Victory Garden : เมื่อวาทกรรม ‘พึ่งตนเอง’ ถูกใช้เพื่อปัดความรับผิดชอบ

Victory Garden : เมื่อวาทกรรม ‘พึ่งตนเอง’ ถูกใช้เพื่อปัดความรับผิดชอบ

‘Victory Garden’ ไม่ใช่แค่สวนผักหลังบ้าน แต่คือบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่เผยให้เห็นว่า วาทกรรม ‘พึ่งตนเอง’ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบ เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้แก้ด้วยโครงสร้าง แต่ถูกผลักให้ประชาชนดิ้นรนลำพัง

KEY

POINTS

วิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งทะยานตอกย้ำความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาปากท้องที่ประชาชนต้องแบกรับไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่เป็นผลพวงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ดันต้นทุนพลังงานให้สูงขึ้นจนกระทบทุกห่วงโซ่การผลิต

ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจระดับมหภาคนี้ คำแนะนำที่ถูกหยิบยื่นให้ประชาชนกลับเป็นเพียงการรณรงค์ให้ “ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา” เพื่อลดค่าใช้จ่าย แม้คำแนะนำนี้จะดูรุ่มรวยไปด้วยความโรแมนติกของวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง แต่มันก็ชวนให้เราตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า นี่คือทางออกที่แท้จริง หรือเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อปัดความรับผิดชอบเชิงโครงสร้าง?

ทว่าการผลักภาระให้ประชาชนพึ่งพาตนเองในยามวิกฤตไม่ใช่ยุทธศาสตร์ใหม่ของโลก หากย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ รัฐบาลมหาอำนาจเคยใช้แนวคิดนี้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายมาแล้วอย่างแยบคาย ภายใต้แคมเปญโฆษณาชวนเชื่อที่รู้จักกันในนาม ‘สวนผักแห่งชัยชนะ’ หรือ ‘Victory Garden’

จุดเริ่มต้นของกระแสนี้ก่อตัวขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ปีคริสต์ศักราช 1917 เมื่อ ‘ชาร์ลส์ แลทรอป แพ็ก’ (Charles Lathrop Pack) เศรษฐีชาวอเมริกัน ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ ‘War Garden’ เพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

เป้าหมายของแคมเปญในยุคนั้นคือการโน้มน้าวให้พลเรือนหันมาปลูกอาหารกินเอง เพื่อที่รัฐจะได้รวบรวมเสบียงที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ ส่งไปสนับสนุนกองทัพและหล่อเลี้ยงผู้คนที่กำลังอดอยากในสมรภูมิยุโรป

ต่อมาเมื่อวิกฤตความอดอยากหวนกลับมาอีกครั้งในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แนวคิดนี้จึงถูกนำมาปัดฝุ่นและยกระดับให้ทรงพลังยิ่งขึ้น ภายใต้แคมเปญการรณรงค์ระดับชาติที่ชื่อว่า ‘อาหารเพื่อชัยชนะ’ หรือ ‘Food for Victory’

การจับจอบเสียมถูกทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักชาติและเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติของพลเมืองดี ถึงขั้นที่สตรีหมายเลขหนึ่งอย่าง ‘เอลินอร์ รูสเวลต์’ (Eleanor Roosevelt) ยังต้องลงมือปลูกสวนผักโชว์ในพื้นที่ทำเนียบขาวเพื่อเป็นต้นแบบแห่งการอุทิศตน

ในเชิงตัวเลข แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ในปี 1944 มีสวนผักเกิดขึ้นกว่า 20 ล้านแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา และสามารถผลิตผักสดได้มากถึง 1 ใน 3 ของผลผลิตที่ปลูกในประเทศทั้งหมด

แต่เบื้องหลังภาพจำอันสวยหรูในโปสเตอร์รณรงค์ ประชาชนในยุคนั้นต้องดิ้นรนอย่างหนักกับภาวะขาดแคลนอุปกรณ์ เนื่องจากเหล็กถูกรัฐดึงไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ทำให้หลายชุมชนต้องใช้เครื่องมือการเกษตรหมุนเวียนกันด้วยความยากลำบาก

เมื่อนำรอยทางของประวัติศาสตร์มาทาบทับกับบริบทสังคมไทย การแนะนำคนไปปลูกผักเพื่อสู้กับค่าครองชีพก็กำลังทำงานในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ศัตรูที่ประชาชนต้องเผชิญหน้าไม่ใช่กองทหารข้าศึก แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่ทับถมพวกเขาอยู่

สิ่งที่กลไกของรัฐมักทำเป็นมองไม่เห็นคือ การเนรมิตสวนผักหลังบ้านไม่ได้อาศัยแค่เพียงความขยัน แต่มันคือเรื่องของ ‘อภิสิทธิ์’ (Privilege) ทางชนชั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

การเพาะปลูกต้องแลกมาด้วยต้นทุนแฝงจำนวนมหาศาล ทั้งเงินทุนสำหรับจัดหาเมล็ดพันธุ์ ดิน ปุ๋ย และอุปกรณ์ ตลอดจนเวลาและเรี่ยวแรง ซึ่งกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือมนุษย์เงินเดือนที่ถูกสูบพลังไปกับการทำงานแลกค่าแรง ย่อมไม่มีแรงเหลือเฟือพอที่จะตื่นมาขุดดิน

ยิ่งไปกว่านั้น ‘พื้นที่’ ยังเป็นข้อจำกัดที่เย้ยหยันความเป็นจริงมากที่สุด ประชากรจำนวนมากในเขตเมืองล้วนถูกบีบให้อาศัยอยู่ในห้องคับแคบที่แสงแดดส่องไม่ถึง พวกเขาขาดแคลนทางเลือกในการเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม และไม่มีแม้แต่ผืนดินสักตารางนิ้วให้เพาะปลูก

การชี้แนะให้ประชาชนหันไปปลูกผัก จึงเป็นการมองข้ามความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเป็นการเสนอทางออกที่ตัดขาดจากความเป็นจริงของชนชั้นรากหญ้าผู้ซึ่งบอบช้ำที่สุดจากวิกฤตนี้ แม้จะมาจากเจตนาดีก็ตาม

ปัญหาค่าครองชีพ ค่าไฟแพง และราคาสินค้าที่พุ่งสูง ล้วนเรียกร้องการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างจากรัฐบาล การผลักภาระให้ปัจเจกบุคคลดิ้นรนเอาชีวิตรอด จึงไม่ต่างจากการละทิ้งหน้าที่ที่รัฐพึงมีต่อประชาชน

หากเราเรียนรู้จากจุดจบของสวนผักแห่งชัยชนะ เราจะเห็นถึงความจริงอันเย็นชาประการหนึ่ง เมื่อสงครามสิ้นสุดและเสบียงสำหรับกองทัพหมดความจำเป็น รัฐบาลก็ถอนการสนับสนุนสวนผักพลเรือนลงในทันที

แรงงานของผู้หญิงที่เคยเป็นแกนหลักขับเคลื่อนสังคมถูกลดทอนคุณค่า สวนผักนับล้านถูกปล่อยทิ้งร้าง และรัฐก็เปิดทางให้อุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่กลับมาผูกขาดระบบอาหารอีกครั้ง

บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า การปลูกผักกินเองมักถูกรัฐนำมาใช้เป็น ‘เครื่องมือ’ ชั่วคราวเพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมืองในยามวิกฤต มากกว่าจะเป็นความตั้งใจจริงในการสร้างระบบนิเวศทางอาหารที่แข็งแกร่งและยั่งยืนให้แก่ประชาชน

แน่นอนว่าการทำเกษตรในครัวเรือนเป็นกิจกรรมที่ทรงคุณค่า มันช่วยสร้างสายใยในชุมชนและบ่มเพาะความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แต่มันควรตั้งอยู่บนฐานของ ‘ทางเลือก’ ที่ผู้คนลงมือทำด้วยความพร้อม ไม่ใช่ ‘ทางรอดสุดท้าย’ ที่ถูกยัดเยียดโดยโครงสร้างที่ล้มเหลว

ที่สุดแล้ว ความโรแมนติกของการพึ่งพาตนเองต้องไม่ถูกใช้เป็นม่านพรางตาเพื่อบดบังความไร้ประสิทธิภาพของระบบ เราต้องไม่ปล่อยให้คำพูดเหล่านี้ทำหน้าที่กลบเกลื่อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะหน้าที่อันดับแรกในการพานาวาฝ่าพายุเศรษฐกิจ คือวิสัยทัศน์และการจัดการของรัฐบาล ไม่ใช่การแนะนำประชาชนให้ไปจับจอบจับเสียมสู้กับเงินเฟ้ออย่างโดดเดี่ยวไร้การเหลียวแล

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: Getty Images