15 ก.พ. 2569 | 11:04 น.

KEY
POINTS
ย้อนกลับไปเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2562 ‘กรงกรรม’ คือละครที่กระแสมาแรงทุกตอน กวาดรางวัลนาฏราชไปหลายสาขา แม้จะผ่านไปหลายปี ละครเรื่องนี้ก็ยังได้รับการพูดถึง ทั้งซีนที่เป็นวลีติดปากอย่าง “อีกะหรี่ชั้นต่ำนี่มันมีอะไรดี กูรักของกูมาเป็นปี ๆ” ไปจนถึงฝีมือการแสดงโดยเฉพาะบทของสามสะใภ้บ้านแบ้ ‘ย้อย’ ‘พิไล’ และ ‘เรณู’ ที่ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด
ไม่เพียงเท่านั้น ละครเรื่องนี้ยังเล่าถึงการดิ้นรนและการพิสูจน์ตัวเองของเหล่าสะใภ้ที่อยากเป็นที่ยอมรับ ต้องการคำชม เพื่อเพื่อแลกกับการได้มีที่ยืนในบ้านของ ‘คนอื่น’ อย่างมีศักดิ์ศรี
นอกจากนี้ กรงกรรมก็เป็นอีกหนึ่งผลงานของคนไทยที่สะท้อนความสัมพันธ์ของคู่สามี-ภรรยาในบ้านคนจีนที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง แรงกดดัน และการที่สะใภ้คนหนึ่งถูกเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานในบ้านที่หลายครั้งกลับถูกมองข้าม
ย้อนกลับไป พ.ศ. 2510 อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ บ้านหลังใหญ่ของตระกูลแบ้ไม่ได้เป็นแค่ ‘บ้าน แต่เป็น ‘บริษัทกงสี’ ที่ร่ำรวย ขับเคลื่อนด้วยระบบลำดับชั้นอย่างเคร่งครัด มีพ่อแม่เป็นเจ้านายและลูกหลานคือบริวาร
บ้านหลังนี้ ‘ย้อย’ เถ้าแก่เนี้ย จัดแจง เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง รวมถึงเป็น ‘แม่’ ของลูกชาย 4 คน คือ อาใช้ที่รักกับ ‘เรณู’ อาตง ที่แต่งงานกับ ‘พิไล’ อาซา และอาสี่
ส่วน ‘สะใภ้’ ที่เพิ่งแต่งเข้า เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ พวกเธอเหมือนพนักงานใหม่ที่ต้องเรียนรู้งานทันที ต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของบ้าน และอยู่ร่วมกับทุกคนในบ้านให้ได้
เริ่มจากเรณูที่ได้รับมอบหมายทำงานครัวและดูแลร้าน ส่วนพิไล สะใภ้รองที่ไม่ชอบจับงานบ้านก็จะดูแลร้านชำ ซึ่งเป็นกิจการหลักของครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านก็มีหน้าที่ต่างกันไป อาตงช่วยดูร้านชำและโรงสีตามคำสั่งของแม่แบบไม่มีหน้าที่ใด ๆ มาก ส่วนอาใช้ ช่วงนั้นเขามักจะอยู่แต่ค่ายทหาร
เพราะในบ้านคนจีน การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสะใภ้ใหม่จะถูกจับตามองตลอดเวลา ว่าเธอทำได้ดีแค่ไหน เข้ากับบ้านได้หรือเปล่า และจะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปได้หรือไม่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ตอนที่ย้อยพูดจาชมเรณูที่ขัดเครื่องทองเหลืองจนเงาวับ แต่กลับกระทบพิไลที่นั่งเฉย ๆ ได้ยิน แล้วย้อยก็พูดลอย ๆ ไปถึงลูกจ้างสาวในบ้านว่า “ไอ้ประเภทจะมาขี้เกียจ สันหลังยาว ทำมักง่ายแบบขอไปทีเนี่ย ไม่มีผู้ชายคนไหนเขาเอาไปทำเมียหรอก”
บ้านแบ้มีมาตรฐานของลูกสะใภ้ชัดเจน ผู้หญิงที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ จะต้องมีคุณสมบัติตามที่ย้อยกำหนดประมาณนี้
ถ้าทำได้ครบ การมีที่ยืนในบ้านแบบเรณูก็คงไม่ยาก แล้วถ้าหน้าที่เหล่านี้มันพิสูจน์ยากเกินไป จะลองใช้ทางลัดพึ่งพาสิ่งลี้ลับซื้อใจก็ได้ หรืออาจเลือกที่จะเหยียบย่ำคนอื่นเพื่ออำนาจแบบพิไล หรือเลือกจะจมอยู่กับมันให้นานพอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเสียเองแบบย้อย
ไม่มีวิธีไหนถูกหรือผิดทั้งหมด แต่มันคือวิธีเอาตัวรอด
แรงดิ้นรนของสะใภ้ในบ้านที่ไร้ตัวตน อาจมีรากฐานมาจากความกลัวถูกสังคม ‘ตีตรา’ เพราะในยุคนั้นการถูกขับออกจากกงสีไม่ได้หมายถึงแค่การตกงาน แต่อาจรวมถึงการกลายเป็นผู้หญิงล้มเหลว สิ่งเหล่านี้จึงบีบให้พวกเธอต้องสู้สุดตัวเพื่อรักษาที่ยืนนี้ไว้แม้จะต้องสูญเสียบางอย่างไปก็ตาม
การก้าวเข้าบ้านแบ้ในฐานะสะใภ้ใหม่ตั้งแต่ย้อย พิไล จนมาถึงเรณู ต่างเป็นสถานะก้ำกึ่งระหว่างลูกสาวกับคนหน้าใหม่ในบ้าน ทำให้พวกเธอต้องพิสูจน์ตัวเองทุกวัน เพื่อได้ชื่อว่าเป็น ‘คนในบ้าน’
มากกว่านั้น นี่เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของผู้หญิงคนหนึ่ง เพราะการแต่งงานก็ไม่ต่างจากการเริ่มต้นชีวิตใหม่
สำหรับ ‘เรณู’ เธอทิ้งชีวิตงานกลางคืนมาเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านที่แม่ผัวรักและชื่นชม ส่วน ‘พิไล’ ต้องการสลัดคราบชีวิตที่ถูกตีตราว่าเป็นลูกเมียน้อย แต่ดูเหมือนการแต่งงานจะทำให้ชีวิตเธอทุกข์กว่าเดิ ม พยายามทำให้แม่ผัวหันมามอง แต่ก็ไม่สำเร็จ หรือแม้แต่ ‘ย้อย’ แม่และสะใภ้ใหญ่ของบ้านแบ้ที่เคยถูกแม่ผัวกดขี่ บาดแผลนั้นส่งผลให้เธอต้องก้าวขึ้นมาเป็นแม่ผัวแบบนั้นเสียเอง เพื่อปกป้องครอบครัวและชดใช้ความผิดในใจ
แม้จะแตกต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ เมื่อแต่งเข้าบ้านแบ้ พวกเธอต้องละทิ้งความสุขเพื่อตอบสนองความคาดหวังของกงสี เพียงเพื่อให้ได้มีที่ทางในบ้านหลังนี้
แล้วเหตุผลที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะมันคือขนบธรรมเนียมประเพณีตาม ‘ลัทธิขงจื๊อ’ ที่ยกให้ความกตัญญูเป็นคุณธรรมสูงสุด คนอายุน้อยต้องฟังคนอายุมากกว่า ระบบนี้จึงอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนรุ่นก่อนรักษาอำนาจในการควบคุมสมาชิก รวมถึงส่งผลให้เสียงของสะใภ้ถูกลดทอนด้วยความอาวุโส
แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะถูกเรียกว่า ‘คนใน‘ หรือไม่ สะใภ้ก็ยังต้องทำทุกอย่างเพื่อซื้อใจครอบครัวผู้ชาย บททดสอบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีคนคอยมอง คอยตัดสิน และหลายครั้งคนที่เคยลำบากมาก่อน ก็อาจกลายเป็นผู้ทำให้วงจรนี้หมุนต่อไปโดยไม่รู้ตัว
ความเหน็ดเหนื่อยของสะใภ้ในกรงกรรมไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์หรือความขัดแย้งส่วนตัว แต่คือภาระงานที่ไม่เคยถูกเรียกว่า ‘งาน’
เหมือนเรณูที่ทำงานหนักแทบทุกอย่างทั้งช่วยงานบ้าน ช่วยงานร้าน วางตัวให้เหมาะสมในสายตาผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่เธอได้รับไม่ใช่ค่าตอบแทนหรือคำยอมรับเต็มปาก แต่เป็นการทำให้เจ้าของบ้าน ‘พอใจ’ และอนุญาตให้เธออยู่บ้านหลังนี้ต่อได้
ครั้งหนึ่ง ย้อยเคยหลุดปากชมว่า “แค่เอ่ยปากก็ทำให้เลย ดีจริง ๆ ไอลูกสะใภ้คนนี้” ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เมื่อเรณูจัดแจงทำแกงคั่วหน่อไม้มาให้ทันทีเพียงแค่ได้ยินย้อยเอ่ยว่าอยากกิน โดยที่ยังไม่ได้ออกคำสั่งด้วยซ้ำ
การปรนนิบัติที่รู้ใจและรวดเร็วเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของสะใภ้ตามขนบ แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่เรณูใช้ทลายกำแพงอคติและสร้างความประทับใจให้แก่แม่ผัวได้อีกด้วย
เพราะสะใภ้มีหลายงานต้องทำ ตั้งแต่ตื่นเช้ามาทำกับข้าว ล้างจาน ดูแลผู้ใหญ่ ช่วยกิจการ จดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทุกคน หรือแม้แต่คอยประคับประคองอารมณ์ของคนในบ้าน คือ หน้าที่ของสะใภ้ที่ ล้วนใช้แรง เวลา และพลังใจอย่างมาก แต่กลับถูกมองข้าม
แล้วงานก็จะหนักขึ้นเมื่อเทศกาลรวมญาติมาถึง…
จริง ๆ แล้ว สะใภ้จะไม่ทำก็ได้ แต่ในยุคสมัยนั้น ใครจะกล้าขัดธรรมเนียมประเพณีที่ถูกส่งต่อกันมา ไม่ว่าใครก็อยากได้ชื่อว่าเป็น ‘แม่’ ‘เมีย’ และ ‘สะใภ้’ ที่ดีกันทั้งนั้น
แล้วการจะไปยืนอยู่ตรงคำว่า ‘ดี’ ได้ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องทำงานหนัก เสียน้ำตา และทำงานภายใต้แรงกดดันทุกวัน เพียงเพราะมันคือ ‘หน้าที่’ ที่ถูกกำหนดนับตั้งแต่วันแรกที่พวกเธอไปหลงรักลูกชายของใครสักคน
เวลาแม่ผัวกับสะใภ้มีปัญหากัน ลองสังเกตดูว่าเรามักจะหันไปมองใครก่อน คำตอบส่วนใหญ่คือ สามี คนกลางที่ต้องเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองคน
แต่หลาย ๆ บ้าน ผู้ชายคนนั้นกลับยืนนิ่ง แล้วทำให้ผู้หญิงที่เขา ‘รัก’ บางคนต้องแบกรับความเครียดไว้คนเดียว และไม่สามารถพูดความรู้สึกในใจออกไปได้ .
ในกรงกรรม เราจะเห็นภาพนี้ชัดผ่าน ‘อาใช้’ เขารักเรณูมากก็จริง แต่เขายังติดหล่มความกตัญญู ไม่ตัดสินใจ ไม่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องภรรยา สุดท้ายความลังเลของเขาทำให้เรณูต้องรับแรงกดดันแทบจะตัวคนเดียว
อาตงก็ไม่ต่างกัน เขาเติบโตมาในบ้านที่แม่คือศูนย์กลาง ไม่กล้าขัดแม่ ไม่กล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น เพราะอาตงมองว่า การเป็นลูกที่ดีจึงมาก่อนการเป็นสามีที่ปกป้องคนรัก ความนิ่งของเขาทำให้ความอึดอัดของสะใภ้อย่างพิไลถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่เธอมีปัญหาเองมากกว่าจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของทั้งครอบครัว
ส่วนสามีของย้อยก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว มีอำนาจตัดสินใจเรื่องสำคัญ แต่ภาระการพิสูจน์คุณค่ากลับตกอยู่ที่ย้อยมากกว่า ผู้ชายไม่ต้องผ่านแรงกดดันแบบเดียวกัน แต่ยังคงสถานะและอำนาจในบ้านไว้ได้
ความรักในบ้านกงสีอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคู่รัก เพราะเมื่อก้าวเข้าบ้านในฐานะสะใภ้ พื้นที่ส่วนตัวถูกแทนที่ด้วยการควบคุมของญาติามากหน้าหลายตาที่มักเข้ามามีส่วนร่วมแทบทุกเรื่องทุกราว
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบ้านจะเป็นเหมือนบ้านแบ้ ไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ระหว่างแม่ผัวกับสะใภ้จะเต็มไปด้วยแรงกดดัน และไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่แต่งงานแล้วต้องกลายเป็นแรงงานของครอบครัวโดยอัตโนมัติ หลายบ้านค่อย ๆ เรียนรู้กัน ค่อย ๆ ปรับตัวและสร้างพื้นที่ปลอดภัยไปด้วยกัน
แต่สิ่งที่ชวนคิด คือบางครอบครัว ความรักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะทำให้ทุกอย่างราบรื่นได้ หากความคาดหวังยังเทไปอยู่ที่คนใดคนหนึ่งมากเกินไป
เรณูกับอาใช้รักกัน ความรู้สึกของทั้งคู่ไม่ใช่ของปลอม ทว่าเมื่อความรักต้องเผชิญกับระบบครอบครัวที่มีลำดับชั้นและอำนาจชัดเจน ความรักกลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ผ่านการทำงานหนัก ความอดทน และการยอมรับกฎที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนตั้งขึ้นมา
ขณะที่พิไลพยายามสร้างอำนาจของตัวเองให้เร็วที่สุด เธออยากได้รับการยอมรับ ไม่อยากถูกกดหัวไว้ใต้ใคร ความรักสำหรับเธอจึงผสมปนกับความทะเยอทะยานและความกลัวว่าจะไม่มีคุณค่าถ้าไม่แข็งแกร่งพอ พิไลไม่ได้ไร้ความรัก แต่ความรักของเธอถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการความมั่นคงและสถานะในบ้าน
ส่วนย้อยเธอเคยเป็นสะใภ้ ผ่านแรงกดดัน เคยพิสูจน์ตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอกลายเป็นแม่ผัวแบบที่เธอเกลียด ความรักของย้อยที่มีต่อลูกหรือคนรักของลูกเป็นเรื่องจริง แต่บางครั้งความรักแบบนั้นกลับแฝงด้วยการควบคุมและความคาดหวัง จนกลายเป็นแรงกดดันต่อไป
หลายบ้าน ความรักถูกใช้เป็นเหตุผลให้ผู้หญิงอดทน อดทนเพราะรักสามี อดทนเพื่อลูก อดทนเพราะไม่อยากให้สามี ลูก ครอบครัวลำบากใจ อดทนเพราะเชื่อว่าเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ความอดทนอาจเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ก็จริง แต่ความรักไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเงื่อนไขของการแบกรับภาระฝ่ายเดียว
เมื่อความรู้สึกดี ๆ ต่อคนรักต้องแปรเปลี่ยนเป็นสถานะ ‘ภรรยา’ หรือ ‘สะใภ้’ พื้นที่ความรักของคนสองครถูกแทนที่ด้วยความคาดหวังมหาศาลจากครอบครัว สุดท้ายหลายคนเลือกที่จะ ‘ยอม’
ยอม... เพื่อที่จะได้รักกันต่อ
ยอม... เพื่อที่จะได้รักษาคำว่าครอบครัวไว้
เมื่อคนในบ้านยอมให้สะใภ้ทำงานหนัก ไม่มีเสียงในบ้าน ภาระหนัก ๆ ของสะใภ้เป็นเรื่องปกติ สิ่งที่น่าคิดต่อ คือ เราอาจกำลังส่งต่อรากฐานความคิดเหล่านี้นี้ไปสู่สะใภ้รุ่นหลังหรือไม่
เพราะท้ายที่สุด ความรักควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่เหตุผลที่รั้งให้ใครคนหนึ่งต้องจำยอมแล้วทิ้งตัวตนของตัวเองจนลืมไปว่า เราก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการคนรักโดยไม่ต้องพิสูจน์หรือสนใจสายตาใคร
ภาพ: Ch3Thailand