‘Election’ (1999): ‘โกงเลือกตั้ง’ เพื่อกัน ‘คนไม่ดี’ คือหน้าที่ของ ‘คนดี’?

‘Election’ (1999): ‘โกงเลือกตั้ง’ เพื่อกัน ‘คนไม่ดี’ คือหน้าที่ของ ‘คนดี’?

หนังไฮสคูลอย่าง ‘Election’ (1999) ไม่ได้เล่าแค่การเลือกตั้งประธานนักเรียน แต่เผยให้เห็นกลไกอำนาจที่คุ้นตาในการเมืองไทย เมื่อผลเลือกตั้งไม่สำคัญเท่าดุลยพินิจของคนคุมกติกา และคำว่า ‘ศีลธรรม’ ถูกใช้เป็นเหตุผลในการลบเสียงของประชาชนอย่างแนบเนียน

KEY

POINTS

‘Election’ (1999) คือหนังไฮสคูลแบบอเมริกันจ๋าที่ว่าด้วย ‘การเลือกตั้ง’ ที่ดูผิวเผินอาจเป็นเพียงความวุ่นวายตามประสาเด็กวัยรุ่น หากแต่กลับสะท้อนภาพกว้างของการเมืองในระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้อย่างน่าประหลาด ราวกับการย่อส่วนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งระบบลงมาไว้ในสนามที่เล็กและดูไร้พิษภัยที่สุดอย่าง ‘โรงเรียนมัธยม’

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานแจ้งเกิดของ ‘อเล็กซานเดอร์ เพย์น’ ผู้กำกับหนังอินดี้ชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญการเล่าเรื่อง ‘คนธรรมดา’ ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา Election ใช้ตลกร้ายเป็นเครื่องมือผ่ากลไกการเมืองที่เราคุ้นชินให้เห็นแก่นแท้ของมัน และย้ำชัดว่า การเมืองไม่เคยจำกัดอยู่แค่ ‘รัฐสภา’ หรือ ‘คูหาเลือกตั้งระดับชาติ’ หากแฝงตัวอยู่ในทุกพื้นที่ที่มีสามสิ่งควบคุมอยู่พร้อมกัน นั่นคือ อำนาจ กติกา และคนที่ควบคุมกติกา

แม้หนังจะออกฉายมากว่า 27 ปีแล้ว พร้อมการแสดงของ ‘รีส วิเธอร์สปูน’ และ ‘แมททิว บรอเดอริค’ สองดาราดังแห่งยุคสมัยนั้น แต่เรื่องราวของ Election กลับยังสดใหม่ และสอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเมืองของไทยในปัจจุบัน

เลือกตั้งประธานนักเรียนที่เต็มไปด้วยคำลวงและการจัดฉาก

‘เทรซี ฟลิก’ คือนักกิจกรรมสาวผู้มีความมั่นใจเกินร้อย ทะเยอทะยานเกินล้าน และตั้งใจจริงจะคว้าตำแหน่งนี้มาให้ได้ เทรซีมีนโยบาย มีวิสัยทัศน์ และสมัครเข้ามาอย่างถูกต้องตามกติกาทุกประการ หากมองตามรูปเกม เธอแทบจะไร้คู่แข่งอย่างสิ้นเชิง

แต่ปัญหาของการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เคยอยู่ที่ ‘กติกา’ หากอยู่ที่ ‘คนคุมกติกา’

‘มิสเตอร์ แม็คอัลลิสเตอร์’ หรือ ‘จิม’ อาจารย์หนุ่มผู้มีอำนาจดูแลการเลือกตั้ง กลับไม่ชอบเทรซีเป็นการส่วนตัว ตั้งแต่นิสัยทะเยอทะยานเกินกรอบ ‘นักเรียนหญิงที่ดี’ ไปจนถึงอดีตสีเทาที่เทรซีเคยพัวพันกับเพื่อนอาจารย์คนสนิทของเขา ความไม่ชอบใจนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่กลายเป็นแรงผลักดันให้จิมใช้อำนาจทุกทางเพื่อสกัดกั้นชัยชนะของเธอ

‘Election’ (1999): ‘โกงเลือกตั้ง’ เพื่อกัน ‘คนไม่ดี’ คือหน้าที่ของ ‘คนดี’?

เขาผลักดัน ‘พอล เมตซ์เลอร์’ นักฟุตบอลหนุ่มขวัญใจมหาชนที่ไม่ได้มีความตั้งใจจะบริหารอะไรจริงจัง ให้ลงสมัครเพียงเพื่อแบ่งคะแนนเสียง และสร้างภาพลวงตาว่านี่คือการแข่งขันที่สูสี พร้อมกันนั้นยังรับ ‘แทมมี เมตซ์เลอร์’ น้องสาวของพอลเข้ามาเป็นผู้สมัครคนที่สาม ทั้งที่แรงจูงใจของเธอมีเพียงความแค้นส่วนตัวและความอยากที่จะป่วนการเลือกตั้ง

เหตุผลที่จิมบอกกับคนอื่นคือ “ทุกคนมีคุณสมบัติครบ” แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ เพื่อให้เทรซีต้องมีคู่แข่งมากขึ้น

หากมองอย่างตรงไปตรงมา จะพบว่าไม่มีใครเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาเท่ากับเทรซีเลย การเลือกตั้งจึงถูก ‘โกง’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงคะแนนด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพียงข้อเดียวที่ว่าจิมไม่อาจปล่อยให้เธอชนะได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครเหมาะสม” แต่คือ “ใครมีสิทธิ์ตัดสินว่าใครเหมาะสม”

จิมคือสามีและพ่อที่ดีในสายตาสังคม และเป็น ‘คนดี’ ในสายตาตัวเอง เขาเชื่อมั่นว่าตนสามารถแยก ‘ความดี’ และ ‘ความชั่ว’ ออกจากกันได้อย่างชัดเจน อดีตชู้สาวของเทรซีคือรอยด่างที่ให้อภัยไม่ได้ ขณะที่ความทะเยอทะยานของเธอก็ดูน่ารำคาญเกินรับไหว คนแบบนี้ไม่เหมาะจะเป็นตัวแทนของใครทั้งนั้นในสายตาของจิม

แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป หนังค่อย ๆ ทำลายภาพ ‘ครูคนดี’ ที่จิมพยายามสร้างขึ้น เขาประณาม ‘ศีลธรรม’ ของเทรซีอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันกลับถลำเข้าสู่ความสัมพันธ์นอกใจภรรยาเสียเอง เส้นแบ่งความดีที่เขาเคยขีดไว้อย่างมั่นคงเริ่มพร่าเลือน จนไม่อาจแน่ใจได้ว่า ‘ไม้บรรทัด’ ในมือเขายังยาวเท่าเดิมหรือไม่

‘โกงเลือกตั้ง’ เพื่อกัน ‘คนไม่ดี’ คือหน้าที่ของ ‘คนดี’?

จิมเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง การโกงด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะประชาชนยังไม่พร้อม” เป็นวาทกรรมอมตะของผู้มีอำนาจ เขาไม่ได้คิดว่าเทรซีทำผิดกติกาอะไร หากแต่เขาไม่เชื่อว่าเธอ ‘เหมาะสม’

และนี่คือแก่นของการเมืองไทยที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง หลายครั้งหลายคราที่ประชาชนเลือกคนที่มีความทะเยอทะยานและมีวิสัยทัศน์ หากแต่ผู้มีอำนาจเห็นว่าเขาเป็น ‘คนที่ไม่เหมาะสม’ แม้ประชาชนจะเลือกมาด้วยความตั้งใจก็ไม่อาจได้เอื้อมถึงตำแหน่งที่ผู้นั้นปรารถนาได้โดยง่าย พูดง่าย ๆ ว่า ประชาชนเลือกได้ แต่ต้องเลือกให้ถูกใจผู้มีอำนาจด้วย ถ้าเลือกไม่ถูกใจ กติกาจะถูกแก้ไข ผลจะถูกตีความใหม่ เกมจะถูกรีเซ็ตทันที

ใน Election เทรซีไม่ได้โกง เธอแทบไม่ได้ทำผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่เธอกลับถูกทำให้เป็นตัวร้าย ตัวที่พยายามจะเข้ามาทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นในโรงเรียนจนดูน่ารำคาญ เพราะสังคมไม่ชอบคนที่มั่นใจและอยากเอาชนะเกินพอดี ยิ่งแล้วใหญ่เมื่อเธอเป็นผู้หญิงด้วย

‘Election’ (1999): ‘โกงเลือกตั้ง’ เพื่อกัน ‘คนไม่ดี’ คือหน้าที่ของ ‘คนดี’?

เมื่อหันกลับมามองสังคมไทย พรรคหรือผู้สมัครที่ ‘มั่นใจ’ แบบนี้ ต่อให้ทำถูกกติกาแค่ไหน ก็พร้อมจะแพ้ได้เสมอ เพราะความทะเยอทะยานมักถูกตีตราเป็นภัยต่อศีลธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติไปเสียอย่างนั้น

ขณะเดียวกัน เวทีเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นเรื่องของนโยบายเสมอไป หากแต่เป็นเรื่องของความสะใจและการขบถ อย่างเช่นผู้สมัครอย่างแทมมี ที่ต้องการเข้ามาเพื่อกวนการเลือกตั้ง ไม่ได้ตั้งใจบริหารอะไรจริงจัง แต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม น่าคิดว่าหากไม่ถูกตัดสิทธิ์ไปเสียก่อน โรงเรียนนี้อาจได้ประธานนักเรียนสายปั่นที่สร้างแต่ความวุ่นวายก็เป็นได้

หนังตั้งคำถามสำคัญว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมหรือไม่ เมื่อผลออกมา อำนาจที่แท้จริงกลับไม่เคลื่อนตามคะแนนเสียง

วินาทีที่จิมขยำบัตรเลือกตั้งของเทรซีสองใบ เขาเชื่อว่าตัวเองกำลังทำเพื่อปกป้องโรงเรียน แม้เพิ่งถูกจับได้ว่านอกใจเมีย แต่เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าตัวเองเป็น ‘คนดี’ และคนอย่างเทรซีไม่สมควรได้รับความไว้วางใจขนาดนั้น

แล้วเสียงที่เลือกเทรซีผิดตรงไหน นโยบายของเธอเลวร้ายตรงไหน หรือปัญหาที่แท้จริงคือ เธอไม่ใช่คนที่ผู้คุมกฎ ‘วางตัว’ ไว้ตั้งแต่แรก

เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทในสังคมไทย

เทรซี ฟลิก คือนักการเมืองสาย ‘Technocrat’ และ ‘Perfect Candidate’ เธอคือตัวแทนของความทะเยอทะยานที่มาพร้อมกับโปรไฟล์ที่สมบูรณ์แบบ เทรซีทำงานหนัก เรียนเก่ง กิจกรรมเด่น และมองว่าการเมืองคือ ‘หน้าที่ของคนเก่ง’ เธอมุ่งมั่นจนดูเหมือนหุ่นยนต์ เน้นนโยบายและรายละเอียด และเชื่อมั่นว่าตัวเองจะสามารถทำได้ตามนโยบายที่วางอย่างเป๊ะ ๆ

เปรียบเทียบการเมืองไทยในปัจจุบัน เทรซีคือกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับนโยบายเป็นปึก ๆ พูดจาฉะฉาน มีคำตอบให้ทุกคำถาม แต่บ่อยครั้งมักถูกฝั่งตรงข้ามโจมตีว่า น่ากลัวเพราะมุ่งมั่นเกินไป นอกจากนี้เธอยังสะท้อนภาพนักการเมืองหญิงในไทยที่ต้องทำงานหนักกว่าผู้ชายเป็นสองเท่าเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่กลับถูกตัดสินด้วย ‘อารมณ์’ หรือ ‘จริยธรรม’ มากกว่าความสามารถ (เหมือนที่จิมอคติกับเธอ)

ส่วน พอล เมตซ์เลอร์ คือนักการเมืองสาย ‘Popularity’ หรือ ‘บ้านใหญ่’

พอล คือหนุ่มนักกีฬาที่ใคร ๆ ก็รัก เขาลงแข่งไม่ใช่เพราะรักจะบริหารงาน แต่เพราะบารมีมันได้ เขาเป็นคนดี ซื่อ ๆ แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ทางการเมืองเลย เพียงแต่ถูกร้องขอให้ลงเลือกตั้งก็เท่านั้น พอลใช้ความจริงใจต่อผู้อื่นเป็นจุดขาย เขาเข้าถึงง่าย เป็นที่รักของมวลชนโดยไม่ต้องพยายาม

เปรียบเทียบการเมืองไทย พอลคือนักการเมืองสายบ้านใหญ่หรือคนดัง กลุ่มที่อาศัยฐานเสียงจากความนิยมส่วนตัว หรือบารมีของตระกูล ไม่ได้เน้นอุดมการณ์เข้มข้น แต่เน้นการเป็น ‘คนของประชาชน’ ที่จับต้องได้ 

บทบาทของคนออย่างพอลคือตัวแทนของคนที่ “ระบบเลือกมาเพื่อคานอำนาจ” เหมือนนักการเมืองบางคนที่ถูกผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหยิบยื่นโอกาสให้เพียงเพื่อเอามาเป็น ‘นอมินี’ สกัดกั้นฝั่งที่มีอุดมการณ์แรงกล้า

สุดท้าย แทมมี เมตซ์เลอร์ คือนักการเมืองสายขบถล้มกระดาน

แทมมี คือตัวละครที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง เธอลงแข่งเพื่อประชดประชัน แต่สุนทรพจน์ของเธอกลายเป็นไวรัลในโรงเรียนเพียงเพราะเธอบอกว่า “เลือกฉันไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก ระบบนี้มันเฮงซวย”

‘Election’ (1999): ‘โกงเลือกตั้ง’ เพื่อกัน ‘คนไม่ดี’ คือหน้าที่ของ ‘คนดี’?

ลักษณะเด่นของเธอคือการเมืองสายทำลายล้าง เธอพูดความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด โดยไม่แคร์กติกาใด กระแสการเมืองขบถแบบนี้ เปรียบได้กับกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ (ที่สู้กันระหว่าง เทรซี กับ พอล) แล้วหันไปหาทางเลือกที่ ‘สุดโต่ง’ แทมมีจึงเป็นภาพสะท้อนของคะแนน ‘Vote No’ หรือกลุ่มเยาวชนที่ออกมาตั้งคำถามกับพิธีกรรมหน้าเสาธงและการเลือกตั้งที่ดูเป็นเพียงละครตบตาคนดู

จริยธรรมที่อาจไม่มีอยู่จริงของผู้คุมกติกา

ในหนัง จิมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีและเคร่งครัดในจริยธรรม แต่เขากลับทำลายหลักการเหล่านั้นเสียเองด้วยตรรกะที่ว่า “ทำผิดเพื่อผลลัพธ์ที่ถูกต้อง”

ฉากที่จิมขยำบัตรเลือกตั้งของเทรซีสองใบ คือหัวใจของหนังทั้งหมด มันไม่ใช่แค่การโกงการเลือกตั้งระดับโรงเรียน แต่คือภาพแทนของระบบที่ผลการเลือกตั้งจริงไม่มีความหมาย หากผู้ชนะไม่ใช่คนที่ “ถูกเลือกไว้ล่วงหน้า” อำนาจที่แท้จริงไม่เป็นไปตามเสียงข้างมาก หากเป็นไปตามดุลยพินิจของคนไม่กี่คนที่อ้างศีลธรรมเป็นเกราะกำบัง

จิมคิดว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้องโรงเรียนจากการครอบงำของคนนิสัยไม่ดีอย่างเทรซี แต่ความจริงเขากลับใช้วิธีที่สกปรกที่สุด 

มองกลับมายังการเมืองไทย บ่อยครั้งที่องค์กรอิสระหรือผู้มีอำนาจคุมกฎ มักอ้าง ‘ศีลธรรม’ หรือ ‘ความถูกต้อง’ มาเป็นเหตุผลในการแบนหรือยุบพรรคการเมือง แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยอคติส่วนตัวและอคติทางการเมือง กลายเป็นว่าผู้คุมกฎนั่นแหละที่เป็นคนพังระบบเสียเอง

องค์กรอิสระและผู้คุมกฎ เปรียบได้กับบทบาทของ กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ในสายตาของผู้วิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง เมื่อมีการตัดสินที่ค้านสายตาประชาชน (เช่น การยุบพรรค หรือการตัดสิทธิ์นักการเมืองด้วยข้อหาเล็กน้อย) โดยนำเรื่อง ‘จริยธรรม’ หรือ ‘ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง’ มาเป็นเหตุผล

เมื่อมองผ่านบริบทการเมืองไทย Election ชี้ให้เห็นอันตรายของจริยธรรมในมือผู้คุมกฎ เมื่อศีลธรรมกลายเป็นข้ออ้างในการบิดเบือนกติกา และไม้บรรทัดของคนดีไม่เคยยาวเท่ากันสำหรับทุกคน ระบบก็พร้อมจะพังจากน้ำมือของคนที่เชื่อว่าตัวเองดีเสมอ

Election ไม่ได้บอกเราว่าใครเลวที่สุด แต่มันชี้ให้เห็นว่า อันตรายที่สุดคือคนที่เชื่อว่าตัวเองดี แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับความดีของตัวเอง

ในโลกของ Election และเช่นเดียวกับโลกความเป็นจริง ปัญหาของการเมืองการเลือกตั้งไม่ใช่ประชาชนเลือกคนผิด แต่คือระบบไม่เคยยอมรับเสียงที่แท้จริงของประชาชนเลยต่างหาก

 

เรื่อง: poonpun

ภาพ: ภาพยนตร์ Election (1999)