17 ก.พ. 2569 | 16:55 น.

KEY
POINTS
ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงสั่นสะเทือนจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะชนะ” หากแต่คือ “ใครจะวางตำแหน่งตัวเองได้ถูกต้อง”
บนเวที ‘Future Trends Ahead Summit 2026’ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ‘ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร’ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘Thailand Ahead 2026’ พร้อมฉายภาพโลกใบใหม่ที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบทบาทของจีนที่ไม่ได้ถอยหลังจากแรงกดดันของสหรัฐ แต่กำลัง ‘reroute’ โครงสร้างซัพพลายเชนโลกใหม่ทั้งระบบ
“เราพูดกันเยอะเรื่องสงครามการค้า แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงคือการจัดระเบียบซัพพลายเชนใหม่” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การพึ่งพากันแบบเดิมกำลังถูกปรับโครงสร้าง
ผศ.ดร.อาร์ม แบ่งสถานการณ์ออกเป็นสองระดับ คือปัญหาระยะยาวและปัญหาเฉพาะหน้า ระยะยาวคือการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนซึ่งจะยืดเยื้ออีกหลายสิบปี ขณะที่ระยะสั้นคือความตึงเครียดที่ ‘ร้อนขึ้น’ ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือความเคลื่อนไหวด้านการทหาร
เขาอธิบายว่า ความตึงเครียดรอบไต้หวันไม่ใช่เพียงประเด็นการเมือง แต่ผูกพันกับกฎหมายต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนของจีน ซึ่งระบุเงื่อนไขการใช้กำลังไว้ชัดเจน “ถ้ามีข้อเท็จจริงว่าไต้หวันประกาศเอกราช หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้การรวมชาติอย่างสันติเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว จีนก็มีเงื่อนไขใช้กำลัง” แม้จะไม่ได้ใช้คำว่า ‘บุก’ อย่างเป็นทางการ แต่การปิดล้อมทางทะเลก็ถูกมองว่าเป็นความเป็นไปได้เชิงยุทธศาสตร์
ในเวลาเดียวกัน ผศ.ดร.อาร์ม ชี้ให้เห็นว่าการปรับโครงสร้างภายในกองทัพจีน และการรวมศูนย์อำนาจของสีจิ้นผิง สะท้อนทิศทางที่ชัดเจน “สัญญาณทั้งหมดไม่ได้สื่อว่าอำนาจเขาน้อยลง แต่มันสื่อว่าอำนาจเขามากขึ้น” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าจีนตั้งเป้าให้ปี 2026–2027 เป็นช่วงที่ประเทศ “ต้องพร้อมรบ” แม้ไม่ได้ระบุว่าจะรบที่ใด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ผศ.ดร.อาร์ม เห็นว่าสำคัญกว่าความตึงเครียดทางทหาร คือการเคลื่อนตัวเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน เขาย้ำว่าไทยอาจ “underestimate ทั้ง scale และ speed ของจีน”
“แผนใหม่ของจีนชัดเจนว่าจะบุกโลก” เขากล่าว พร้อมเล่าว่าก่อนขึ้นเวที เขาไปเรียนคอร์สออนไลน์ของจีนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจต่างประเทศ เพื่อดูว่าจีนกำลังสอนผู้ประกอบการของตนอย่างไร
จากการสังเกตดังกล่าว ผศ.ดร.อาร์ม สรุปเป็น ‘3 กลยุทธ์จีนบุกโลก’ ที่กำลังปรับเกมซัพพลายเชนใหม่ทั้งระบบ
กลยุทธ์แรก คือการยึด ‘ส่วนกลางของซัพพลายเชน’ ไม่ใช่ปลายทาง
“ต่อไปนี้เขาไม่เน้นส่งออกของเสร็จแล้วนะ เขาเน้นส่งออกส่วนกลางของซัพพลายเชน” ผศ.ดร.อาร์ม อธิบายว่า แทนที่จีนจะส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปสหรัฐหรือยุโรปโดยตรง จีนจะส่งออกวัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการผลิตไปยังประเทศที่สาม ก่อนประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่งออกต่อ
วิธีคิดนี้ทำให้จีนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่า แม้ชื่อ ‘Made in China’ จะไม่ปรากฏบนฉลากสินค้า
“คือเอาตรงกลางซัพพลายเชน มากกว่าปลายซัพพลายเชน” เขาย้ำ
กลยุทธ์ที่สอง คือการเป็นหุ้นส่วนน้อย แต่สร้างอิทธิพลผ่านพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น
ผศ.ดร.อาร์ม เล่าว่า จีนสอนผู้ประกอบการให้ “เป็นพาร์ทเนอร์กับธุรกิจท้องถิ่น แล้วยอมเป็นหุ้นส่วนน้อย 30–40% ให้คนท้องถิ่นออกหน้า” พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นสามารถผลิตและส่งออกไปยังตลาดตะวันตกแทน
“สมัยก่อนพยายามจะมาแปลงร่างเป็นไทย แต่ตอนนี้ทำแบบเดิมไม่ได้ ทำคนเดียวไม่ได้ ยอมเป็นหุ้นส่วนน้อย แต่สอนคนไทย สอนคนเม็กซิโก สอนคนที่ต่าง ๆ ส่งออกไปอเมริกา ส่งออกไปยุโรป”
นี่คือการหลบแรงต้านโดยไม่ถอนตัว และเป็นการฝังตัวในระบบการผลิตของประเทศกำลังพัฒนา
กลยุทธ์ที่สาม คือการ ‘reroute global supply chain’
ผศ.ดร.อาร์ม อธิบายว่า เมื่อสหรัฐไม่ต้องการพึ่งพาจีนโดยตรง แต่ยังต้องการสินค้าราคาถูก โลกจึงเข้าสู่โครงสร้างใหม่ สินค้าจากไทย เวียดนาม หรืออินโดนีเซียอาจมีชิ้นส่วนจีนอยู่ภายใน ขณะเดียวกัน สินค้าจีนที่ส่งออกไปตะวันตกไม่ได้ ก็หันมาจำหน่ายในตลาดประเทศกำลังพัฒนาแทน
“เขาจะ reroute global supply chain ใหม่ อเมริกาไม่เอาของจีน แต่อเมริกายังต้องการของถูก ก็เอาของถูกจากไทย จากเวียดนาม ซึ่งในนั้นมีจีนเป็นหุ้นส่วน”
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การตัดขาด แต่เป็นการจัดเส้นทางใหม่ของการค้าโลก
นอกจากเกมซัพพลายเชน ผศ.ดร.อาร์ม ยังกล่าวถึงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับใหม่ของจีน โดยเน้นย้ำสองแกนหลัก คือ ‘AI in All’ และการลงทุนในเทคโนโลยีฐานราก
“ยุทธศาสตร์ของอเมริกาคือ All in AI แต่ของจีนคือ AI in All” เขาอธิบายว่า จีนอาจไม่จำเป็นต้องมี AI ที่ฉลาดที่สุด แต่จะนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม เกษตร การแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน จีนยังมุ่งสู่เทคโนโลยีที่เขาเรียกว่า foundation technology ตั้งแต่ quantum, biomanufacturing, hydrogen, fusion, brain-computer interfaces ไปจนถึง 6G mobile communications
“ทุกเรื่องในลิสต์ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ทุกเรื่องเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วย” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีมิติทางทหารและความมั่นคงควบคู่กัน
เมื่อถูกถามถึงอนาคตของ ผศ.ดร.อาร์ม ประเมินแผน 5 ปีของจีน จากคำว่า ‘continuation’ ที่สะท้อนความต่อเนื่อง ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศ อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ประเด็นไต้หวัน ซึ่งอาจกลายเป็น ‘legacy’ ทางประวัติศาสตร์ของผู้นำจีน
ท้ายที่สุด ผศ.ดร.อาร์ม หันคำถามกลับมายังไทย
“วันนี้หลายคนอาจคิดว่าโลกใบเดิมยังอยู่ เดี๋ยวเขาก็ต้องคุยกันได้รู้เรื่อง” เขากล่าว แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายกำลังสร้างซัพพลายเชนของตนเอง และพยายามลดความเสี่ยงจากกัน
“เราจะอยู่ในซัพพลายเชนนี้ได้อย่างไร” เขาตั้งคำถามสำคัญ
เขาเสนอว่าไทยต้องเปลี่ยนจาก competition mindset ไปสู่ co-creation mindset ไม่ใช่แข่งกับจีน เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
“มันไม่ใช่ศาสตร์ มันเป็นศิลปะ ทุกคนพยายามบาลานซ์” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าการต่างประเทศและเศรษฐกิจวันนี้คือการสร้าง leverage และกระจายความเสี่ยง
ในระดับปัจเจก ผศ.ดร.อาร์ม ชี้ว่าทักษะที่จำเป็นไม่ใช่แค่ data literacy แต่คือ culture literacy ความเข้าใจพหุวัฒนธรรมในโลกที่เขาเรียกว่า ‘ยุคพระอาทิตย์สองดวง’
“ไม่ใช่อเมริกาจะทุบจีนพังแบบโซเวียต มันเป็นเศรษฐกิจอันดับหนึ่งกับอันดับสองที่ห่างกันไม่เยอะ แล้วเราอยู่อย่างนี้ 50 ปี” เขากล่าว
ภายใต้แรงกดดันทั้งภายในและภายนอก ผศ.ดร.อาร์ม ย้ำว่าไทยยังมีโอกาส แต่ในเกมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“มันไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่เกมเดิมแล้ว”
คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยจะเลือกข้างใด หากแต่ไทยจะวางตัวเองไว้ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่กำลังก่อตัว และจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมโลกที่กำลังรีเซ็ตอย่างไร
ในโลกที่สองมหาอำนาจกำลังจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ คำตอบอาจไม่อยู่ที่การรอให้พายุผ่านไป แต่อยู่ที่การอ่านเกมให้ขาด และขยับตัวให้ทันก่อนที่โครงสร้างใหม่จะถูกกำหนดโดยคนอื่น
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า, นภัสนันท์ นิโรธธาตุ (The People Junior)