06 ก.พ. 2569 | 07:02 น.

KEY
POINTS
‘Election’ (1999) คือหนังไฮสคูลแบบอเมริกันจ๋าที่ว่าด้วย ‘การเลือกตั้ง’ ที่ดูผิวเผินอาจเป็นเพียงความวุ่นวายตามประสาเด็กวัยรุ่น หากแต่กลับสะท้อนภาพกว้างของการเมืองในระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้อย่างน่าประหลาด ราวกับการย่อส่วนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งระบบลงมาไว้ในสนามที่เล็กและดูไร้พิษภัยที่สุดอย่าง ‘โรงเรียนมัธยม’
หนังเรื่องนี้เป็นผลงานแจ้งเกิดของ ‘อเล็กซานเดอร์ เพย์น’ ผู้กำกับหนังอินดี้ชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญการเล่าเรื่อง ‘คนธรรมดา’ ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา Election ใช้ตลกร้ายเป็นเครื่องมือผ่ากลไกการเมืองที่เราคุ้นชินให้เห็นแก่นแท้ของมัน และย้ำชัดว่า การเมืองไม่เคยจำกัดอยู่แค่ ‘รัฐสภา’ หรือ ‘คูหาเลือกตั้งระดับชาติ’ หากแฝงตัวอยู่ในทุกพื้นที่ที่มีสามสิ่งควบคุมอยู่พร้อมกัน นั่นคือ อำนาจ กติกา และคนที่ควบคุมกติกา
แม้หนังจะออกฉายมากว่า 27 ปีแล้ว พร้อมการแสดงของ ‘รีส วิเธอร์สปูน’ และ ‘แมททิว บรอเดอริค’ สองดาราดังแห่งยุคสมัยนั้น แต่เรื่องราวของ Election กลับยังสดใหม่ และสอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเมืองของไทยในปัจจุบัน
‘เทรซี ฟลิก’ คือนักกิจกรรมสาวผู้มีความมั่นใจเกินร้อย ทะเยอทะยานเกินล้าน และตั้งใจจริงจะคว้าตำแหน่งนี้มาให้ได้ เทรซีมีนโยบาย มีวิสัยทัศน์ และสมัครเข้ามาอย่างถูกต้องตามกติกาทุกประการ หากมองตามรูปเกม เธอแทบจะไร้คู่แข่งอย่างสิ้นเชิง
แต่ปัญหาของการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เคยอยู่ที่ ‘กติกา’ หากอยู่ที่ ‘คนคุมกติกา’
‘มิสเตอร์ แม็คอัลลิสเตอร์’ หรือ ‘จิม’ อาจารย์หนุ่มผู้มีอำนาจดูแลการเลือกตั้ง กลับไม่ชอบเทรซีเป็นการส่วนตัว ตั้งแต่นิสัยทะเยอทะยานเกินกรอบ ‘นักเรียนหญิงที่ดี’ ไปจนถึงอดีตสีเทาที่เทรซีเคยพัวพันกับเพื่อนอาจารย์คนสนิทของเขา ความไม่ชอบใจนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่กลายเป็นแรงผลักดันให้จิมใช้อำนาจทุกทางเพื่อสกัดกั้นชัยชนะของเธอ
เขาผลักดัน ‘พอล เมตซ์เลอร์’ นักฟุตบอลหนุ่มขวัญใจมหาชนที่ไม่ได้มีความตั้งใจจะบริหารอะไรจริงจัง ให้ลงสมัครเพียงเพื่อแบ่งคะแนนเสียง และสร้างภาพลวงตาว่านี่คือการแข่งขันที่สูสี พร้อมกันนั้นยังรับ ‘แทมมี เมตซ์เลอร์’ น้องสาวของพอลเข้ามาเป็นผู้สมัครคนที่สาม ทั้งที่แรงจูงใจของเธอมีเพียงความแค้นส่วนตัวและความอยากที่จะป่วนการเลือกตั้ง
เหตุผลที่จิมบอกกับคนอื่นคือ “ทุกคนมีคุณสมบัติครบ” แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ เพื่อให้เทรซีต้องมีคู่แข่งมากขึ้น
หากมองอย่างตรงไปตรงมา จะพบว่าไม่มีใครเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาเท่ากับเทรซีเลย การเลือกตั้งจึงถูก ‘โกง’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงคะแนนด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพียงข้อเดียวที่ว่าจิมไม่อาจปล่อยให้เธอชนะได้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครเหมาะสม” แต่คือ “ใครมีสิทธิ์ตัดสินว่าใครเหมาะสม”
จิมคือสามีและพ่อที่ดีในสายตาสังคม และเป็น ‘คนดี’ ในสายตาตัวเอง เขาเชื่อมั่นว่าตนสามารถแยก ‘ความดี’ และ ‘ความชั่ว’ ออกจากกันได้อย่างชัดเจน อดีตชู้สาวของเทรซีคือรอยด่างที่ให้อภัยไม่ได้ ขณะที่ความทะเยอทะยานของเธอก็ดูน่ารำคาญเกินรับไหว คนแบบนี้ไม่เหมาะจะเป็นตัวแทนของใครทั้งนั้นในสายตาของจิม
แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป หนังค่อย ๆ ทำลายภาพ ‘ครูคนดี’ ที่จิมพยายามสร้างขึ้น เขาประณาม ‘ศีลธรรม’ ของเทรซีอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันกลับถลำเข้าสู่ความสัมพันธ์นอกใจภรรยาเสียเอง เส้นแบ่งความดีที่เขาเคยขีดไว้อย่างมั่นคงเริ่มพร่าเลือน จนไม่อาจแน่ใจได้ว่า ‘ไม้บรรทัด’ ในมือเขายังยาวเท่าเดิมหรือไม่
จิมเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง การโกงด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะประชาชนยังไม่พร้อม” เป็นวาทกรรมอมตะของผู้มีอำนาจ เขาไม่ได้คิดว่าเทรซีทำผิดกติกาอะไร หากแต่เขาไม่เชื่อว่าเธอ ‘เหมาะสม’
และนี่คือแก่นของการเมืองไทยที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง หลายครั้งหลายคราที่ประชาชนเลือกคนที่มีความทะเยอทะยานและมีวิสัยทัศน์ หากแต่ผู้มีอำนาจเห็นว่าเขาเป็น ‘คนที่ไม่เหมาะสม’ แม้ประชาชนจะเลือกมาด้วยความตั้งใจก็ไม่อาจได้เอื้อมถึงตำแหน่งที่ผู้นั้นปรารถนาได้โดยง่าย พูดง่าย ๆ ว่า ประชาชนเลือกได้ แต่ต้องเลือกให้ถูกใจผู้มีอำนาจด้วย ถ้าเลือกไม่ถูกใจ กติกาจะถูกแก้ไข ผลจะถูกตีความใหม่ เกมจะถูกรีเซ็ตทันที
ใน Election เทรซีไม่ได้โกง เธอแทบไม่ได้ทำผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่เธอกลับถูกทำให้เป็นตัวร้าย ตัวที่พยายามจะเข้ามาทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นในโรงเรียนจนดูน่ารำคาญ เพราะสังคมไม่ชอบคนที่มั่นใจและอยากเอาชนะเกินพอดี ยิ่งแล้วใหญ่เมื่อเธอเป็นผู้หญิงด้วย
เมื่อหันกลับมามองสังคมไทย พรรคหรือผู้สมัครที่ ‘มั่นใจ’ แบบนี้ ต่อให้ทำถูกกติกาแค่ไหน ก็พร้อมจะแพ้ได้เสมอ เพราะความทะเยอทะยานมักถูกตีตราเป็นภัยต่อศีลธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติไปเสียอย่างนั้น
ขณะเดียวกัน เวทีเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นเรื่องของนโยบายเสมอไป หากแต่เป็นเรื่องของความสะใจและการขบถ อย่างเช่นผู้สมัครอย่างแทมมี ที่ต้องการเข้ามาเพื่อกวนการเลือกตั้ง ไม่ได้ตั้งใจบริหารอะไรจริงจัง แต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม น่าคิดว่าหากไม่ถูกตัดสิทธิ์ไปเสียก่อน โรงเรียนนี้อาจได้ประธานนักเรียนสายปั่นที่สร้างแต่ความวุ่นวายก็เป็นได้
หนังตั้งคำถามสำคัญว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมหรือไม่ เมื่อผลออกมา อำนาจที่แท้จริงกลับไม่เคลื่อนตามคะแนนเสียง
วินาทีที่จิมขยำบัตรเลือกตั้งของเทรซีสองใบ เขาเชื่อว่าตัวเองกำลังทำเพื่อปกป้องโรงเรียน แม้เพิ่งถูกจับได้ว่านอกใจเมีย แต่เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าตัวเองเป็น ‘คนดี’ และคนอย่างเทรซีไม่สมควรได้รับความไว้วางใจขนาดนั้น
แล้วเสียงที่เลือกเทรซีผิดตรงไหน นโยบายของเธอเลวร้ายตรงไหน หรือปัญหาที่แท้จริงคือ เธอไม่ใช่คนที่ผู้คุมกฎ ‘วางตัว’ ไว้ตั้งแต่แรก
เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทในสังคมไทย
เทรซี ฟลิก คือนักการเมืองสาย ‘Technocrat’ และ ‘Perfect Candidate’ เธอคือตัวแทนของความทะเยอทะยานที่มาพร้อมกับโปรไฟล์ที่สมบูรณ์แบบ เทรซีทำงานหนัก เรียนเก่ง กิจกรรมเด่น และมองว่าการเมืองคือ ‘หน้าที่ของคนเก่ง’ เธอมุ่งมั่นจนดูเหมือนหุ่นยนต์ เน้นนโยบายและรายละเอียด และเชื่อมั่นว่าตัวเองจะสามารถทำได้ตามนโยบายที่วางอย่างเป๊ะ ๆ
เปรียบเทียบการเมืองไทยในปัจจุบัน เทรซีคือกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับนโยบายเป็นปึก ๆ พูดจาฉะฉาน มีคำตอบให้ทุกคำถาม แต่บ่อยครั้งมักถูกฝั่งตรงข้ามโจมตีว่า น่ากลัวเพราะมุ่งมั่นเกินไป นอกจากนี้เธอยังสะท้อนภาพนักการเมืองหญิงในไทยที่ต้องทำงานหนักกว่าผู้ชายเป็นสองเท่าเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่กลับถูกตัดสินด้วย ‘อารมณ์’ หรือ ‘จริยธรรม’ มากกว่าความสามารถ (เหมือนที่จิมอคติกับเธอ)
ส่วน พอล เมตซ์เลอร์ คือนักการเมืองสาย ‘Popularity’ หรือ ‘บ้านใหญ่’
พอล คือหนุ่มนักกีฬาที่ใคร ๆ ก็รัก เขาลงแข่งไม่ใช่เพราะรักจะบริหารงาน แต่เพราะบารมีมันได้ เขาเป็นคนดี ซื่อ ๆ แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ทางการเมืองเลย เพียงแต่ถูกร้องขอให้ลงเลือกตั้งก็เท่านั้น พอลใช้ความจริงใจต่อผู้อื่นเป็นจุดขาย เขาเข้าถึงง่าย เป็นที่รักของมวลชนโดยไม่ต้องพยายาม
เปรียบเทียบการเมืองไทย พอลคือนักการเมืองสายบ้านใหญ่หรือคนดัง กลุ่มที่อาศัยฐานเสียงจากความนิยมส่วนตัว หรือบารมีของตระกูล ไม่ได้เน้นอุดมการณ์เข้มข้น แต่เน้นการเป็น ‘คนของประชาชน’ ที่จับต้องได้
บทบาทของคนออย่างพอลคือตัวแทนของคนที่ “ระบบเลือกมาเพื่อคานอำนาจ” เหมือนนักการเมืองบางคนที่ถูกผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหยิบยื่นโอกาสให้เพียงเพื่อเอามาเป็น ‘นอมินี’ สกัดกั้นฝั่งที่มีอุดมการณ์แรงกล้า
สุดท้าย แทมมี เมตซ์เลอร์ คือนักการเมืองสายขบถล้มกระดาน
แทมมี คือตัวละครที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง เธอลงแข่งเพื่อประชดประชัน แต่สุนทรพจน์ของเธอกลายเป็นไวรัลในโรงเรียนเพียงเพราะเธอบอกว่า “เลือกฉันไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก ระบบนี้มันเฮงซวย”
ลักษณะเด่นของเธอคือการเมืองสายทำลายล้าง เธอพูดความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด โดยไม่แคร์กติกาใด กระแสการเมืองขบถแบบนี้ เปรียบได้กับกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ (ที่สู้กันระหว่าง เทรซี กับ พอล) แล้วหันไปหาทางเลือกที่ ‘สุดโต่ง’ แทมมีจึงเป็นภาพสะท้อนของคะแนน ‘Vote No’ หรือกลุ่มเยาวชนที่ออกมาตั้งคำถามกับพิธีกรรมหน้าเสาธงและการเลือกตั้งที่ดูเป็นเพียงละครตบตาคนดู
ในหนัง จิมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีและเคร่งครัดในจริยธรรม แต่เขากลับทำลายหลักการเหล่านั้นเสียเองด้วยตรรกะที่ว่า “ทำผิดเพื่อผลลัพธ์ที่ถูกต้อง”
ฉากที่จิมขยำบัตรเลือกตั้งของเทรซีสองใบ คือหัวใจของหนังทั้งหมด มันไม่ใช่แค่การโกงการเลือกตั้งระดับโรงเรียน แต่คือภาพแทนของระบบที่ผลการเลือกตั้งจริงไม่มีความหมาย หากผู้ชนะไม่ใช่คนที่ “ถูกเลือกไว้ล่วงหน้า” อำนาจที่แท้จริงไม่เป็นไปตามเสียงข้างมาก หากเป็นไปตามดุลยพินิจของคนไม่กี่คนที่อ้างศีลธรรมเป็นเกราะกำบัง
จิมคิดว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้องโรงเรียนจากการครอบงำของคนนิสัยไม่ดีอย่างเทรซี แต่ความจริงเขากลับใช้วิธีที่สกปรกที่สุด
มองกลับมายังการเมืองไทย บ่อยครั้งที่องค์กรอิสระหรือผู้มีอำนาจคุมกฎ มักอ้าง ‘ศีลธรรม’ หรือ ‘ความถูกต้อง’ มาเป็นเหตุผลในการแบนหรือยุบพรรคการเมือง แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยอคติส่วนตัวและอคติทางการเมือง กลายเป็นว่าผู้คุมกฎนั่นแหละที่เป็นคนพังระบบเสียเอง
องค์กรอิสระและผู้คุมกฎ เปรียบได้กับบทบาทของ กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ในสายตาของผู้วิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง เมื่อมีการตัดสินที่ค้านสายตาประชาชน (เช่น การยุบพรรค หรือการตัดสิทธิ์นักการเมืองด้วยข้อหาเล็กน้อย) โดยนำเรื่อง ‘จริยธรรม’ หรือ ‘ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง’ มาเป็นเหตุผล
เมื่อมองผ่านบริบทการเมืองไทย Election ชี้ให้เห็นอันตรายของจริยธรรมในมือผู้คุมกฎ เมื่อศีลธรรมกลายเป็นข้ออ้างในการบิดเบือนกติกา และไม้บรรทัดของคนดีไม่เคยยาวเท่ากันสำหรับทุกคน ระบบก็พร้อมจะพังจากน้ำมือของคนที่เชื่อว่าตัวเองดีเสมอ
Election ไม่ได้บอกเราว่าใครเลวที่สุด แต่มันชี้ให้เห็นว่า อันตรายที่สุดคือคนที่เชื่อว่าตัวเองดี แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับความดีของตัวเอง
ในโลกของ Election และเช่นเดียวกับโลกความเป็นจริง ปัญหาของการเมืองการเลือกตั้งไม่ใช่ประชาชนเลือกคนผิด แต่คือระบบไม่เคยยอมรับเสียงที่แท้จริงของประชาชนเลยต่างหาก
เรื่อง: poonpun
ภาพ: ภาพยนตร์ Election (1999)