเดินออกมาจากชีวิตเธอ

เธอนั่งนิ่งตั้งใจฟัง อเมริกาโน่ของเธอมีหยดน้ำเกาะทั่วแก้ว เหมือนเสียงบรรยากาศในร้านเงียบไป มีเพียงสายตาที่ดูหมองกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด... 

“นายรู้ไหมว่ามันอึดอัด สับสน และเจ็บปวดมากแค่ไหน กว่าจะก้าวข้ามมันมาได้”  เธอเอ่ยด้วยสายตาเหม่อลอย พร้อมกับเล่าต่อไปว่า ตลอดเวลาที่คบกับผม โลกด้านสว่างคือการที่ได้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน หลายอย่างเป็นประสบการณ์ยอดเยี่ยม ความทรงจำที่ดีมากมายของเธอเกิดขึ้นช่วงเวลานั้น

“แต่ด้านมืดของความสัมพันธ์ ก็มีเป็นพิษไม่น้อย” เธอเอ่ย

แล้วบอกว่า ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมีคำพูดทำร้ายจิตใจหลายอย่างถูกใช้กับเธอเมื่อมีความไม่เข้าอะไรก็ช่างเกิดขึ้น จากนั้นผมจะใช้การนิ่งเฉยโยนใส่ ทำหมือนเธอไม่มีตัวตน ไร้การขอโทษ ไร้การปรับความเข้าใจ อาจเพราะผมคิดว่าผมฉลาดกว่าหรืออาจเพราะไม่ว่าอะไร ผมก็ทำได้ดีกว่าเธอทุกเหตุการณ์ 

คำพูดทุกคำของผมคือเหตุผล แต่สิ่งที่พ่นจากปากเธอเป็นเพียงแค่อารมณ์ที่ไม่มีการกลั่นกรอง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการตอกย้ำเสมอว่า เธอไม่ปกติ ไม่ดีพอ และบางครั้งก็ทำเหมือนกับเธอไม่มีประโยชน์ และปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่า สิ่งดีที่สุดที่ชีวิตเธอมีได้... ก็คือผม

“นายมักจะทำตัวเป็นกำแพงที่มาตั้งขวางหน้า ทำให้ฉันไม่กล้าข้าม ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ไม่กล้า... แม้แต่จะเป็นตัวเอง” เธอพูดเสียงราบเรียบ

ผมนั่งนิ่งตั้งใจฟัง... 

หยดน้ำที่เกาะรอบแก้วอเมริกาโน่ของเธอไหลลงบนโต๊ะ 

4

หลังคำพูดของเธอ ผมเห็นภาพความเย็นชา เฉยเมย และคำพูดที่กดให้เธอเป็นเหมือนตุ๊กตาที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่นเวลาที่ผมอารมณ์ดี เป็นที่ระบายเมื่อผมรู้สึกว่าต่อสู้กับโลกภายนอกไม่ไหว และตั้งอยู่ในห้องไว้เฉย ๆ เวลาที่ผมมีกิจกรรมอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่า 

​จากนั้นเธอก็พูดถึงขั้นตอนแรกในการการฟื้นฟูตัวเองที่ทำ คือการจัดการกับความรู้สึกผิดอันแสนเลวร้ายที่ผมโยนใส่เธอ กลับไปนับถือและมั่นใจในตัวเอง 

“กระบวนการนี้ค่อย ๆ เกิดขึ้นช้า ๆ สับสน และเจ็บปวด” เธอย้ำ

สิ่งต่อมาที่เธอทำ คือการตัดสินใจออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษด้วยการพยายามมองโลกให้กว้างขึ้น บอกตัวเองว่ายังมีคนอีกมากมายที่เข้าใจ เมตตา และเห็นอกเห็นใจ จนทำให้เธอรู้ว่าไม่จำเป็นต้องผูกชีวิตไว้กับคนใดคนหนึ่งก็ได้ 

“จนวันที่ฉันกลับมารักตัวฉันเองได้ ฉันก็เลิกรักนาย” เธอยิ้ม

ผมเศร้า

5

อเมริกาโน่ของเธอหมดแล้ว 

แต่การพูดคุยของเรายังดำเนินต่อ

อาจเป็นเพราะเวลาที่ผ่านมานานมากพอ ผมจึงฟังสิ่งที่เธอพูดทั้งหมดโดยไร้ซึ่งความโกรธ นึกภาพออกทันทีเลยว่า ถ้าเป็นสมัยคบกัน ผมอาจจะทำอะไรบางอย่างให้เธอต้องเสียน้ำตาไปแล้ว 

ตอนนี้ผมเข้าใจว่าการรักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ และคนรักที่ดีต้องทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น 

ผมรู้แล้วว่าผมเป็นขั้วตรงข้ามของสิ่งที่ นักวิจัยชาวชิลีพูด คิดเอง เออออเอง ว่าสิ่งทำไปจะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น 

“ฉันเสียใจที่เลือกทำแบบนั้นกับนาย... ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ฉันรู้ว่า ยังมีวิธีมากมายที่จะทำให้ฉันเดินออกจากความสัมพันธ์ Toxic แบบนั้นได้ และการรีบมีคนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง”​ เธอเอ่ยอีกครั้ง 

ก่อนเล่าว่า ไม่กี่เดือนต่อมาก็เลิกคบกับผู้ชายคนนั้น 

และย้ำว่าสิ่งสำคัญจริง ๆ ไม่ใช่การหาคนใหม่มาทดแทน ที่ต้องทำคือการรักและเข้าใจตัวเอง

ผมพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ละอายเมื่อความเข้าใจ 

เกิดขึ้นในวันที่เธอเดินออกไปแล้ว 

6

“แล้วตอนนี้คบกับใครอยู่ไหม” ผมถามตัดบท 

“ไม่รู้สิ... แต่ถ้านายจะขอกลับมา น่าจะเป็นไปไม่ได้” เธอตอบตัดบท “ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเยียวยาตัวเองด้วยการปล่อยตัวเองให้ได้เสียใจ ไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง... นั่งทบทวนด้วยเวลาที่มากพอ ไม่เร่ง ไม่รีบร้อน พยายามลืมทุกอย่างเกี่ยวกับนาย...”

“และตอนนี้ ฉันก็ไม่รู้จักนายแล้ว”

ผมพยักหน้าช้าเพื่อบอกเธอว่า “เข้าใจ” 

คงเพราะเวลาทำให้เราทุกคนเติบโต ข้ามผ่าน เป็นคนใหม่ และเดินมาออกมาจนไกลจากจุดนั้น และตอนนี้เราก็แทบไม่รู้จักกันอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ 

“คราวหน้ากัน ก็ทักกันบ้างนะ” ผมเอ่ยคำลาแบบกลาย ๆ 

“ได้สิ...” เธอยิ้ม 

“ว่าแต่... นายชื่ออะไรนะ?”

 

เรื่อง: IMK

ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI 

 

บทความนี้คือ 1 ใน 7 บทความจากทั้งหมด 53 เรื่อง ที่ส่งเข้ามาร่วมประกวดในแคมเปญ Call Me By No Name หลังจากนี้ทีม The People จะทยอยเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางของ The People ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้

เราขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกคนจากหัวใจ ที่มอบความไว้วางใจและเรื่องราวชีวิตให้เราได้อ่าน ทีมงานตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรด้วยความเคารพต่อประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนเสมอ แม้ไม่ใช่ทุกเรื่องจะได้เผยแพร่ แต่ทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าในตัวของมันเอง และเราอยากส่งกำลังใจให้ทุกคนอย่าหยุดเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึกในวันที่อ่อนล้า หรือการเขียนชีวิตของตัวเองขึ้นใหม่ด้วยสองมือของคุณเอง หากมีใครหรือสิ่งใดทำให้คุณตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง ขอให้คุณค่อย ๆ ถอยออกมาในจังหวะที่หัวใจยังไหว และเลือกเก็บพื้นที่ชีวิตไว้ให้กับสิ่งที่อ่อนโยนต่อคุณ

เพราะเพียงแค่คุณยังเลือกเขียน เลือกยืนอยู่ในเรื่องราวของตัวเอง เสียงนั้นก็มีความหมายมากพอแล้ว

.