Call Me by No Name: เมื่อฉันมองเธอเป็นเพียง ‘แมว’

Call Me by No Name: เมื่อฉันมองเธอเป็นเพียง ‘แมว’

ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและคำว่า ‘ทีมเดียวกัน’ เมษาเคยยกหัวใจให้เพื่อนสนิทคนหนึ่ง จนวันที่เธอค้นพบว่า บางความสัมพันธ์ไม่ได้ทำร้ายเพราะเกลียด หากทำร้ายเพราะหวาดกลัว บทความนี้คือการเรียนรู้ครั้งสำคัญว่า การถอยออกมาอย่างเข้าใจ และมองอีกฝ่ายเป็นเพียง ‘สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง’ อาจเป็นวิธีทวงคืนอำนาจเหนือหัวใจของเราเอง

KEY

POINTS

เรื่องราวของ ‘เมษา’ กับการเรียนรู้ความเจ็บปวด ให้มองเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งคือแมว

ในวันที่ฉันก้าวเข้าสู่ตึกสูงระฟ้า พร้อมกับเพื่อนร่วมงานใหม่ที่เพิ่งจะผ่านการสัมภาษณ์มาด้วยกัน นั่นคือ ‘ริตา’ เธอเป็นคนแรกที่เจอและยื่นลูกอมรสมะนาวมาให้ฉัน พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้พนักงานใหม่อย่างฉันรู้สึกว่าโลกของวัยทำงานไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิด สำหรับเด็กจบใหม่อย่างฉัน การเจอริตาช่วยให้คลายกังวลในการทำงานและการเข้าสังคมในวัยผู้ใหญ่ ที่เราไม่อาจพบเจอเพียงแค่คนในวัยเดียวกันเหมือนในรั้วมหาวิทยาลัย

ไม่นานนักเราทั้งคู่ก็กลายเป็น ‘คู่หู’ ในสายตาคนทั้งแผนก เราไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าวเที่ยง แชร์เพลย์ลิสต์เพลงโปรด หรือปลอบใจกันในวันที่โดนหัวหน้าตำหนิ ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ดีเลยใช่ไหม? มันทำให้ฉันเผลอคิดและยิ้มมุมปากอย่างสบายใจในวันที่ฝนตกหนักใกล้เลิกงานแบบนี้

จู่ ๆ ก็มีมือบาง ๆ มาตบที่ไหล่พร้อมบอกว่า “เมษา กลับบ้านกันเถอะ” พร้อมรอยยิ้มที่คุ้นเคย เราเดินไปด้วยกันก่อนจะแยกย้ายกันขึ้นรถเพื่อขับกลับบ้าน

เมื่อฉันเริ่มเชื่อว่าริตาคือ ‘เพื่อนสนิท’... นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการค่อย ๆ จางหายไปของตัวฉันเอง

เริ่มจากเรื่องเล็กน้อยที่คิดว่าปล่อยผ่านได้ เช่น การที่ริตามักจะพูดขัดขึ้นมากลางวงส้มตำว่า “เมษาเขาเก่งนะพี่ แต่บางทีก็ซุ่มซ่ามจนเกือบทำไฟล์หาย ดีนะริตาช่วยเช็กให้” หรือการที่ริตามักจะขอให้ฉันช่วยดูงานของเธอจนฉันต้องเลิกงานดึก แต่ฉันก็ไม่คิดมากเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนกัน เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมากสำหรับมิตรภาพที่มีให้กัน

แต่พอถึงคราวที่ฉันได้เลื่อนตำแหน่งไปทำโปรเจกต์สำคัญ ริตากลับทำเพียงวางหน้านิ่งใส่ ไม่แสดงความยินดีใด ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงคำพูดสั้น ๆ ว่า “โชคดีจัง” สิ่งที่ริตาแสดงออกทำให้ฉันกลับมานั่งสงสัยว่า เราทำให้เพื่อนรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า? ทั้งที่ก่อนหน้านี้เรายังหัวเราะด้วยกันอยู่เลย

จากนั้นมา ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ริตา ฉันรู้สึกเหมือนต้องย่อตัวลงครึ่งหนึ่งเสมอเพื่อให้ริตาดูสูงขึ้น ฉันต้องทำตัวให้ดู ‘โชคดี’ มากกว่า ‘เก่งกาจ’ เพื่อให้ริตาสบายใจ ฉันต้องแสร้งทำเป็นว่าชีวิตมีปัญหาเพื่อให้เธอได้ทำหน้าที่ผู้รับฟังที่ดี ความสัมพันธ์นี้เหมือนหมอกควันสีเทาที่ค่อย ๆ หนาขึ้นจนมืดดำ เพียงเพราะฉันอยากรักษามิตรภาพนี้ไว้ จนลืมนึกถึงจิตใจของตัวเอง

ในที่สุดฉันเริ่มสงสัยในทุกการตัดสินใจของตัวเอง จากคนที่เคยพูดเสียงดังฟังชัดและร่าเริง ฉันกลายเป็นคนพูดเบาลง ขี้เกรงใจจนผิดปกติ และที่แย่ที่สุด... ฉันเริ่มเกลียดความสำเร็จของตัวเอง เพราะไม่อยากเห็นสายตาตัดพ้อจากคนที่ฉันเรียกว่าเพื่อนสนิท ฉันลืมมองความจริงใต้พรมที่ฉาบด้วยมิตรภาพไว้นั้น จนกระทั่งวันที่ไม่คาดคิดก็มาถึง

ในห้องประชุมขนาดใหญ่ จู่ ๆ ฉันก็ได้ยินไอเดียที่ฉันเคยปรึกษาริตาเป็นการส่วนตัว โดยถูกนำเสนอออกจากปากของเธออย่างหน้าตาเฉย ริตามองสบตาฉันครู่หนึ่ง มันไม่ใช่สายตาของเพื่อนที่สำนึกผิด แต่เป็นสายตาของ ‘นักล่า’ ที่เพิ่งคว้าชัยชนะจากการแย่งชิงคนอื่นมาอย่างไม่สะทกสะท้าน

หลังจบประชุม ฉันเดินเข้าไปหาริตาด้วยมือที่สั่นเทา แต่ริตากลับยิ้มบาง ๆ ให้ตามปกติพร้อมพูดว่า “เมษา เธออย่าคิดมากสิ เราคือทีมเดียวกันไม่ใช่เหรอ ใครพูดก็เหมือนกันแหละ” เธอตบไหล่ของฉัน แล้วเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์

วินาทีนั้นเองที่คำว่า ‘ริตา’ ในใจของฉันแตกสลายไปแล้ว ฉันว่าการอกหักจากมิตรภาพของเพื่อน มันก็เจ็บไม่ต่างจากการอกหักจากคนรัก หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเราคาดหวังว่าความเป็นเพื่อนจะยืนยาวกว่าความสัมพันธ์รูปแบบอื่น ๆ

ฉันกลับบ้านด้วยใจที่ห่อเหี่ยว นั่งฟังเพลงอยู่ริมหน้าต่างและเผลอเหลือบไปเห็นแมวจรจัดในสวนหลังบ้าน ที่มันกำลังพยายามตะปบผีเสื้ออย่างบ้าคลั่ง พอมันพลาดมันก็ขู่ฟ่อใส่ลมฟ้าอากาศ แล้วก็เดินนวยนาดไปลับเล็บกับต้นไม้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฉันฉุกคิดได้ว่า... ริตาก็คงจะเหมือนแมวตัวนี้

บางทีแมวก็ไม่ได้ข่วนเพราะมันเกลียดเรา แต่มันข่วนเพราะมันกลัว มันระแวง หรือแค่ต้องการปกป้องอาณาเขตอันน้อยนิดของมัน ริตาไม่ได้ทำร้ายฉันเพราะฉันไม่ดี แต่เพราะในโลกอันคับแคบของเธอ ความสำเร็จของคนอื่นคือภัยคุกคาม การมองริตาให้เป็น ‘แมว’ จึงเป็นทางออกที่สันติที่สุด

แมวมักเอาแต่ใจ แต่เราก็ไม่โกรธแมวที่มันไม่ฟังเรา เพราะเรารู้ว่ามันสื่อสาร (แบบมนุษย์) ไม่ได้ บางทีแมวก็ขี้อิจฉา เราก็ไม่เคยเสียใจที่แมวขู่ ตอนเราอุ้มแมวตัวอื่น เพราะเราเข้าใจว่ามันแค่กลัวโดนแย่งความรัก

ในเช้าวันต่อมา ฉันกลับไปที่ออฟฟิศพร้อมความรู้สึกใหม่ และเมื่อริตาเดินเข้ามาจิกกัดด้วยคำพูดอ้อม ๆ อย่างที่ผ่านมา ฉันก็ไม่ได้มีความรู้สึกจุกที่อกเหมือนเคย ฉันทำเพียงแค่มองเธอด้วยสายตาเดียวกัน กับที่มองแมวจรหลังบ้าน... สายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญ

“อ๋อ... วันนี้แมวขู่แฮะ” ฉันคิดในใจ พร้อมยิ้มตอบตามมารยาทแล้วเดินกลับไปทำงานของตัวเอง

การเลิกเรียกชื่อริตา หรือเลิกให้นิยามเธอว่าเพื่อนสนิท มันคือการริบคืนอำนาจที่ฉันเคยให้ไว้กับเธอ เธอเคยมีอำนาจเหนืออารมณ์ของฉัน เพราะฉันมอบความรักในฐานะเพื่อนสนิทให้ แต่เมื่อเธอไม่มีชื่อในฐานะคนสำคัญในชีวิตอีกต่อไป เธอก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายฉันได้อีก ฉันเริ่มกลับมาพูดเสียงดังและร่าเริงอีกครั้ง มั่นใจในการนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ และเลือกกินข้าวเที่ยงกับกลุ่มคนที่ทำให้ฉันเป็นตัวของตัวเอง

ฉันไม่ได้หนีริตาด้วยความโกรธ เพราะความโกรธคือการผูกล่ามเรากับเขาเอาไว้ด้วยกัน แต่ฉันเลือกที่จะเดินออกมาด้วยความเข้าใจ... เข้าใจว่าบางคนเกิดมาเพื่ออยู่ในวงโคจรที่ต่างจากเรา และเราไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปแลกเพื่อให้เขาพอใจ เพื่อมิตรภาพจอมปลอมที่ทำให้เราต้องลืมการเป็นตัวเราเอง

วันนี้ฉันเรียกตัวเองกลับคืนมาได้แล้ว พร้อมกับชีวิตที่เป็นสุข ส่วนเธอน่ะเหรอ? เธอไม่ใช่ริตาเพื่อนรัก 

หรือริตาตัวร้ายอีกต่อไป เธอเป็นแค่ ‘สิ่งมีชีวิต’ ตัวหนึ่งที่ฉันบังเอิญต้องใช้ตึกร่วมกันเท่านั้นเอง 

เพราะเธอ... คือ ‘แมว’

เวลาที่ผ่านไปหลายเดือน ความสัมพันธ์ที่เคยตึงเครียดก็ค่อย ๆ กลับมาสภาวะปกติที่สงบสุขเหมือนเคย

วันหนึ่งในห้องนั่งเล่นของพนักงาน ฉันที่กำลังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือของไปเรื่อย ๆ ริตาเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มน้อง ๆ พนักงานใหม่ เหมือนเคยเธอเริ่มทำพฤติกรรมเดิม ๆ ด้วยการโชว์เหนือด้วยการพูดจากระทบกระเทียบฉันต่อหน้าเด็กใหม่เหล่านั้น

“พี่เมษาเขาโชคดีนะจ๊ะน้อง ๆ ได้ทำโปรเจกต์ใหญ่ตลอดเลย ทั้งที่เมื่อก่อนยังต้องให้พี่ช่วยตรวจทานงานอยู่เลยเนอะ”

ริตาจีบปากจีบคอพร้อมหัวเราะเบา ๆ หวังจะเห็นฉันหน้าเสียเหมือนเมื่อก่อน

ฉันละสายตาจากหนังสือ เงยหน้าขึ้นมองเธอ... แล้วยิ้ม

มันไม่ใช่การยิ้มประชดประชัน แต่มันคือยิ้มที่ฉันใช้มองเจ้าแมวส้มหลังบ้านเวลาที่มันพยายามขู่ฟองสบู่ ฉันไม่ได้พูดแก้ตัวใด ๆ ไม่ได้อธิบายความจริงว่าใครกันแน่ที่ช่วยใคร ฉันเพียงแค่ตอบกลับสั้น ๆ ว่า

“อื้อ ขอบคุณนะริตาที่ยังจำเรื่องเก่า ๆ ได้”

พูดจบฉันก็หันไปส่งยิ้มให้พนักงานใหม่เหล่านั้นอย่างเป็นมิตร แล้วก้มลงอ่านหนังสือต่อ ราวกับว่าเสียงขู่ของแมวเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านก็เท่านั้น

ฉันสังเกตเห็นริตาชะงักไปครู่หนึ่ง หน้าของเธอเริ่มเปลี่ยนสีเพราะปฏิกิริยา ‘ความเฉยชา’ ของฉันมันทำลายเวทีที่เธอกำลังแสดงอยู่จนพังทลาย เธอคงเริ่มรู้ตัวแล้วว่า กรงเล็บที่เธอเคยใช้ลับกับใจของฉันมาตลอด บัดนี้มันข่วนลงบนกำแพงหินที่ไร้ความรู้สึกเสียแล้ว

ก่อนเดินออกจากห้อง ฉันเห็นเธอกำลังเดินไปที่ตู้กดน้ำด้วยท่าทางที่ดูหัวเสียเกินเหตุ ฉันได้แต่คิดในใจอย่างเอ็นดู...

สงสัยวันนี้แมวจะหิวโซแฮะ... แต่น่าเสียดายนะ เพราะฉันไม่ใช่เจ้าของที่ต้องคอยให้อาหาร (ทางอารมณ์) กับเธออีกต่อไปแล้ว

ฉันก้าวเดินออกจากห้องประชุมด้วยแผ่นหลังที่ยืดตรง ลมหายใจเข้าออกเป็นของฉัน และหัวใจที่เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับชีวิตที่เข้าใจมนุษย์และโลกใบนี้มากขึ้นว่า

“เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปได้อย่างใจคิด บางทีทำได้แค่เข้าใจ เพราะไม่สามารถหาเหตุผลให้กับทุกอย่างได้ เริ่มรู้จักการปล่อยผ่านเพื่อความสุข และก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปให้ได้ด้วยจิตใจที่มั่นคง”

 

เรื่อง: ดนตรีกานต์  แก้วกาหลง

ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI 

 

*บทความนี้คือ 1 ใน 7 บทความจากทั้งหมด 53 เรื่อง ที่ส่งเข้ามาร่วมประกวดในแคมเปญ Call Me By No Name หลังจากนี้ทีม The People จะทยอยเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางของ The People ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569