กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

ย้อนมอง ‘กรงกรรม’ ผ่านชีวิต ‘สะใภ้บ้านแบ้’ เมื่อการแต่งงานไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นการรับตำแหน่ง ‘พนักงานใหม่’ ในกงสีที่ต้องพิสูจน์ค่าด้วยแรงงาน ความอดทน และแรงกดดันเพื่อให้มีตัวตนในบ้าน

KEY

POINTS

ย้อนกลับไปเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2562 ‘กรงกรรม’ คือละครที่กระแสมาแรงทุกตอน กวาดรางวัลนาฏราชไปหลายสาขา แม้จะผ่านไปหลายปี ละครเรื่องนี้ก็ยังได้รับการพูดถึง  ทั้งซีนที่เป็นวลีติดปากอย่าง “อีกะหรี่ชั้นต่ำนี่มันมีอะไรดี กูรักของกูมาเป็นปี ๆ” ไปจนถึงฝีมือการแสดงโดยเฉพาะบทของสามสะใภ้บ้านแบ้ ‘ย้อย’ ‘พิไล’ และ ‘เรณู’ ที่ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด

ไม่เพียงเท่านั้น ละครเรื่องนี้ยังเล่าถึงการดิ้นรนและการพิสูจน์ตัวเองของเหล่าสะใภ้ที่อยากเป็นที่ยอมรับ ต้องการคำชม เพื่อเพื่อแลกกับการได้มีที่ยืนในบ้านของ ‘คนอื่น’ อย่างมีศักดิ์ศรี

นอกจากนี้  กรงกรรมก็เป็นอีกหนึ่งผลงานของคนไทยที่สะท้อนความสัมพันธ์ของคู่สามี-ภรรยาในบ้านคนจีนที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง แรงกดดัน และการที่สะใภ้คนหนึ่งถูกเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานในบ้านที่หลายครั้งกลับถูกมองข้าม 

กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

พนักงานใหม่ของครอบครัว

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2510 อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ บ้านหลังใหญ่ของตระกูลแบ้ไม่ได้เป็นแค่ ‘บ้าน แต่เป็น ‘บริษัทกงสี’ ที่ร่ำรวย ขับเคลื่อนด้วยระบบลำดับชั้นอย่างเคร่งครัด มีพ่อแม่เป็นเจ้านายและลูกหลานคือบริวาร

บ้านหลังนี้ ‘ย้อย’ เถ้าแก่เนี้ย จัดแจง เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง รวมถึงเป็น ‘แม่’ ของลูกชาย 4 คน คือ อาใช้ที่รักกับ ‘เรณู’ อาตง ที่แต่งงานกับ ‘พิไล’ อาซา และอาสี่

ส่วน ‘สะใภ้’ ที่เพิ่งแต่งเข้า เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ พวกเธอเหมือนพนักงานใหม่ที่ต้องเรียนรู้งานทันที ต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของบ้าน และอยู่ร่วมกับทุกคนในบ้านให้ได้ 

เริ่มจากเรณูที่ได้รับมอบหมายทำงานครัวและดูแลร้าน ส่วนพิไล สะใภ้รองที่ไม่ชอบจับงานบ้านก็จะดูแลร้านชำ ซึ่งเป็นกิจการหลักของครอบครัวเป็นส่วนใหญ่  ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านก็มีหน้าที่ต่างกันไป อาตงช่วยดูร้านชำและโรงสีตามคำสั่งของแม่แบบไม่มีหน้าที่ใด ๆ มาก ส่วนอาใช้ ช่วงนั้นเขามักจะอยู่แต่ค่ายทหาร

เพราะในบ้านคนจีน การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสะใภ้ใหม่จะถูกจับตามองตลอดเวลา ว่าเธอทำได้ดีแค่ไหน เข้ากับบ้านได้หรือเปล่า และจะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปได้หรือไม่

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ตอนที่ย้อยพูดจาชมเรณูที่ขัดเครื่องทองเหลืองจนเงาวับ แต่กลับกระทบพิไลที่นั่งเฉย ๆ ได้ยิน แล้วย้อยก็พูดลอย ๆ ไปถึงลูกจ้างสาวในบ้านว่า “ไอ้ประเภทจะมาขี้เกียจ สันหลังยาว ทำมักง่ายแบบขอไปทีเนี่ย ไม่มีผู้ชายคนไหนเขาเอาไปทำเมียหรอก” 

กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

บ้านแบ้มีมาตรฐานของลูกสะใภ้ชัดเจน ผู้หญิงที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ จะต้องมีคุณสมบัติตามที่ย้อยกำหนดประมาณนี้ 

  • รู้ว่าควรทำอะไรโดยไม่ต้องให้ใครบอก
  • ทนแรงกดดันสูงได้ รับแรงกระแทกทางอารมณ์ได้ดี
  • อ่านบรรยากาศเป็น รู้จังหวะพูดและจังหวะเงียบ
  • พร้อมพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
  • มีความสามารถพิเศษในการแบกรับความคาดหวัง

ถ้าทำได้ครบ การมีที่ยืนในบ้านแบบเรณูก็คงไม่ยาก แล้วถ้าหน้าที่เหล่านี้มันพิสูจน์ยากเกินไป จะลองใช้ทางลัดพึ่งพาสิ่งลี้ลับซื้อใจก็ได้ หรืออาจเลือกที่จะเหยียบย่ำคนอื่นเพื่ออำนาจแบบพิไล หรือเลือกจะจมอยู่กับมันให้นานพอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเสียเองแบบย้อย

ไม่มีวิธีไหนถูกหรือผิดทั้งหมด แต่มันคือวิธีเอาตัวรอด

แรงดิ้นรนของสะใภ้ในบ้านที่ไร้ตัวตน อาจมีรากฐานมาจากความกลัวถูกสังคม ‘ตีตรา’ เพราะในยุคนั้นการถูกขับออกจากกงสีไม่ได้หมายถึงแค่การตกงาน แต่อาจรวมถึงการกลายเป็นผู้หญิงล้มเหลว สิ่งเหล่านี้จึงบีบให้พวกเธอต้องสู้สุดตัวเพื่อรักษาที่ยืนนี้ไว้แม้จะต้องสูญเสียบางอย่างไปก็ตาม

สะใภ้ไร้เสียง

การก้าวเข้าบ้านแบ้ในฐานะสะใภ้ใหม่ตั้งแต่ย้อย พิไล จนมาถึงเรณู ต่างเป็นสถานะก้ำกึ่งระหว่างลูกสาวกับคนหน้าใหม่ในบ้าน ทำให้พวกเธอต้องพิสูจน์ตัวเองทุกวัน เพื่อได้ชื่อว่าเป็น ‘คนในบ้าน’ 

มากกว่านั้น นี่เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของผู้หญิงคนหนึ่ง เพราะการแต่งงานก็ไม่ต่างจากการเริ่มต้นชีวิตใหม่

สำหรับ ‘เรณู’ เธอทิ้งชีวิตงานกลางคืนมาเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านที่แม่ผัวรักและชื่นชม ส่วน ‘พิไล’ ต้องการสลัดคราบชีวิตที่ถูกตีตราว่าเป็นลูกเมียน้อย แต่ดูเหมือนการแต่งงานจะทำให้ชีวิตเธอทุกข์กว่าเดิ ม พยายามทำให้แม่ผัวหันมามอง แต่ก็ไม่สำเร็จ หรือแม้แต่ ‘ย้อย’ แม่และสะใภ้ใหญ่ของบ้านแบ้ที่เคยถูกแม่ผัวกดขี่ บาดแผลนั้นส่งผลให้เธอต้องก้าวขึ้นมาเป็นแม่ผัวแบบนั้นเสียเอง เพื่อปกป้องครอบครัวและชดใช้ความผิดในใจ

แม้จะแตกต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ เมื่อแต่งเข้าบ้านแบ้ พวกเธอต้องละทิ้งความสุขเพื่อตอบสนองความคาดหวังของกงสี เพียงเพื่อให้ได้มีที่ทางในบ้านหลังนี้
กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

แล้วเหตุผลที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะมันคือขนบธรรมเนียมประเพณีตาม ‘ลัทธิขงจื๊อ’ ที่ยกให้ความกตัญญูเป็นคุณธรรมสูงสุด คนอายุน้อยต้องฟังคนอายุมากกว่า ระบบนี้จึงอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนรุ่นก่อนรักษาอำนาจในการควบคุมสมาชิก รวมถึงส่งผลให้เสียงของสะใภ้ถูกลดทอนด้วยความอาวุโส 

แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะถูกเรียกว่า ‘คนใน‘ หรือไม่ สะใภ้ก็ยังต้องทำทุกอย่างเพื่อซื้อใจครอบครัวผู้ชาย บททดสอบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีคนคอยมอง คอยตัดสิน และหลายครั้งคนที่เคยลำบากมาก่อน ก็อาจกลายเป็นผู้ทำให้วงจรนี้หมุนต่อไปโดยไม่รู้ตัว

แรงงานสะใภ้กรงกงสี

ความเหน็ดเหนื่อยของสะใภ้ในกรงกรรมไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์หรือความขัดแย้งส่วนตัว แต่คือภาระงานที่ไม่เคยถูกเรียกว่า ‘งาน’

เหมือนเรณูที่ทำงานหนักแทบทุกอย่างทั้งช่วยงานบ้าน ช่วยงานร้าน วางตัวให้เหมาะสมในสายตาผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่เธอได้รับไม่ใช่ค่าตอบแทนหรือคำยอมรับเต็มปาก แต่เป็นการทำให้เจ้าของบ้าน ‘พอใจ’ และอนุญาตให้เธออยู่บ้านหลังนี้ต่อได้ 

ครั้งหนึ่ง ย้อยเคยหลุดปากชมว่า “แค่เอ่ยปากก็ทำให้เลย ดีจริง ๆ ไอลูกสะใภ้คนนี้” ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เมื่อเรณูจัดแจงทำแกงคั่วหน่อไม้มาให้ทันทีเพียงแค่ได้ยินย้อยเอ่ยว่าอยากกิน โดยที่ยังไม่ได้ออกคำสั่งด้วยซ้ำ 

การปรนนิบัติที่รู้ใจและรวดเร็วเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของสะใภ้ตามขนบ แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่เรณูใช้ทลายกำแพงอคติและสร้างความประทับใจให้แก่แม่ผัวได้อีกด้วย

กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

เพราะสะใภ้มีหลายงานต้องทำ ตั้งแต่ตื่นเช้ามาทำกับข้าว ล้างจาน ดูแลผู้ใหญ่ ช่วยกิจการ จดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทุกคน หรือแม้แต่คอยประคับประคองอารมณ์ของคนในบ้าน คือ หน้าที่ของสะใภ้ที่ ล้วนใช้แรง เวลา และพลังใจอย่างมาก แต่กลับถูกมองข้าม 

แล้วงานก็จะหนักขึ้นเมื่อเทศกาลรวมญาติมาถึง…

จริง ๆ แล้ว สะใภ้จะไม่ทำก็ได้ แต่ในยุคสมัยนั้น ใครจะกล้าขัดธรรมเนียมประเพณีที่ถูกส่งต่อกันมา ไม่ว่าใครก็อยากได้ชื่อว่าเป็น ‘แม่’ ‘เมีย’ และ ‘สะใภ้’ ที่ดีกันทั้งนั้น 

แล้วการจะไปยืนอยู่ตรงคำว่า ‘ดี’ ได้ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องทำงานหนัก เสียน้ำตา และทำงานภายใต้แรงกดดันทุกวัน เพียงเพราะมันคือ ‘หน้าที่’ ที่ถูกกำหนดนับตั้งแต่วันแรกที่พวกเธอไปหลงรักลูกชายของใครสักคน 

สามีที่ดีหรือลูกที่ดี

เวลาแม่ผัวกับสะใภ้มีปัญหากัน ลองสังเกตดูว่าเรามักจะหันไปมองใครก่อน คำตอบส่วนใหญ่คือ สามี คนกลางที่ต้องเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองคน

แต่หลาย ๆ บ้าน ผู้ชายคนนั้นกลับยืนนิ่ง แล้วทำให้ผู้หญิงที่เขา ‘รัก’ บางคนต้องแบกรับความเครียดไว้คนเดียว และไม่สามารถพูดความรู้สึกในใจออกไปได้ .

ในกรงกรรม เราจะเห็นภาพนี้ชัดผ่าน ‘อาใช้’ เขารักเรณูมากก็จริง แต่เขายังติดหล่มความกตัญญู ไม่ตัดสินใจ ไม่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องภรรยา สุดท้ายความลังเลของเขาทำให้เรณูต้องรับแรงกดดันแทบจะตัวคนเดียว

อาตงก็ไม่ต่างกัน เขาเติบโตมาในบ้านที่แม่คือศูนย์กลาง ไม่กล้าขัดแม่ ไม่กล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น เพราะอาตงมองว่า การเป็นลูกที่ดีจึงมาก่อนการเป็นสามีที่ปกป้องคนรัก ความนิ่งของเขาทำให้ความอึดอัดของสะใภ้อย่างพิไลถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่เธอมีปัญหาเองมากกว่าจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของทั้งครอบครัว

กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

ส่วนสามีของย้อยก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว มีอำนาจตัดสินใจเรื่องสำคัญ แต่ภาระการพิสูจน์คุณค่ากลับตกอยู่ที่ย้อยมากกว่า ผู้ชายไม่ต้องผ่านแรงกดดันแบบเดียวกัน แต่ยังคงสถานะและอำนาจในบ้านไว้ได้

มากกว่ารักคือภาระจำยอม

ความรักในบ้านกงสีอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคู่รัก เพราะเมื่อก้าวเข้าบ้านในฐานะสะใภ้ พื้นที่ส่วนตัวถูกแทนที่ด้วยการควบคุมของญาติามากหน้าหลายตาที่มักเข้ามามีส่วนร่วมแทบทุกเรื่องทุกราว 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบ้านจะเป็นเหมือนบ้านแบ้ ไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ระหว่างแม่ผัวกับสะใภ้จะเต็มไปด้วยแรงกดดัน และไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่แต่งงานแล้วต้องกลายเป็นแรงงานของครอบครัวโดยอัตโนมัติ หลายบ้านค่อย ๆ เรียนรู้กัน ค่อย ๆ ปรับตัวและสร้างพื้นที่ปลอดภัยไปด้วยกัน

แต่สิ่งที่ชวนคิด คือบางครอบครัว ความรักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะทำให้ทุกอย่างราบรื่นได้ หากความคาดหวังยังเทไปอยู่ที่คนใดคนหนึ่งมากเกินไป

เรณูกับอาใช้รักกัน ความรู้สึกของทั้งคู่ไม่ใช่ของปลอม ทว่าเมื่อความรักต้องเผชิญกับระบบครอบครัวที่มีลำดับชั้นและอำนาจชัดเจน ความรักกลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ผ่านการทำงานหนัก ความอดทน และการยอมรับกฎที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนตั้งขึ้นมา 

ขณะที่พิไลพยายามสร้างอำนาจของตัวเองให้เร็วที่สุด เธออยากได้รับการยอมรับ ไม่อยากถูกกดหัวไว้ใต้ใคร ความรักสำหรับเธอจึงผสมปนกับความทะเยอทะยานและความกลัวว่าจะไม่มีคุณค่าถ้าไม่แข็งแกร่งพอ พิไลไม่ได้ไร้ความรัก แต่ความรักของเธอถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการความมั่นคงและสถานะในบ้าน

กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

ส่วนย้อยเธอเคยเป็นสะใภ้ ผ่านแรงกดดัน เคยพิสูจน์ตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอกลายเป็นแม่ผัวแบบที่เธอเกลียด ความรักของย้อยที่มีต่อลูกหรือคนรักของลูกเป็นเรื่องจริง แต่บางครั้งความรักแบบนั้นกลับแฝงด้วยการควบคุมและความคาดหวัง จนกลายเป็นแรงกดดันต่อไป

หลายบ้าน ความรักถูกใช้เป็นเหตุผลให้ผู้หญิงอดทน อดทนเพราะรักสามี อดทนเพื่อลูก อดทนเพราะไม่อยากให้สามี ลูก ครอบครัวลำบากใจ อดทนเพราะเชื่อว่าเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ความอดทนอาจเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ก็จริง แต่ความรักไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเงื่อนไขของการแบกรับภาระฝ่ายเดียว

กรงกรรม: มองชีวิต 'สะใภ้จีน' แรงงานในบ้านกงสีที่ถูกมองข้าม

เมื่อความรู้สึกดี ๆ ต่อคนรักต้องแปรเปลี่ยนเป็นสถานะ ‘ภรรยา’ หรือ ‘สะใภ้’ พื้นที่ความรักของคนสองครถูกแทนที่ด้วยความคาดหวังมหาศาลจากครอบครัว สุดท้ายหลายคนเลือกที่จะ ‘ยอม’

​ยอม... เพื่อที่จะได้รักกันต่อ

ยอม... เพื่อที่จะได้รักษาคำว่าครอบครัวไว้

เมื่อคนในบ้านยอมให้สะใภ้ทำงานหนัก ไม่มีเสียงในบ้าน ภาระหนัก ๆ ของสะใภ้เป็นเรื่องปกติ สิ่งที่น่าคิดต่อ คือ เราอาจกำลังส่งต่อรากฐานความคิดเหล่านี้นี้ไปสู่สะใภ้รุ่นหลังหรือไม่

เพราะท้ายที่สุด ความรักควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่เหตุผลที่รั้งให้ใครคนหนึ่งต้องจำยอมแล้วทิ้งตัวตนของตัวเองจนลืมไปว่า เราก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการคนรักโดยไม่ต้องพิสูจน์หรือสนใจสายตาใคร 

 

ภาพ: Ch3Thailand