‘Narrative Economics’ : เมื่อ ‘ความกลัว’ เดินทางเร็วกว่า ‘น้ำมัน’

‘Narrative Economics’ : เมื่อ ‘ความกลัว’ เดินทางเร็วกว่า ‘น้ำมัน’

สงครามระหว่าง ‘อิหร่าน’ กับ ‘อิสราเอล’ ทำให้การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก แต่สิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าเรือบรรทุกน้ำมัน คือ ‘ความกลัว’  ในตลาดการเงิน บทความนี้ชวนมองผ่านเลนส์ ‘Narrative Economics’ ว่าทำไมข่าวหนึ่งข่าวจึงเขย่าเศรษฐกิจโลก และเหตุใดความไม่แน่นอนจึงมีราคาแพงกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

KEY

POINTS

ในโลกที่ข่าวสารเดินทางเร็วกว่าน้ำมันดิบ ความตึงเครียดระหว่าง ‘อิหร่าน’ และ ‘อิสราเอล’ ไม่ได้สั่นสะเทือนเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง หากแต่กระเพื่อมไปถึงความคาดหวังของผู้บริโภคในประเทศที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร 

แม้คลังสำรองพลังงานของหลายประเทศยังอยู่ในระดับปลอดภัย แต่ ‘ความเป็นไปได้’ ของความขัดแย้งที่อาจลุกลาม ก็เพียงพอจะทำให้ ‘ราคาน้ำมัน’ ในตลาดล่วงหน้าผันผวน และในบางสังคม เพียงพอจะทำให้ผู้คนเริ่มปรับพฤติกรรมการบริโภคทันที ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นความจริงประการหนึ่งว่า เศรษฐกิจไม่ได้ตอบสนองต่อ ‘ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว’ เท่านั้น หากตอบสนองต่อ ‘เรื่องเล่าของสิ่งที่อาจเกิดขึ้น’ อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน 

การทำความเข้าใจกลไกดังกล่าวจำเป็นต้องย้อนกลับไปยังงานของ ‘โรเบิร์ต เจ. ชิลเลอร์’ ผู้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า ‘เศรษฐศาสตร์เรื่องเล่า’ (Narrative Economics) ซึ่งเข้ามาหักล้างความเชื่อเดิม ๆ ของนักเศรษฐศาสตร์ ที่เคยมองว่า “ตลาดและผู้คนตัดสินใจซื้อขายด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงเสมอ”

บริบทกำเนิดของแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากสงครามตะวันออกกลาง หากเกิดจากความพยายามอธิบายความผิดปกติในตลาดการเงินสหรัฐอเมริกา ชิลเลอร์เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ราคาสินทรัพย์จำนวนมากแกว่งตัวรุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะอธิบายได้ เขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ความผันผวนเกินเหตุ’ (Excess Volatility) ซึ่งเป็นการท้าทายแนวคิด ‘ตลาดมีประสิทธิภาพ’ (Efficient Market Hypothesis) โดยตรง เพราะหากตลาดสะท้อนข้อมูลอย่างสมบูรณ์ ราคาก็ไม่ควรเคลื่อนไหวเกินกว่าความเปลี่ยนแปลงของกำไรหรือเงินปันผลในระดับที่เห็นได้ชัดในประวัติศาสตร์

หนึ่งในกรณีศึกษาคลาสสิกที่ทำให้คำถามของชิลเลอร์มีน้ำหนักคือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่’ (The Great Depression) การพังทลายของตลาดหุ้นในปี 1929 อาจมีรากฐานจากฟองสบู่การเก็งกำไร แต่ความยืดเยื้อของภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ลากยาวเกือบทศวรรษนั้น ยากจะอธิบายด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากพิจารณาข้อมูลพื้นฐานในช่วงต้นทศวรรษ 1930 จะพบว่าผลประกอบการและเงินปันผลไม่ได้ลดลงลึกหรือยาวนานพอที่จะทำให้เศรษฐกิจพังพินาศได้ขนาดนั้น ทว่าบรรยากาศการใช้จ่ายและการลงทุนกลับไม่ยอมฟื้นตัวตาม

สิ่งที่ชิลเลอร์ชี้ให้เห็นคือ ‘เรื่องเล่า’ ที่ครอบงำสังคมในเวลานั้นได้เปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน วิกฤตไม่ได้ถูกตีความว่าเป็นเพียงความผิดพลาดของตลาด แต่ถูกเล่าใหม่ผ่านมุมมองเชิงศีลธรรม (Moral Narrative) ว่านี่คือ ‘บทลงโทษจากสวรรค์’ ต่อความฟุ้งเฟ้อและมัวเมาในยุคก่อนหน้า (Roaring Twenties) ความรู้สึกผิด ความระมัดระวัง และการยกย่องความประหยัดกลายเป็นคุณค่าใหม่ทางสังคม ผู้คนรู้สึกผิดที่จะซื้อเสื้อผ้าใหม่หรือจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ การใช้จ่ายจึงถูกกดทับด้วยบรรยากาศทางวัฒนธรรมที่เรื่องเล่าสร้างขึ้น เศรษฐกิจจึงจมลึกไม่ใช่เพราะโครงสร้างทางการเงินพังทลายเพียงลำพัง แต่เป็นเพราะ ‘จินตนาการร่วมของสังคม’ ได้หดตัวลงพร้อมกัน

ในทางจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายผ่านแนวคิด ‘Affect Heuristic’ ซึ่งชี้ว่ามนุษย์มักใช้ความรู้สึกเป็น ‘ทางลัด’ ในการประเมินความเสี่ยง เมื่อผู้คนเห็นภาพข่าวความรุนแรงและถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับสงคราม ระดับความวิตกกังวลจะพุ่งสูงขึ้นในทันที ทำให้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ร้ายแรงถูกประเมินสูงเกินจริง นอกจากนี้ แนวคิด ‘Animal Spirits’ ของ ‘จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์’ ยังสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักทางอารมณ์มากกว่าเหตุผลเชิงคำนวณ

เมื่อความไม่แน่นอนอยู่ในระดับที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ผู้คนมักเลือกใช้กลยุทธ์ “กันไว้ดีกว่าแก้” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ‘Loss Aversion’ ที่ระบุว่ามนุษย์ให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยง ‘ความสูญเสีย’ มากกว่าการได้รับประโยชน์ในระดับเดียวกัน การยอมเสียเวลาต่อคิวเติมน้ำมัน จึงไม่ใช่เพียงการซื้อเชื้อเพลิง แต่คือ ‘การซื้อความอุ่นใจ’ และเมื่อภาพคิวปั๊มน้ำมันที่ยาวเหยียดปรากฏขึ้นบนโซเชียลมีเดีย ‘พฤติกรรมอุปทานหมู่’ (Herding Behavior) ก็ยิ่งถูกเสริมแรง เพราะการกระทำของคนหมู่มากได้ถูกตีความไปแล้วว่า นั่นคือ ‘ข้อมูลเตือนภัย’ ถึงความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นความจริงประการสำคัญว่า เศรษฐกิจในยามวิกฤตไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผลล้วน ๆ หากแต่ตั้งอยู่บน ‘เรื่องเล่าที่ผู้คนเชื่อร่วมกัน’ และเมื่อเรื่องเล่านั้นแพร่กระจายไปรวดเร็วพอ มันสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริงได้ แม้ข้อเท็จจริงทางกายภาพจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยก็ตาม

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การเตรียมความพร้อมเรื่องสต็อกน้ำมัน หรือการใช้กลไกกองทุนพลังงานมาอุดหนุนราคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘การทำความเข้าใจพลังของเรื่องเล่า’ การสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงหรือตัวเลขเชิงเทคนิคอาจไม่เพียงพอ หากรัฐไม่สามารถสร้าง ‘ความรู้สึกมั่นคง’ ที่มีพลังแข็งแรงกว่า ‘ความกลัว’ ได้

เพราะในโลกที่ข้อมูลเดินทางรวดเร็วกว่าเรือบรรทุกน้ำมัน สิ่งที่กำหนดทิศทางตลาดอาจไม่ใช่ทรัพยากรที่มีอยู่จริง แต่คือ ‘จินตนาการร่วมของสังคม’ ที่มีต่ออนาคต และบางครั้ง... วิกฤตอาจไม่ได้เริ่มต้นจากของที่ขาด แต่เริ่มต้นจากเรื่องเล่าที่ทำให้เราเชื่อว่า “มันกำลังจะขาด” และเมื่อคนจำนวนมากเชื่อพร้อมกัน เรื่องเล่านั้นก็อาจมีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นในสนามรบเสียอีก

 

เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: Reuters 

 

อ้างอิง:

     "Book review* Finance and the Good Society." SSRN. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Brown, Brendan. "Narrative Economics: How Stories Go Viral and Drive Major Economic Events." The Quarterly Journal of Austrian Economics, vol. 22, no. 4, Winter 2019, pp. 620-626. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     "Case–Shiller index." Wikipedia, The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, 5 Nov. 2025. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Fader, Susan. "Narrative Economics: Reframing the Roles of Storytelling and Behavioral Economics." QRCA VIEWS, 16 Jul. 2020. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Gurung, Malvika. "What is the Shiller P/E Ratio?" Investing.com, 17 Feb. 2026. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     "Irrational Exuberance (book)." Wikipedia, The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, 3 Mar. 2026. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     jawor (Compiled by Felix, PANews). "Narrative economics in the crypto market: Vision over indicators, sentiment over application." MEXC News, 16 Jul. 2025. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Johnson, Vidhu. "Cognitive Bias in Economic Decision Making: The Influence of Herding Behaviour of Consumers on Business and Investment." International Journal for Multidisciplinary Research (IJFMR), vol. 7, no. 1, Jan.-Feb. 2025. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     "Robert Shiller." Yale Department of Economics, Yale University. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Robisco, Andres Alonso, and Jose Manuel Carbo. "Analysis of CBDC Narrative by Central Banks using Large Language Models." SUERF Policy Brief, no. 723, 9 Nov. 2023. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Roos, Michael, and Matthias Reccius. "Narratives in economics." arXiv, 26 Oct. 2022. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     "S&P 500 Shiller CAPE Ratio Charts, Data." GuruFocus, 1 Mar. 2026. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Schmidt, Tobias, et al. "Identifying economic narratives in large text corpora – An integrated approach using Large Language Models." Ruhr Economic Papers, 2025. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Shiller, Robert J. "Do Stock Prices Move Too Much to be Justified by Subsequent Changes in Dividends?" The American Economic Review, vol. 71, no. 3, Jun. 1981, pp. 421-436. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Shiller, Robert J. "Narrative Economics." Cowles Foundation Discussion Paper No. 2069 / 2533, Yale University, Jan. 2017. EliScholar. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Shiller, Robert J. "Speculative Asset Prices." Prize Lecture, The Nobel Prizes, 8 Dec. 2013 (Revised 1 Feb. 2014). เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Shiller, Robert J. "Three Questions: Prof. Robert Shiller on Bitcoin." Yale Insights, Yale School of Management, 19 Oct. 2017. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Wallison, Peter J. "Three Narratives about the Financial Crisis." Cato Journal, vol. 31, no. 3, Fall 2011, pp. 535-549. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.

     Yandle, Bruce. "Book Review: Narrative Economics: How Stories Go Viral and Drive Major Economic Events, Robert J. Shiller." The Independent Review, vol. 24, no. 4, Spring 2020. Independent Institute. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 2569.