19 มี.ค. 2569 | 12:20 น.

KEY
POINTS
เราสนิทสนมกันมาเป็นเวลากว่าสามปี และฉันใช้เวลาอีกสามปีในการวิ่งไล่ตามความสัมพันธ์ บำบัดตัวเอง ไปจนถึงการเลือกตัดต้นตอของความเจ็บปวดทิ้งเพื่อลดอาการอักเสบของหัวใจ
ก่อนจะเริ่มต้น ก็ต้องขอแจ้งบริบทกับผู้อ่านก่อนว่านี่เป็นประสบการณ์ระหว่าง ‘เพื่อน’ ไม่ใช่ระหว่าง ‘คนรัก’ และฉันกับเขาต่างเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว และเรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นแผลสดใหม่แต่อย่างใด แม้ว่าจะเด่นชัดในความทรงจำ เป็นไฮไลต์ของชีวิตก็ตาม
ฉันเคยมีเพื่อนอยู่หนึ่งคนที่มีเรื่องให้คุยกันได้ทุกวัน เขาเป็นคนคุยสนุก บุคลิกภาพสดใส และมีความป๊อปปูลาร์ มักเป็นศูนย์กลางของวงสนทนาเสมอ และฉันก็ภูมิใจมากที่ได้เป็นเพื่อนของคนคนนี้ นอกจากนั้นยังเป็นคนที่จริงใจ มีความรักที่จะช่วยเหลือผู้คน นี่คือภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบในสายตาเรา
และการไป ‘Idolize’ หรือสร้างภาพให้คนคนนึงเพอร์เฟกต์ไปทุกอย่าง ก็เป็นที่มาส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษของฉัน เพราะฉันมองคนคนนี้ในฐานะ ‘เพื่อนที่สมบูรณ์แบบ’ ไม่ใช่มนุษย์ที่ตัดสินใจผิดพลาดได้ พลั้งทำไม่ดีกับคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าอีกฝ่ายเป็น ‘คนท็อกซิก’ โดยแท้นั้นก็ไม่ยุติธรรม ฉันเชื่อมาตลอดว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนผิดไม่มากก็น้อย
ทว่าในช่วงท้ายของความสัมพันธ์ เวลานั้นไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีอะไรเป็นชนวนชัดเจน มีแต่ฉันที่ดำดิ่งสู่โลกที่มืดมนขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเช้าฉันทวนถามตัวเองว่าฉันทำผิดอะไร? และกังขาตัวเองว่าทำไมเพื่อนคนนี้ที่เราก็ว่าสนิทถึงทำกับเราเหมือนเป็นคนไม่รู้จักกัน ทำไมทุกครั้งที่คุยกับเขา ตัวฉันถึงลีบเล็กลงทุกที ๆ
ทำไมในงานนั้นที่เขาเป็นเจ้าภาพและฉันไปช่วยเป็นงานอาสา ไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์อะไร ทำไมถึงปล่อยให้คนอื่นตำหนิฉันว่าทำงานไม่ดีต่อหน้าทุกคน โดยที่ยืนมองเฉย ๆ ไม่ปกป้องหรือช่วยอธิบายว่า ฉันได้รับบรีฟมาแบบนี้ ในสถานการณ์หน้างานที่มีข้อจำกัดเช่นนี้
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกเหนื่อยเหมือนจะตาย เขากลับบอกฉันว่า “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน”
และสถานการณ์อื่น ๆ ที่ฉันยากจะรื้อฟื้นเพราะพยายามลบไปจากหัว แต่ทุกครั้ง คุณค่าของฉันก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะทุกครั้งที่ฉันแสดงความรู้สึกอะไรไป เขาทำเหมือนความรู้สึกของฉันไม่จริง ฉันคิดไปเอง เขาปล่อยให้ฉันจมอยู่กับการกังขาตัวเอง และออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสว่าง
ในวันที่ฉันรังเกียจตัวเองที่สุด สงสัยทุกเส้นทางที่ตัวเองเลือก ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเป็นเพราะอะไร แต่ความขุ่นมัวในใจมันชัดเจนขึ้น ฉันร้องไห้ทุกวันโดยไม่รู้สาเหตุ แต่ฉันรู้ตัวว่าฉันไม่พอใจเขามากขึ้นทุกวัน ๆ การอยู่กับเขาคือความเจ็บปวด เพราะในวันที่ฉันให้เขาเป็นที่หนึ่งของฉัน เขาไม่เคยเห็นฉันเป็น Top 3 ด้วยซ้ำ
ทุก ๆ ครั้ง ที่คุยกับเขา เหมือนตัวตนฉันแหลกสลายไปเรื่อย ๆ พร้อมความรู้สึกไร้ค่าที่ทวีคูณขึ้น เหมือนฉันสำคัญตัวผิด ถ้าฉันเจ็บปวด ก็มีคนเจ็บปวดมากกว่า ถ้าฉันเหนื่อย ก็มีคนเหนื่อยมากกว่า ความรู้สึกของฉันไม่มีอยู่จริง และความเคารพในตัวเองของฉันก็แตกเป็นเสี่ยง และภาพนี้ก็ฉายให้เห็นชัดกับพฤติกรรมที่หม่นหมอง หน้านิ่วคิ้วขมวด กระทบกับสังคมรอบตัวของฉัน ฉันยังมีเพื่อนอีกหลายคน แต่ก็ยังจดจ่ออยู่ที่คนคนเดียวเพราะรักเขามาก ลำบากเพื่อน ๆ ที่ต้องคอยปลอบและให้คำปรึกษา
บางคนบอกฉันว่า “เหมือนอกหักเลยเนอะ” ก็จริง เหมือนเรารักเขาข้างเดียว เขาสำคัญกับเราแต่เราคงไม่ได้สำคัญขนาดนั้นสำหรับเขา
บางคนบอกฉันว่า “เขาอาจจะคิดกับเธอเป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่เพื่อน” ก็จริงอีก เราคงคาดหวังไปเองว่าจะได้ความเคารพอย่างที่ให้ไป
ด้วยความคิดที่สะเปะสะปะก็ยากจะหาต้นตอแห่งความทุกข์เจอ ประกอบกับมรสุมด้านการงานรุมเร้าจนสติแตก ก็เดชะบุญที่เลือกคุยกับนักจิตบำบัด กว่าจะเจอคนที่ช่วยปลดล็อกได้ก็เสียน้ำตาและหม่นหมองมากขึ้นเรื่อย ๆ นักจิตบำบัดตั้งใจฟังฉันเล่าเรื่องราวเงียบ ๆ และคอมเมนต์กลับมาว่า “มีความตระหนักรู้ในความคิดของตัวเองดีมาก” คือตัวฉันนั้นเท่าทันว่าที่เป็นอยู่มันไม่ดี แต่แก้ไขไม่ได้ นักจิตบำบัดยังได้ย้ำกับฉันว่า ความรู้สึกของฉันนั้นสำคัญและมีอยู่จริง นี่คือความจริงในเวอร์ชันของฉัน
ฉันพยายามจนตัวเองป่วย จนต้องขอความเห็นใจจากคนแปลกหน้า เพื่อให้เขาช่วยรักษาและบอกฉันว่าไม่ต้องพยายามอีกแล้ว
ฉันรับโจทย์ในการเขียน Journal และฝึกลมหายใจ เพื่อดึงความคิดที่วนเวียนกระจัดกระจายกลับมาที่ตัวเอง เมื่อต้องกลับมาติดตามความคืบหน้า นักจิตบำบัดพูดกับฉันว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” โดยที่เขาไม่ได้พูดถึงบ้านที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่บ้านในที่นี้ คือ ‘ตัวฉัน’ ความรู้สึกของฉัน หัวใจของฉัน ที่กลับมาอยู่กับฉันจริง ๆ และบ้านก็ควรจะอยู่ที่ตัวฉัน ไม่ใช่ไปมอบกุญแจบ้านนี้ให้ใคร ให้เขามีสิทธิ์ขับไล่และช่วงชิงความอบอุ่นสบายใจ ประหนึ่งว่าไปขออาศัยเขาอยู่
ฉันร้องไห้หนักที่สุดในรอบหลายปี เพราะประโยคสั้น ๆ นี้
ฉันตัดสินใจเลิกพยายาม เลิกพยายามทำเหมือนฉันมีความสุขดี ไม่ฝืนยิ้ม และบรรยากาศก็แย่ลงอย่างเห็นได้ชัดจนคนรอบข้างสังเกตได้ อีกหนึ่งข้อคิดที่ได้จากการบำบัด คือฉันเลิกฝืนที่จะแบกความรู้สึกของคนอื่นไว้ ฉันห้ามใครให้รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก เหมือนที่คนอื่นก็ห้ามความรู้สึกของฉันไม่ได้เหมือนกัน เรารับผิดชอบความรู้สึกใครไม่ได้นอกจากตัวเอง
ทางที่ฉันเลือกคือการตัดขาดความสัมพันธ์ เพราะใจฉันตอนนั้นก็ได้แค่นี้ ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าทำไมถึงโกรธ เพราะมันก็ไม่ได้มีชนวน ฉันก็รู้สึกไร้ค่าไปเอง ผิดหวังไปเอง ก็เลือกที่จะเดินออกมาเอง ในจังหวะที่ยังต้องเจอกันอยู่เขาก็ถามสั้น ๆ ว่า หมู่นี้ไม่ได้เจอกันเลย แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้หรือรบเร้าหาคำอธิบายอะไร เขาเองก็คงรับมือไม่ถูก ก็สาแก่ใจนิดหน่อย เพราะที่ผ่านมาฉันเหมือนคุยกับกำแพง รอเวลาตอบกลับ 3-5 วันทำการ และสิ่งที่ตอบกลับก็ทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่าได้เสมอ นี่แหละก็คือผลลัพธ์จากสิ่งนั้น ฉันไม่เอาแล้ว ไม่เอาอะไรอีกแล้ว
ในช่วงแรกก็เจ็บปวด เหมือนจี้หนองออก รู้สึกผิดเสียด้วยซ้ำว่าเราไม่แฟร์เลย น่าจะอธิบายเสียหน่อย แต่ก็มีบุคคลที่ฉันเคารพรักให้ทัศนะสะท้อนกลับมาว่า จะไปอธิบายทำไม จะเอาอะไรอีก ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็คือทำดีที่สุดแล้ว มันได้จบลงแล้ว
และมันก็จบลงแบบนั้น เงียบหายและตายจากกันไป ไม่มีอะไรจะต้องพูดคุยกันอีก แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต เป็นบทเรียนที่ทำให้โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จัดการความคาดหวังที่ตัวเอง และใช้ชีวิตแบบเท่าทันมากขึ้น
ในวันนี้ ฉันไม่ได้โกรธเขา คิดถึงบ้าง และภาวนาให้มีชีวิตที่ดีจากใจจริง แต่ไม่ได้อยากอธิบายอะไรอีก ไม่ได้ฟูมฟายอีกแล้ว
ฉันแค่กลับมาอยู่ในบ้านของตัวเอง และค่อย ๆ ซ่อมแซมตัวตนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
เรื่อง: เลม่อนติดต้น
ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI
บทความนี้คือ 1 ใน 7 บทความจากทั้งหมด 53 เรื่อง ที่ส่งเข้ามาร่วมประกวดในแคมเปญ Call Me By No Name หลังจากนี้ทีม The People จะทยอยเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางของ The People ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้
เราขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกคนจากหัวใจ ที่มอบความไว้วางใจและเรื่องราวชีวิตให้เราได้อ่าน ทีมงานตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรด้วยความเคารพต่อประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนเสมอ แม้ไม่ใช่ทุกเรื่องจะได้เผยแพร่ แต่ทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าในตัวของมันเอง และเราอยากส่งกำลังใจให้ทุกคนอย่าหยุดเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึกในวันที่อ่อนล้า หรือการเขียนชีวิตของตัวเองขึ้นใหม่ด้วยสองมือของคุณเอง หากมีใครหรือสิ่งใดทำให้คุณตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง ขอให้คุณค่อย ๆ ถอยออกมาในจังหวะที่หัวใจยังไหว และเลือกเก็บพื้นที่ชีวิตไว้ให้กับสิ่งที่อ่อนโยนต่อคุณ
เพราะเพียงแค่คุณยังเลือกเขียน เลือกยืนอยู่ในเรื่องราวของตัวเอง เสียงนั้นก็มีความหมายมากพอแล้ว