30 ม.ค. 2569 | 20:35 น.

KEY
POINTS
“ผมอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นการตั้งคำถาม”
นี่คือแนวคิดเบื้องหลังของ HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) ภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ ‘เต๋อ’ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่ต้องการพูดกับคนดูตลอด 2 ชั่วโมงของภาพยนตร์
แล้วในฐานะคนดู เราก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ
เขาพาเราเดินเข้าสู่โลกความจริงที่ไร้การแต่งเติมโลกเชิงบวก แล้วไปสำรวจชีวิตของพนักงานคนหนึ่งที่สังคมเรียกร้องให้เขาพัฒนาตัวเองแล้วเดินต่อไปข้างหน้า
แล้วต่อให้โลกจะแตก ฝุ่นจะครองเมือง หรือต้องใช้ชีวิตเสี่ยง ๆ บนท้องถนน เจอหัวหน้างานที่ไม่ใจดีกับเรา สุดท้าย ‘เราก็ต้องไปทำงานอยู่ดี’ ผ่านหลากหลายตัวละครที่สะท้อนภาพของคุณในแง่มุมต่าง ๆ
เมื่อดูจบแล้ว คุณอาจรู้สึกหน่วง ๆ ในหัวใจ เพราะบางที ตัวละครบางตัวในโลกภาพยนตร์ อาจเป็นคุณหรือเพื่อนร่วมงานของคุณที่กำลังตั้งใจใช้ชีวิตภายใต้แรงกดดันที่มองไม่เห็นในโลกความจริง
เพราะสุดท้าย เราก็เป็นเพียงคนคนหนึ่งที่สังคมบังคับให้ใช้ชีวิตแล้วอดทนจนกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของการเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในสังคม เมือง และประเทศนี้
/บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง HUMAN RESOURCE (2026)/
เฟรนใช้ชีวิตวัยเด็กมาระหว่างที่ประเทศไทยกำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจ จากที่เคยอยู่บ้านหลังใหญ่ก็ต้องมาอยู่ตึกแถว แล้วพ่อก็ต้องมาจากไปอีก เธอเติบโตขึ้นมาแบบนั้น
ถึงหนังจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่การเป็นลูกสาวที่ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว มันไม่ง่ายเลย เฟรนรู้ดีว่าตัวเองต้องไม่ล้ม ต้องทำให้แม่คิดว่าเธอมีชีวิตที่ดี ไม่ต้องเป็นห่วง
และเราก็เชื่อว่า หลาย ๆ บ้านก็เป็นแบบนั้น เมื่อถึงวัยที่ต้องปล่อยมือจากที่บ้านมาสร้างครอบครัวตัวเอง ถึงชีวิตที่เจอมันจะหนัก แล้วพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เมื่ออยู่ตรงหน้าครอบครัว เราก็แกล้งฝืนยิ้ม เพื่อเป็นภาพที่ทำให้เห็นว่า ‘เราสบายดี’
เพราะแม่ก็เลี้ยงเฟรนมาได้ดี แม้จะต้องต่อสู้กับโลกและชีวิตที่ไม่ได้ดีมากนัก หรืออาจจะแย่กว่าวันที่เธอเติบโตมาด้วยซ้ำ
การที่เฟรนเลือกยิ้มอ่อน ๆ ตอนกลับไปบ้านแม่ มันเป็นคำตอบหมดแล้วว่า เธอเองก็รักแม่ และคิดถึงแม่มาก แล้วก็คิดว่า แม่นี่แหละคือพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เรื่องราวบ้าบอทั้งหมดที่เกิดขึ้นหายไปจากชีวิตได้ครู่หนึ่ง
เพราะเธอรู้ว่า ต่อให้โลกจะโหดร้ายแค่ไหน เมื่อกลับบ้าน ‘แม่’ จะยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ
ส่วนที่ทำงาน เฟรนคือพนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มองเห็นปัญหาทุกอย่าง หัวหน้าที่เรียกร้องการทำงานหนักแบบสุดโต่ง ทำงาน 6 วัน และต้องทำงานล่วงเวลา แต่สิ่งที่ได้กลับมามีแค่คำต่อว่าและการหายไปของเพื่อนร่วมงานที่ ‘อดทน’ ไม่ไหว
ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมเฟรนถึงเลือกจะเมินเฉยต่อปัญหาในที่ทำงานและและกลายเป็นฝ่ายบุคคลที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพนักงานเลยสักครั้ง
ในสายตาพนักงานเงินเดือนก็คงดูไม่เป็นธรรม แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราคิดว่า เธอทำไปเพราะความอยู่รอด ระบบชนชั้นไม่อนุญาตให้เรามีปัญหากับคนที่อาวุโสกว่า ไม่อย่างนั้น ครอบครัวที่กำลังจะสร้างก็อาจพังทลายลงตามไป
ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ คือ การหาน้องที่อดทนเก่งที่สุดในโลก คนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงาน 6 วัน โอเคกับการทำงานล่วงหน้า และจิตใจแข็งแกร่งมากพอที่จะกลั้นน้ำตาตอนที่หัวหน้าปากระดาษใส่หน้า มาทำงานแทน
นี่คือภาพสะท้อนของโลกการทำงานจริง อาจดูโหดร้าย แต่ในสังคมนี้ มันมีงานที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้เลือก แต่เราต้องทำเพราะสังคมบีบบังคับให้เราต้องเป็นพนักงานที่อดทนอดกลั้นสุด ๆ ทั้ง ๆ ที่ในใจอยากจะกรี๊ดออกมา
แล้วถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเฟรน คุณจะเลือกอะไร ‘ระหว่างความถูกต้อง’ กับ ‘ความอยู่รอด’
คอนโดแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ คือ สถานที่ตั้งครอบครัวของ ‘เฟรน’
บ้านหลังนี้ ‘เธม’ สามีของเฟรนเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานเป็นเซลล์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นพนักงานออฟฟิศเหมือนกัน แต่ไม่ต้องทำความสะอาดบ้าน มีเฟรนขับรถไปรับไปส่งที่ทำงานทุกวัน
แต่สิ่งที่เธมคาดหวังในชีวิตแต่งงานมากที่สุด คือ การมี ‘ลูก’
หลังจากรู้ว่าภรรยาท้อง เขาพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เขาทำงานบ้าน ทำอาหารเช้า ขับรถไปส่งที่ทำงานแทน และเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุด
ค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติปีละ 500,000 บาท จองก่อน 2 ปี เพื่อแลกสังคมให้ลูก ส่วนพ่อแม่ก็ต้องทำงานหนักต่อไป ต้องทนอยู่กับงานที่ไม่ชอบ ทนกับหัวหน้าที่ไม่เห็นคนทำงาน และจำนนให้กับทุกปัญหาที่ถาโถมเข้ามา
ปฏิเสธไม่ได้หรอก สำหรับพ่อแม่ ลูกมาที่หนึ่งเสมอ
และในโลกที่เต็มไปด้วยอะไรมากมาย ทั้งปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เฟรนไม่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาแล้วต้องมาเจอสิ่งเดียวกับที่เธอกำลังเผชิญอยู่
“ลูกเขาอยากเกิดมาจริง ๆ เหรอ” เฟรนถามเธม
คำถามสั้น ๆ ของเฟรน ทำให้คนดูอย่างเราย้อนกลับไปนึกถึงวันแรกที่เด็กคนหนึ่งลืมตาดูโลก คำที่หลายคนบอกว่า ‘ไม่มีใครเลือกการเกิดได้’ ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่เป็นความจริง เพราะหลายอย่างถูกเลือกไว้แล้วตั้งแต่แรก
จริงไหม?
อีกหนึ่งบทบาทของเฟรนในหนังเรื่องนี้ คือ การเป็นภาพแทนของประชาชนคนหนึ่งที่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาให้เป็นคนที่ ‘โอเค’ ตามที่ใครคิด
ดังนั้นระหว่างขับรถไปทำงาน เฟรนเลยเลือกที่จะอัปเดตข่าวสารตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เห็นโลกที่ไม่ได้สวยงาม แต่พนักงานคนหนึ่งต้องไปทำงานในเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 ต้องสู้ชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ใช้น้ำประปาที่ไม่สะอาด และใช้ชีวิตบนถนนด้วยความเสี่ยง
มันคงง่ายกว่านี้ ถ้าสังคมที่เราเติบโตนับรวมชีวิตของพนักงานคนหนึ่งเอาไว้ แต่ทุกวันนี้ ชีวิตของพนักงานผันแปรตาม KPI ยังต้องตื่นเช้าฝ่ารถติด สู้กับระบบขนส่งสาธารณะ ใส่หน้ากากอนามัยกันฝุ่นกว่าจะไปถึงที่ทำงาน ส่วนข่าวสารที่ได้ยินก็เป็นเพียงคำเตือนให้ระวังตัวมากขึ้น
คุณภาพชีวิตที่ดีควรเป็นเรื่องพื้นฐาน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแลกมาด้วยการอดทนกับทุกอย่าง จนในที่สุดการมีชีวิตอยู่ให้ผ่านไปแต่ละวันก็กลายเป็นความสามารถพิเศษของพนักงานคนหนึ่งในประเทศนี้
เพราะในเมืองที่ไม่ได้บอกให้เราวิ่งแข่ง แต่ทุกอย่างรอบตัวกลับถูกวัดคุณค่าของชีวิตด้วยมาตรวัดความสำเร็จในสายตาคนอื่น และในเมืองแบบนี้ การมีชีวิตอยู่เฉย ๆ ก็ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย