17 ก.พ. 2569 | 17:18 น.

KEY
POINTS
ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ ที่เพิ่งผ่านมา เป็นอีกครั้งที่สร้างความประหลาดใจ หักปากกาเซียนและผลโพลล์ที่มีก่อนหน้านี้ทั้งหมด เพราะกลายเป็นว่าประชาชนในชนบทที่เป็นความหวังของระบอบประชาธิปไตยไทยกลับเลือกพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ขณะที่ชนชั้นกลางในเมืองหลวงและปริมณฑลต่างเทคะแนนให้พรรคประชาชน
แม้จะเกิดเสียงเรียกร้องให้นับผลคะแนนใหม่ แต่สุดท้ายแล้วด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างกันทำให้เชื่อกันว่าอาจเปลี่ยนผลได้เพียงบางเขต ไม่ถึงกับเปลี่ยนผลคะแนนโดยรวม
คำถามค้างคาใจก็คือ เพราะอะไร ทำไม ประชาชนชาวชนบทถึงเลือกโหวตกันเช่นนั้น? นักวิชาการและนักวิเคราะห์ต่างพากันอธิบายไปต่าง ๆ นานา ซึ่งจนป่านนี้ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าก็ยังไม่มีคำอธิบายใดที่ฟังดู ‘เมกเซนส์’ หรือ ‘เคลียร์ชัด’
สิ่งที่น่างุนงงสงสัยจากผลคะแนนพอกันก็คือ เพราะอะไร ทำไม ชนชั้นกลางชาวกรุงซึ่งแต่เดิมมุ่งการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยม กลับเป็นฝ่ายเลือกพรรคประชาชน แม้แต่พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เคยเป็นขวัญใจชาวกรุงมาแต่เดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังออกมาแถลงยอมรับว่าพรรคประชาชนแข็งแกร่งจริง ๆ
ผลคะแนนนี้นำมาสู่การแตกแยกและแบ่งฝ่ายออกเป็นฝ่ายชาวบ้านในชนบทกับฝ่ายชนชั้นกลางชาวกรุง วาทกรรมเหยียดหยันกันซึ่งมีมาแต่เดิมก็ถูกงัดเอามาใช้อีก เช่นที่มีเสียงก่นด่าว่าคนในกรุงยังเลือกกันได้เท่านี้แล้วจะมาว่าชาวบ้านเขาได้ไง
‘เท่านี้’ ที่หมายถึงการเลือกโหวตให้ผู้สมัครจากพรรคประชาชนท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ในขณะที่คู่แข่งจากพรรคอื่นล้วนแต่จบปริญญาเอก มี ‘ดร.’ นำหน้าชื่อ
การเลือกตั้งในประวัติศาสตร์ไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่เป็นสิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย แทนที่จะเป็นสิ่งแสดงออกถึงความเท่าเทียมกันทางสังคมตามระบอบ “หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง เท่ากัน”
จะว่าชาวชนบทคนบ้านนอกเป็นแบบเดียวกันหมด มองอย่างเหมารวมก็ไม่ได้อีก เพราะคนใต้ก็ยังคง “กินไม่หลากหลาย” ถึงขนาดที่คน ๒ ใน ๓ (๒๐ : ๓๔ ล้าน) เลือกกาเห็นชอบ ในการลงประชามติแก้-ไม่แก้รัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชนชาวด้ามขวานที่ภาคใต้ กลับเลือกสวนทางกับคนส่วนใหญ่
ขณะที่คนเหนือกับคนอีสาน ยังคงเลือกโหวตคล้ายคลึงกัน
ตลอดช่วงที่ผ่านมาพรรคประชาชนเป็นพรรคที่พยายามอย่างหนักที่จะเป็นพรรคการเมืองตัวแทนของชนชั้นกลางชาวกรุง ซึ่งจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่จริงพรรคประชาชนก็ประสบความสำเร็จในแง่นี้ แต่ถึงจะได้ใจชนชั้นกลางชาวกรุงทั้งหมดทั่วประเท ยังไงเสียก็ไม่ช่วยให้ชนะการเลือกตั้ง เพราะในประเทศที่มีสภาพความเหลื่อมล้ำสูงอย่างไทย เสียงส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวบ้านในชนบท จะได้ใจชาวบ้านนั้นจะว่ายากก็ยากโคตร จะว่าง่ายก็ง่ายดายฝุด ๆ อีกเหมือนกัน เพราะคุณต้องมีนโยบายเศรษฐกิจ (ต้องเชื่อว่าคนเราหายจาก ‘อาการจน ๆ’ ได้ด้วย) ก็มีหลายคนพยายามเตือนมาโดยตลอดแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าประมาท ‘คนละครึ่ง+’ กับ ‘เปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นโฉนด’*
แต่ไม่เป็นไรหรอกเพราะการเลือกตั้งไม่ได้มีหนเดียว ช้าเร็วเดี๋ยวก็ได้โอกาส ‘แก้มือ’ ได้เลือกตั้งกันอีก...
อย่างไรเสีย การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนก็ได้บอกอะไรแก่คนทำงานการเมืองเยอะอยู่ พี่น้องชาวเหนือกับชาวอีสาน ยังรอพวกคุณ ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่มีแต่ ‘ก้อย อรัชพร’ คนเดียวที่เลือก ‘พิธา’ แล้วได้ ‘พิธา’ แต่เป็นคนแบบ ‘พิธา’ ที่ต้องเตรียมพร้อมให้ได้รับเลือกด้วย ต่อให้ได้รับเลือกแล้วไปโดนสกัดไม่ให้เป็นนายกฯ ก็ยังดีที่ได้ใจพวกเขาเธอเหล่านั้น ไม่ใช่หรือ?
อยู่ในใจเป็นหมื่นล้านคำกันทุกคน…
ความจริงมันช่างโหดเหี้ยมและโหดร้าย (ใช่ไหมล่ะ ขอรับ?) เหมือนเป็นฤดูอกหักทั้ง ๆ ที่เป็นเดือนแห่งวันวาเลนไทน์
นอกจากสาว ๆ ที่อาจจะชอกช้ำระกำใจที่พิธาเลือกก้อย ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งที่ดูโปรไฟล์ดีและหรือมีความตั้งใจไม่ได้ไปต่อเพราะประชาชนไม่ได้เลือก หรือเพราะอภินิหาร ‘บัตรเขยก’ เหล่าด้อมที่พบความผิดหวังจากการที่พรรคในดวงใจของตนไม่ได้รับเลือกเป็นพรรคอันดับหนึ่ง อดีต ‘ควายแดง’ ถูกหักหลังอีกครั้งจากการที่พรรคเพื่อไทยไปจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ฯลฯ
จะไปเข้าวัดฟังธรรม พระก็อาจเอาเงินไปให้สีกาที่ไหนไม่รู้
จะไปทำบุญปล่อยปลารึ ปลาที่ปล่อยอาจจะไม่รอดในระบบนิเวศหรือไม่ก็เป็นปลาเอเลียน รอกินแต่ขนมปังโปรยทานจากนักบุญ
จะไปเที่ยวเดินป่าหรือชมโบราณสถานก็ต้องรอวันหยุดสุดสัปดาห์
ฟังเพลงอยู่กับบ้านหรือที่ทำงานนั่นแหละเป็นคำตอบ ในที่นี้เราขอตั้งตัวเป็นเจดีย์เอ้ยดีเจ แนะนำเพลงเก่าเพื่อการปลดปลง คือ ‘บ้านบนดอย’ ของ ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ที่เนื้อหาบอกเล่าชีวิตคนชาวภาคเหนือ กลุ่มที่สร้างผลคะแนนโหวตหักปากกาเซียนในการเลือกตั้งเดือนแห่งวันวาเลนไทน์ปีนี้
เพลงบ้านบนดอย ขับร้องโดย ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชาเพลงโฟล์คซองคำเมือง บันทึกเสียงช่วงปี พ.ศ. 2526-2527 เป็นเพลงดังในอัลบั้ม ‘จรัลกับแคนเดิล บ้านบนดอย’
“บ้านบนดอย บ่มีแสงสี บ่มีทีวี บ่มีน้ำประปา บ่มีโฮงหนัง โฮงนวด คลับบาร์ บ่มีโคล่าแฟนต้า เป๊บซี้….”
เช่นเดียวกับผลงานเพลงอื่น ๆ ของจรัล มโนเพ็ชร ที่มักมีกลิ่นอายสร้างความโรแมนติกให้แก่วิถีชาวชนบทในภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนภูเขาและป่าดอย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แสดงออกอย่างเศร้าอาดูร เพลงพยายามบอกว่าในท่ามกลางชีวิตทุกข์ยากที่คนชาวดอยประสบพบเจออยู่นั้น มีบางสิ่งที่ดีงามกว่าวิถีชีวิตคนในเมือง อย่างความมีน้ำใจ
จรัลไม่ใช่ผลงานเพลงกลุ่มเดียวที่แสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดการจำแนกคู่ตรงข้ามแบบวัตถุ-จิตใจ ชาวเมืองที่มากความศิวิไลซ์นั้นเป็นความเจริญทางวัตถุ ขณะที่คนบนดอยหรือชาวชนบทที่ลำบากยากจนกลับมักมีจิตใจที่ดีงามกว่า มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน
นั่นคือชนบทตามแนวความคิดแบบชนชั้นกลาง อีกทั้งตัวแบบเปรียบเทียบชีวิตชาวเมืองที่ปรากฏในเพลง ยังเป็นชาวเมืองที่อยู่ตอนล่างบนที่ราบในภูมิภาคเดียวกัน ไม่ใช่ความแตกต่างและเหลื่อมล้ำระหว่างชาวชนบทในภาคเหนือกับชาวกรุง(เทพ)
การพัฒนาตลอดช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเมื่อครั้งต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งมีนโยบายปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ในชนบท ต่างเชื่อกันว่าหากพัฒนาชนบทให้เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทันสมัยแล้ว ชาวชนบทจะไม่เข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ นั่นจึงเป็นการพัฒนาที่มีเป้าหมายการเมืองเป็นที่ตั้ง (การเมืองนำการพัฒนา)
การพัฒนาแบบนี้เมื่อผ่านไปราว ๒-๓ ทศวรรษ ช่วงที่จรัลแต่งบทเพลงดังกล่าวนี้ เมืองใหญ่สำคัญ ๆ ในชนบทได้เจริญเติบโตทางวัตถุสมดังที่ชนชั้นนำจากส่วนกลางรุ่นทศวรรษ ๒๕๐๐ คาดหวังไปแล้ว พวกเขาประสบผลสำเร็จ เพราะสามารถก่อกระแสสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่มีผลทำให้คนป่าคนดอยห่างไกลจากขบวนการคอมมิวนิสต์ แต่ผลที่ได้แทนที่จะเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเมืองกับชนบท ก็กลับดูเหมือนสิ่งนี้ถอยห่างออกไป ความเจริญที่กระจุกอยู่แต่ในตัวเมือง (อำเภอเมืองกับอำเภอใหญ่ของแต่ละจังหวัด) กลับเป็นตัวแปรถ่างความเหลื่อมล้ำให้เห็นกันในชนบทเพิ่มขึ้นไปอีก
การพัฒนาแบบนี้จึงเกิดดำเนินมาถึงทางตัน ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับอนาคต ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการการพัฒนา คนที่ไหน ๆ ก็ต้องการชีวิตที่สะดวกสบาย แต่หากการพัฒนาที่ว่านี้จะมีผลทำให้คนบนที่สูงต้องเป็นเหมือน ๆ กับคนในพื้นราบแล้ว เขาอาจจะไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นก็ได้ เพราะคนบนดอยก็มีวัฒนธรรมวิถีที่เป็นของตนเองมา และหากต้องเปลี่ยนตัวเองไปจากความคุ้นเคยในระดับชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็วแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้อาจจะไม่ใช่ว่าไม่เป็นคำตอบ หากแต่คือคนอาจจะไม่ต้องการตั้งแต่แรกแล้วก็ได้
ถึงที่สุด ถ้าคน (ไม่ว่าที่ใดก็ตาม) ตัดสินใจเลือกต่างจากคนที่อื่น ๆ ก็เป็นเรื่องปกติ โดยที่ไม่จำเป็นว่านั้นอาจจะไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ยอมรับการพัฒนา แต่เพราะมีความเชื่อหรือมีนิยามการพัฒนาที่ต่างออกไปต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าเพลงบ้านบนดอยจะสามารถเป็นตัวแทนความเชื่อของกลุ่มคนภาคเหนือที่ไม่กี่วันที่ผ่านมาโหวตเลือกพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพราะอย่างที่รู้กันเพลงเกี่ยวกับชาวเขาชาวดอยของจรัล มโนเพ็ชร แต่งขึ้นบนมายาคติที่มีต่อคนบนดอย บางเพลงก็เคยสร้างความเข้าใจผิดต่อกลุ่มชาติพันธุ์มาแล้ว เช่น เพลงมิดะ เป็นต้น
มีคำอธิบายหนึ่งเคยเป็นที่นิยมในหมู่นักรัฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือทฤษฎีว่าด้วย ‘สองนคราประชาธิปไตย’ ซึ่งที่จริงควรเรียก ‘สองนคราเผด็จการแบบไทย ๆ’ มากกว่า เพราะไทยยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์
เนื้อหาของทฤษฎีนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะทฤษฎีนี้มีที่มาจากการพินิจพิจารณาเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๕ มวลชนผู้ประท้วงขับไล่รัฐบาลเผด็จการในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวนี้มักใช้มือถือเป็นอุปกรณ์ในการติดต่อประสานงาน จึงเรียกอีกอย่างว่า ‘ม็อบมือถือ’
สมัยนั้นไม่ใช่ทุกคนจะมีมือถือเหมือนกันหมด มือถือยี่ห้อรุ่นนิยมคือโมโตโรล่าก่อนที่โนเกีย 3310 จะครองตลาดในช่วงหลัง มือถือโมโตโรล่าถูกเรียกอีกชื่อว่า ‘มือถือรุ่นปาหัวหมา’ เพราะมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ปาหัวน้องหมา เป็นต้องร้องเอ๋ง ๆ สงสารน้องเลยทีเดียว
นอกจากนี้ประเด็นของการที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีมือถือยังมีเหตุอันเนื่องมาจากราคาของเจ้ามือรุ่นนี้ สำหรับยุคนั้นถือว่าแพงเอาเรื่อง ใครมีใช้ถือว่าฐานะดี อย่าง ‘นายเจริญ วัดอักษร’ แกนนำชาวบ้านบ่อนอก หรืออย่างแกนนำคนสำคัญ ๆ ของสมัชชาคนจน ต่างก็มีมือถือแบบนี้ใช้ มันสะดวกในการติดต่อประสานงานสำหรับในสมัยนั้น
ส่วนคนธรรมดา ไม่ค่อยมีใครพกมือถือกับตัวไปไหนมาไหนหรอก ส่วนใหญ่จะใช้โทรศัพท์บ้าน หรือไม่ก็กดตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ เวลาจะโทรหาแฟนที ต้องไปแลกเหรียญบาทมาเต็มกำมือ คุยไปสักพักตังค์หมด หรือต้องหยุดคุยชั่วขณะเพราะมีคนอื่นต่อแถวรอจะโทรบ้าง ก็ต้องเกรงใจเขา ให้คนอื่นได้ใช้บ้าง เนื่องจากเป็นตู้โทรศัพท์สาธารณะ
มือถือเลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นกลาง และเมื่อผู้ชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๕ จากภาพที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ก็สื่อโทรทัศน์ขาวดำสมัยนั้น คนก็เลยเข้าใจกันไปโดยปริยายว่านั่นเป็นม็อบของชนชั้นกลางไปด้วย
เมื่อมองก่อนหน้านั้นหรือหลังจากเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๕ ผ่านพ้นไปกว่า ๒ ทศวรรษ จะต้องประหลาดใจไปอีก เพราะไม่เพียงชนชั้นกลางไม่ต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย กลับสนับสนุนรถถังให้ล้มประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ชนชั้นกลางยังสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอยู่นั้นเอง ทฤษฎีสองนคราก็เกิดขึ้นด้วยฐานคิดว่าชนชั้นกลางเป็นชนชั้นตัวแทนระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมของจริง ข้อเสนอจากทฤษฎีนี้จึงคือบอกว่ารัฐไทยจะต้องเร่งพัฒนาชนบทให้เป็นเมือง เมื่อเป็นเมืองแล้ว ก็จะได้เกิดมีชนชั้นกลางขึ้นมาในเมืองนั้นด้วย
จากที่มีความเชื่อมั่นต่อชนชั้นกลางว่าจะปกป้องประชาธิปไตยก็เลยเชื่อกันอีกว่าแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องเหมาะสมควรจะเป็นไปก็คือการลดจำนวนชาวบ้านรากหญ้าลง ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มปริมาณชนชั้นกลางและเพิ่มเมืองให้มากขึ้น
แต่กลายเป็นว่าในอีกไม่กี่ปีต่อมา การพัฒนาเมืองเช่นนั้นแม้ประสบความสำเร็จในการสร้างชนชั้นกลางขึ้นในชนบท แต่ทว่าชนชั้นกลางใหม่กลับไม่เพียงไม่ปกป้องประชาธิปไตย กลับสนับสนุนรถถังให้ยึดอำนาจ และในที่สุดเมื่อเกิดการเลือกตั้ง พวกเขาก็ยังมักจะเลือกพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไปกระทบพวกเขา
โดยธรรมชาติแล้วชนชั้นกลางในเมืองชนบทยังมักจะสร้างตัวตนอิงกับอำนาจรัฐส่วนกลางในนามความเป็นไทย เพราะโดยพื้นฐานเป็นที่รู้กันดีว่าเมืองที่ให้กำเนิดพวกเขานั้นมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ตามลำดับชั้นอีกต่อหนึ่ง พวกนี้ต้องการ ‘ความมั่นคง’ มากกว่า ‘ความเปลี่ยนแปลง’ จึงโปรเทคระบบเก่า และเชื่อ (หรือกระทั่งหลอกตัวเอง) ว่าพวกตนจะยังสามารถไต่เต้าจนได้ดิบได้ดีในระบบ
ขณะเดียวกันก็รังเกียจพวกระดับล่างที่ยังจนกว่าหรือลำบากกว่าตน กลัวว่าพวกนี้จะเขยิบมาแข่งขันชิงดีชิงเด่นในระบบเดียวกับพวกตน ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นกลางกับชาวบ้านในชนบทจึงเป็นเรื่องอิหลักอิเหลื่อ
ด้วยเหตุทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ชนชั้นกลางจึงไม่ชอบการเลือกตั้งไปด้วย เพราะในการเลือกตั้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาล เนื่องจากพวกเขายังคงเป็นคนส่วนข้างมากของสังคม ต่อให้ได้คะแนนจากชนชั้นกลางมากสุดยังไงก็ไม่ชนะการเลือกตั้ง
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลผ่านพ้นไปแล้ว ชนชั้นกลางในเมืองก็มักหาเหตุล้มล้างรัฐบาล ซึ่งทำได้ไม่ยาก เพราะไม่ใช่ตัวแทนของพวกเขา เป็นตัวแทนของชาวบ้านในชนบท แต่ต้องมาบริหารอยู่ที่ส่วนกลาง (ใกล้ชิดกับชนชั้นกลาง) และสำหรับพวกเขาสิ่งนี้อาจดูไม่เป็นธรรม เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นผู้เลือกหรือจัดตั้งรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับเป็นองคาพยพที่มาใช้อำนาจอยู่กับพวกเขา
กล่าวโดยสรุป การพัฒนาเมือง-สร้างชนชั้นกลางขึ้นในชนบท แทนที่จะเป็นวิธีการแก้ให้สังคมไทยมีมวลชนที่พร้อมจะปกป้องระบอบประชาธิปไตย การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นที่เข้าใจไปว่าโหวตเตอร์ที่เลือกพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะเป็นชาวบ้านล้วน ๆ นั้นเป็นความเข้าใจต่อชนบทแบบเดิมที่ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันชนบทไทยไม่เหมือนเก่าอีกต่อไปแล้ว เพราะหัวเมืองใหญ่มีสภาพไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ตึกรามสูงใหญ่ ถนนหนทาง ร้านค้าขาย ฯลฯ เรื่อยไปจนถึงมีชนชั้นกลาง พนักงานออฟฟิศ มนุษย์เงินเดือน คอปกขาว อยู่ในเมืองชนบทเหล่านี้ด้วย
ในเมื่อพวกเขาเกลียดกลัวการเปลี่ยนแปลง ต้องการความมั่นคงในชีวิตมากกว่า และยังมีวิธีคิดอยู่ภายใต้ระบบแข่งขันแบบทุนนิยม ชนชั้นกลางจากเมืองชนบท มีวิถีความคิดแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นกลางชาวกรุง (คำว่า ‘กรุง’ เป็นคำเก่าที่หมายถึงเมืองหลวง) เพราะฉะนั้นจะคาดหวังให้เขาโหวตเหมือนกันแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ตลอดจนสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เผชิญอยู่ต่างกัน
อย่าคิดว่าชนชั้นกลางเหมือนกัน เป็นคนในวัฒนธรรมเมืองเหมือนกันแล้ว จะคิดเชื่อ หรือมีโลกทัศน์เหมือนกัน ยิ่งจะโหวตไม่เหมือนกัน เพราะต่างมีผลประโยชน์คนละที่ทางกัน
ไม่ใช่แค่ต้องอาบน้ำแต่งตัวเซ็ตผม ยังต้องเปลี่ยนแว่นตาด้วย จะใช้แว่นเดิมที่เป็นทฤษฎีสองนคราแบบเก่า ไม่ได้อีกแล้ว โหวตเตอร์ผู้เป็นตัวละครหลักในสมการนี้อาจไม่ได้มีแค่ชาวบ้านกับชนชั้นกลางแบบเก่าที่เดิม
ไม่ใช่เพราะพรรคประชาชนมีไอโอหรือไม่มี แต่เพราะจะเข้าหาชนชั้นกลางท้องถิ่นโดยคิดว่าเขายังเป็น ‘ชาวบ้านตาสีตายาย’ หรือ ‘คนดงคนดอย’ แบบในเพลงรุ่น ๒๕๒๐s รังแต่จะไม่เข้าท่าและเปล่าประโยชน์
หนุ่มเมืองจันท์ เคยเปรียบเปรยนโยบายคนละครึ่งของพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศใช้เมื่อเป็นรัฐบาลช่วงสองเดือนก่อนยุบสภา ว่าเป็นเหมือน ‘ขอนไม้’ ในท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ แต่แทนที่รัฐบาลที่มีหน้าที่ช่วยเหลือจะโยนห่วงยางหรือชูชีพไปให้ กลับโยนขอนไม้ลงไปให้คนจะจมน้ำยึดเกาะ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ยิ่งจะจมน้ำเข้าไปใหญ่
แต่คนกำลังจะจมน้ำจะคิดอะไรอย่างอื่นได้ นอกเสียจากต้องยึดเกาะเอาทุกสิ่งอย่างเท่าที่มีให้เกาะยึดเอาไว้ได้ เป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ ตากแดดตัวดำมาชั่วนาตาปี พวกเขาอาจทนรอรัฐบาลที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกที่ควรได้ แต่ชนชั้นกลางตามหัวเมืองชนบทจะรอแบบนั้นไม่ได้ (จะไม่ไหวเอา)
ไม่ใช่แค่หักปากกา การเลือกตั้งครั้งนี้ยังหักตำราหลายเล่มด้วย นั่นหมายความว่ายังต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่าเพราะอะไร ทำไม จึงเป็นเช่นที่เป็นอยู่และเป็นไปแล้วนี้
ถ้าคิดไม่ออก ระหว่างนี้ก็ฟังเพลงเก่าวนลูปกันต่อไป (โฟร์เอสสร้างสรรค์อีกแล้วครับท่าน)
ปล. เชื่อว่าทุกคนเวลานี้ต่างก็เป็น ‘อาหวัง’ กันถ้วนหน้า เพราะหวังใจกันอย่างยิ่งว่าในอนาคตจะไม่มีแต่เฉพาะก้อยเท่านั้นที่เลือกพิธาแล้วได้พิธา ซึ่งไม่มีทางอื่นนอกจากแก้รัฐธรรมนูญ ๒๐ ล้านเสียงที่กาเห็นชอบต้องสมหวัง การเลือกตั้งต้องโปร่งใส เมื่อประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียง ‘เลือก’ แล้วก็ต้องได้เป็นผู้ ‘ตั้ง’ (รัฐบาล) ด้วย กกต.ต้องไม่มีบัตรเขยก ส.ว.จะโหวตเลือกนายกได้ก็ควรต้องเป็น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อเป็นปัญหาที่โครงสร้างก็ต้องกลับไปแก้ที่โครงสร้างไม่มีหนทางอื่น
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
หมายเหตุ:
* ส.ป.ก. ๔-๐๑ เดิมคือที่ดินที่ ส.ป.ก. (สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร) ออกเอกสารสิทธิให้ราษฎรใช้ทำประโยชน์ทางการเกษตรเท่านั้น ไม่สามารถซื้อขายได้ แต่สามารถโอนสิทธิให้ทายาทโดยธรรมได้ แต่ในยุคที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปลี่ยนเป็น "โฉนดเพื่อเกษตรกรรม" ให้สามารถเปลี่ยนเจ้าของสิทธิได้ในระหว่างเกษตรกรด้วยกัน อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารของรัฐได้ โดยมีเงื่อนไขต้องถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นๆ และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า ๕ ปี โดยเริ่มดีเดย์แจกโฉนดนี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นต้นมา