บาดแผลในความทรงจำร่วม ทำไม ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ จึงไม่ใช่เรื่องตลกบนเวทีการทูต

บาดแผลในความทรงจำร่วม ทำไม ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ จึงไม่ใช่เรื่องตลกบนเวทีการทูต

เมื่อ ‘มุกตลก’ ของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ไปแตะต้องบาดแผลระดับชาติอย่าง ‘การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์’ มันจึงไม่ใช่เสียงหัวเราะธรรมดา แต่คือการสั่นสะเทือน ‘ความทรงจำร่วม’ ที่โยงใยไปถึงเถ้าถ่านของ การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ 

KEY

POINTS

กลางห้องทำงานรูปไข่แห่งทำเนียบขาว บรรยากาศการทูตที่ควรจะราบรื่นและทรงเกียรติกลับสะดุดลงด้วยวาทกรรมเพียงไม่กี่ประโยค เมื่อประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ได้เอ่ยถึงปฏิบัติการทางการทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยหันไปตั้งคำถามเชิงหยอกล้อกับนายกรัฐมนตรี ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ แห่งญี่ปุ่นว่า “มีใครรู้จักเรื่องการจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัวดีไปกว่าญี่ปุ่นอีกไหม?” และ “ทำไมคุณถึงไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ?”

คำถามที่อาจเรียกเสียงหัวเราะจากผู้สื่อข่าวบางคนในห้อง กลับทำให้ผู้นำหญิงแห่งชาติญี่ปุ่นเลือกที่จะเผชิญหน้าด้วยการนิ่งเงียบ เบิกตากว้างเล็กน้อย ขยับตัวบนเก้าอี้ และพยายามกลั้นเสียงถอนหายใจโดยปราศจากการโต้ตอบ ปฏิกิริยานี้มิใช่เพียงความประหม่า แต่คือการสงวนท่าทีทางการทูตอย่างถึงที่สุดต่อคำพูดเสียดแทงลึกลงไปในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของชนชาติ

นี่มิใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ หยิบยก ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ มาเป็นมุกตลก ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า “ผมจำเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ได้” กับอดีตนายกรัฐมนตรี ‘ชินโซ อาเบะ’ เพื่อเปรียบเปรยในเชิงหยอกล้อถึงความแข็งแกร่งของญี่ปุ่น สำหรับตัวทรัมป์เอง มันอาจเป็นเพียงวาทศิลป์ที่ใช้เพื่อสร้างความคุ้นเคยตามอุปนิสัยส่วนตัว

ทว่าในมิติทางสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์ มุกตลกที่ดูผิวเผินนี้ ถือเป็นการละเมิดและล่วงล้ำสิ่งที่ลึกซึ้งและเปราะบางอย่างยิ่ง นั่นคือ ‘ความทรงจำร่วม’ (Collective Memory) ของชนชาติญี่ปุ่น เพราะสำหรับพวกเขา เพิร์ลฮาร์เบอร์มิใช่เป็นเพียงวีรกรรมทางการทหาร แต่มันคือปฐมบทของโศกนาฏกรรมที่นำพามาตุภูมิไปสู่หายนะที่ไม่อาจประเมินค่าได้

เพื่อที่จะทำความเข้าใจถึงความละเอียดอ่อนนี้ เราสามารถมองผ่านกรอบคิดของ ‘มอริซ ฮาล์บวอชส์’ (Maurice Halbwachs) นักสังคมวิทยาผู้บุกเบิกทฤษฎี ‘ความทรงจำร่วม’ เขาได้อธิบายไว้อย่างลึกซึ้งว่า ความทรงจำมิใช่เพียงเรื่องของปัจเจกบุคคลที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ทว่ามันถูกประกอบสร้าง หล่อหลอม และค้ำจุนโดยกลุ่มสังคมที่บุคคลนั้นสังกัดอยู่

ความทรงจำร่วมจึงทำหน้าที่เสมือน ‘กาว’ ที่ยึดโยงผู้คนในชาติเข้าไว้ด้วยกัน มันเป็นตัวสร้างอัตลักษณ์ สร้างความรู้สึกร่วมในชะตากรรม และกำหนดกรอบวิธีคิดของคนในสังคมที่มีต่ออดีต บาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมิใช่เพียงหน้ากระดาษในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นร่องรอยความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณร่วมกันของชาวญี่ปุ่น

ดังนั้น เมื่อผู้นำระดับโลกนำจุดเริ่มต้นของไฟสงครามอย่างเหตุการณ์ ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ มาตั้งคำถามเพื่อความขบขัน มันจึงไม่อาจเป็นเพียงมุกตลกทางการทูต แต่มันคือการกระตุกทึ้งปมความทรงจำร่วมที่เชื่อมโยงไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

บาดแผลในความทรงจำร่วม ทำไม ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ จึงไม่ใช่เรื่องตลกบนเวทีการทูต

ในมุมมองของชาวอเมริกัน การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 คือบาดแผลทางใจ (Trauma) ครั้งใหญ่และ ‘วันแห่งความอัปยศ’ (A date which will live in infamy) การสูญเสียชีวิตชาวอเมริกันไปถึง 2,403 คนจากการถูกจู่โจม ได้ปลุกกระแสความโกรธแค้นและดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว ทว่าความเจ็บปวดและวาทกรรมแห่งการทวงแค้นนี้เอง ที่ได้กลายเป็นจุดกำเนิดของโดมิโนแห่งความพินาศสำหรับประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ไม่ใช่จุดจบในตัวมันเอง แต่มันคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่เหตุการณ์ในสงคราม ที่ท้ายที่สุดนำไปสู่การตัดสินใจใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุด เพื่อบีบให้ญี่ปุ่นยอมจำนนและยุติสงครามที่ยืดเยื้อ ท่ามกลางปัจจัยที่ซับซ้อนทั้งทางยุทธศาสตร์การทหาร และความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตทหารอเมริกันนับล้านนายหากต้องยกพลขึ้นบกที่เกาะญี่ปุ่น

เช้าตรู่วันที่ 6 สิงหาคม 1945 ท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิม่าถูกฉีกกระชากด้วยแสงสว่างวาบอันอำมหิต เมื่อระเบิดปรมาณู ‘ลิตเติลบอย’ (Little Boy) ถูกทิ้งลงมา ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลองภายในชั่วพริบตาเดียว

และเพียงสามวันถัดมา ในวันที่ 9 สิงหาคม โศกนาฏกรรมก็ซ้ำรอยที่เมืองนางาซากิ เมื่อระเบิด ‘แฟตแมน’ (Fat Man) ซึ่งมีอานุภาพการทำลายล้างรุนแรงกว่าลูกแรก ถูกทิ้งลงสู่หุบเขา สังหารชีวิตผู้คนบริสุทธิ์ไปอย่างโหดร้ายทารุณท่ามกลางเปลวเพลิง

ตัวเลขความสูญเสียจากอาวุธมหาประลัยทั้งสองลูกนี้สูงเกินกว่าที่จิตวิญญาณของมนุษย์จะรับไหว มีผู้เสียชีวิตราว 90,000 ถึง 166,000 คนในฮิโรชิม่า และ 60,000 ถึง 80,000 คนในนางาซากิ ซึ่งผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตจากรัศมีการทำลายล้างในครั้งนี้ ส่วนใหญ่คือ ‘พลเรือนผู้บริสุทธิ์’

ฝันร้ายของชาวญี่ปุ่นไม่ได้ยุติลงแค่ความตายในพริบตานั้น ผู้ที่รอดชีวิต หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘ฮิบาคุชะ’ (Hibakusha) ต้องเผชิญกับนรกบนดินที่ยืดเยื้อ พวกเขาคือพยานบุคคลที่มีชีวิต ซึ่งแบกรับความทรงจำร่วมแห่งความตายและรังสีอำมหิตเอาไว้บนรอยแผลเป็น

ละอองเถ้าถ่านกัมมันตภาพรังสีที่ตกลงมาในรูปของ ‘ฝนดำ’ (Black Rain) ได้นำมาซึ่งโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและความเจ็บป่วยเรื้อรังที่ตามหลอกหลอนผู้คนไปตลอดชีวิต บาดแผลทางร่างกายนี้แฝงตัวลึกและสร้างความหวาดผวาไปถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสู่ลูกหลาน

ยิ่งไปกว่าความบอบช้ำทางกาย เหล่าฮิบาคุชะยังต้องเผชิญกับอคติที่โหดร้ายและการถูกเลือกปฏิบัติในสังคม ทั้งในเรื่องสิทธิการจ้างงานและการแต่งงาน เนื่องจากความหวาดกลัวอย่างฝังรากลึกของสังคมต่อรังสีที่มองไม่เห็น ทำให้หลายคนต้องแบกรับความเจ็บปวดนั้นไว้เพียงลำพัง

ด้วยความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดนี้ การที่ผู้นำสหรัฐฯ พาดพิงถึง ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ อย่างผิวเผินและติดตลก จึงเปรียบเสมือนการใช้นิ้วสะกิดอย่างเลือดเย็นลงบนรอยแผลเป็นระดับชาติ เป็นการละเลยเส้นทางแห่งความตายที่ทอดยาวจากหายนะที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ไปสิ้นสุดลงที่เถ้าถ่านของฮิโรชิม่าและนางาซากิ

บาดแผลในความทรงจำร่วม ทำไม ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ จึงไม่ใช่เรื่องตลกบนเวทีการทูต

ผู้นำประเทศระดับมหาอำนาจพึงระลึกอยู่เสมอว่า ความทรงจำร่วมและความสูญเสียอันใหญ่หลวงของชนชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่ ‘วัตถุดิบ’ ที่จะถูกนำมาผลิตซ้ำเพื่อสร้างความบันเทิง หรือใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ต่อรองทางการทูตเพียงเพื่อเรียกเสียงหัวเราะในห้องประชุม

การทูตที่ชาญฉลาด ทรงเกียรติ และสง่างาม จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจทางประวัติศาสตร์’ ดังเช่นสุนทรพจน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 2016 ที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะอย่างเด่นชัด เมื่อเขาเน้นย้ำถึง ‘พลังแห่งการปรองดอง’ และความอดกลั้น

ความนิ่งเงียบของนายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ต่อคำถามที่เสียดแทงนั้น จึงมิใช่การยอมจำนน แต่คือการใช้ความสงบนิ่งเพื่อรักษาเกียรติภูมิแห่งมาตุภูมิ และปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกกดดันด้วยวาทกรรมที่ขาดความละเมียดละไม

บาดแผลในความทรงจำร่วม ทำไม ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ จึงไม่ใช่เรื่องตลกบนเวทีการทูต

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เราเห็นว่า บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเพียงอดีตที่ดับสูญ ทั้ง ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ และ ‘ฮิโรชิม่า-นางาซากิ’ สมควรที่จะถูกจดจำด้วยความเคารพสูงสุดในฐานะรอยน้ำตาแห่งภัยสงคราม เพื่อให้ ‘สันติภาพ’ เป็นสิ่งที่งอกงามอย่างยั่งยืน มิใช่ถูกลดทอนคุณค่าลงเป็นเพียงตลกร้ายของผู้นำโลก

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

     "Atomic bombings of Hiroshima and Nagasaki." Wikipedia, Wikimedia Foundation, 15 Mar. 2026. เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2026.

     "Attack on Pearl Harbor." Wikipedia, Wikimedia Foundation, 19 Mar. 2026. เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2026.

     "Donald Trump Told Japan's Shinzo Abe 'I Remember Pearl Harbor' and Then Ripped the Prime Minister Over Trade Deals: Report." Newsweek, Newsweek Digital LLC. เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2026.

     Halbwachs, Maurice. On Collective Memory. Edited by Lewis A. Coser, University of Chicago Press, 1992. เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2026.

     Kulišić, Marija, and Miroslav Tuđman. "Monument as a Form of Collective Memory and Public Knowledge." INFuture2009: “Digital Resources and Knowledge Sharing”, 2009, pp. 125-133. เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2026.

     "Takaichi startled by Trump's 'Why didn't you tell me about Pearl Harbor?' remark." Japan Today, GPlusMedia Inc. เข้าถึงเมื่อ 20 มีนาคม 2026.