12 ม.ค. 2569 | 18:00 น.

กรอเวลากลับไปเกือบยี่สิบสองปีที่แล้ว ในห้วงที่ค่ายเพลงนามว่า ‘เบเกอรี่ มิวสิค’ (Bakery Music) กำลังโบกมืออำลานักฟังผู้หลงใหลในความละเมียดละไมที่หอมกรุ่นผ่านเสียงเพลงและศิลปินของค่ายเพลงนี้ พวกเขาก็ได้จัดงานคอนเสิร์ตครั้งใหญ่เพื่อฉลองในวาระที่เดินทางครบ 10 ปี และเฉลิมฉลองการเดินทางมาถึงปลายทางด้วยกัน ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 10 ธันวาคม 2547 จนกลายเป็นภาพที่เปี่ยมไปทั้งความใจหาย อบอุ่น และงดงามกับการเดินทางของพวกเขา
แปดวันถัดมา พวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ณ ห้างเซนทรัลพลาซ่าเชียงใหม่ กับคอนเสิร์ต B.DAY รอบสุดท้ายที่ร่วมส่งท้ายค่ายเพลงนี้ในเมืองที่ในอดีตเราอาจได้ยินเสียงเพลงของเบเกอรี่ฯ เปิดอยู่เป็นเรื่องสามัญธรรมดา เหล่าพลพรรคศิลปินและชาวเบเกอเรี่ยนจึงได้กรีธาทัพมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการอำลาครั้งสุดท้ายนี้ที่เต็มไปด้วยความพิเศษมากมายตั้งแต่โชว์พิเศษของ ‘อุดม แต้พานิช’ ไปจนถึงการแสดงของศิลปินแต่ละคนที่พิเศษไม่แพ้ครั้งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
ตัดภาพสลับกลับมาในเวลาปัจจุบัน คอนเสิร์ต B.DAY Forever ครั้งล่าสุดที่จัด ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี ที่จัดการแสดงรวดเดียวกว่าสิบชั่วโมงติดต่อกันสี่วันก็ได้ปลุกกระแสให้เพลงของเบเกอรี่ฯ กลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้ง และเฉกเช่นเดียวกับสองทศวรรษก่อนหน้า เมื่อมีการเฉลิมฉลองที่กรุงเทพมหานครแล้ว อีกจุดหมายปลายทางก็คือการมุ่งหน้าสู่ ‘เชียงใหม่’ เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของ B.DAY ครั้งนี้อีกครั้งหนึ่ง
จนเกิดเป็นงานแสดงดนตรี ‘B.DAY After Party Festival’ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ณ Royal Train Garden Resort จังหวัดเชียงใหม่ ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายท่ามกลางป่าเขาและลมหนาว กับเสียงดนตรีอันอบอุ่นจากห้วงเวลาในวันวาน แม้ในเรื่องของการจัดการอาจมีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เสียงดนตรีที่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยหัวใจของศิลปินทุกคนไม่ต่างอะไรจากของขวัญวันเด็กที่เบเกอรี่มิวสิคมอบให้กับวัยรุ่นเก้าศูนย์และสองพันทุกคน
ในช่วงบ่ายแก่ ๆ แสงแดดยังคงสาดส่องมาบริเวณลานกว้าง ศิลปินคนแรกก็ก้าวเดินขึ้นบรรเลงเพลงเพื่อเป็นการเปิดงานในครั้งนี้ เขาคนนั้นคือ ‘บอย โกสิยพงษ์’ ครั้งหนึ่งในการพูดคุยเคยมีการคะเนกันว่าวงที่มาเล่นเปิดอาจเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่ผู้ชมอาจไม่มาอยู่ดู จากแสงแดดที่อาจแผดเผา ทว่าในวันนั้น สถานที่อันโล่งกว้างที่ห้อมล้อมด้วยภูเขากลับมีอากาศเย็นไหลเวียนอยู่เรื่อย ๆ จึงทำให้แสงแดดไม่ร้อนเท่าที่ควร เพียงแต่อาจจะจ้าและแยงตาอยู่บ้าง แต่โชว์ของบอย โกสิยพงษ์ ก็เดินหน้าไปอย่างสวยงาม โดยปิดด้วยบทเพลง ‘ฤดูที่แตกต่าง’ ให้ใครหลายคนได้ร้องกันตั้งแต่เริ่มงาน ไม่ต้องรอจนถึงตอนจบ
ทุกชั่วโมงที่เคลื่อนไปหมายถึงอากาศที่ค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาห้าโมงครึ่งราวช่วงประมาณโชว์ของ ‘บอย ตรัย’ และ ‘Crescendo’ อุณหภูมิได้อยู่ที่ 23 องศาพร้อมกับแดดที่อ่อนลง ราวหนึ่งทุ่มที่แสงได้ลาลับหายไปแล้ว ความหนาวก็เดินทางสู่ 20 องศา และลดลงไปที่ 17 องศาตอนสามทุ่ม และ 16 องศาในเวลาเที่ยงคืน หากใครที่มีเสื้อกันหนาวอย่างเพรียบพร้อมก็อาจนั่งฟังเพลงอย่างเย็นสบาย แต่ถ้าหากมันไม่เพียงพอต่อการทำให้ร่างกายอุ่นล่ะก็ การลุกขึ้นเต้นหรือเดินไปเดินมาอาจเป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาความหนาวได้อย่างดียิ่ง
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบายก็มีเสียงสะท้อนอยู่ไม่น้อยถึงระบบการจัดการไม่ว่าจะเป็นเรื่องบูธขายอาหาร เครื่องดื่ม การลงทะเบียนเพื่อเข้ามาภายในงาน การจัดสรรเรื่องห้องน้ำ หรือโดยเฉพาะกับการขนย้ายคนออกจากพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่ไม่น้อย จนทำให้หลายคนรู้สึกว่าการเดินทางมาร่วมสนุกในงานนี้มีความลำบากไม่น้อย ซึ่งก็เป็นเสียงสะท้อนเพื่อนำไปปรับประยุกต์และแก้ไขในการจัดงานครั้งถัดไป
อย่างไรก็ตาม เสียงจากผู้ชมก็ย้ำชัดว่าระบบการจัดการก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะเสียงดนตรีและความรักที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากศิลปินเบเกอรี่ทุกคนนั้นยังคงความงดงามและเปี่ยมไปด้วยความรักอยู่เช่นเคย อาจเป็นเพราะพวกเขาทุกคนรักในสิ่งที่ทำ และคงรักษาจิตวิญญาณความเป็นเด็ก เฉกเช่นช่วงเวลาในอดีตเอาไว้เสมอ
เชียงใหม่รถติดเป็นพิเศษในวันที่ 10 มกราคม 2569 แน่นอนว่าสัมพันธ์กับการจัดงาน B.DAY After Party Festival ที่พาให้ผู้คนจากหลาย ๆ พื้นที่ทั่วประเทศมาที่เชียงใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน วันดังกล่าวก็ตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมที่นับเป็นวันเด็กแห่งชาติในทุก ๆ ปีของประเทศไทย จึงมีผู้คนไม่น้อยที่เดินทางออกจากบ้านพาเหล่าเด็ก ๆ มากมายไปสังสรรค์ด้วยความสนุก
แม้หลายคนที่เดินทางไปร่วมงาน B.DAY ที่เชียงใหม่ในวันนี้อาจไม่ได้เป็นเด็กกันแล้ว แต่ทันใดที่เสียงเพลงของค่ายขนมปังบรรเลงขึ้น ห้วงเวลาในวันวานก็พลันเวียนกลับมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ น่าแปลกใจที่หลายบทเพลงยังคงเสน่ห์และความพิเศษเอาไว้ได้เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมคือเสียงเพลงเหล่านั้นได้พาความทรงจำของผู้เข้าร่วมงานราวสองหมื่นคนกลับมาทักทายพวกเขาอีกครั้ง
อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากงานในครั้งนี้คือแม้เวลาจะผ่านไปเท่าไร แต่ศิลปินชาวเบเกอรี่หลายคนกลับยังคงรักษา ‘ความเป็นเด็ก’ ของตัวเองเอาไว้ได้เช่นเดิม ซึ่งความเป็นเด็กที่ว่านี้หมายถึงความฝันที่พวกเขามองเห็น ความหวังพวกเขาคาดหมาย และความสนุกสนานที่สะท้อนออกมาจากการแสดงของพวกเขาอย่างแท้จริง
แม้จะมีสคริปต์ แต่โชว์ก็ดำเนินไปอย่างหลวม ๆ มีสคริปต์บ้าง นอกบทบ้าง ด้นสดกันบ้าง บางคราว บอย โกสิยพงษ์ ก็ร่วมร้องเพลงกับ บอย ตรัย ในขณะที่ถือโพยเนื้อเพลงจากโทรศัพท์มือถือร่วมร้องไปพร้อม ๆ กัน ศิลปินคนนู้นคนนี้ต่างก็มาร่วมแจมในเพลงของกันและกัน เหมือนกับเด็ก ๆ ที่วิ่งเวียนไปเคาะประตูบ้านเพื่อนคนนู้นคนนี้เพื่อชวนมาเล่นสนุกด้วยกัน
จิตวิญญาณความเป็นเด็กเหล่านี้ถูกถ่ายทอดจากศิลปินสู่ผู้ชม จนทำให้งานนี้มีความผ่อนคลายกว่าหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับครั้งที่จัด ณ กรุงเทพมหานคร บรรยากาศความสบาย ๆ ไม่จริงจังเคร่งครัดในสคริปต์ทำให้ความรู้สึก B.DAY ครั้งนี้เหมือนกับ After Party จริง ๆ เหมือนกับการมาเรียนที่โรงเรียนในวันสุดท้ายที่เรื่องเครียดต่าง ๆ ได้สะสางไปหมดแล้ว งานที่คั่งค้างก็ส่งไปหมดสิ้น เหลือเพียงคาบวิชาการเรียนการสอนที่ต่างก็มาเข้าร่วมเพื่อความสนุกที่ถูกส่งต่อให้กันและกันเพียงอย่างเดียว
จะเรียกว่าเป็นของขวัญวันเด็กจาก เบเกอรี่ มิวสิค ก็อาจไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก
ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือเปล่า?
คงเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของใครหลายคน บ้างอาจคิดว่าชาวเบเกอรี่ฯ และเบเกอเรี่ยนอาจจะเวียนวนมาพบกันอีกครั้งในภายภาคหน้า บ้างก็อาจคิดว่าโอกาสคงมีน้อยมากนักที่จะมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทางแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายองค์ประกอบที่ผสมรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุของศิลปินแต่ละคนที่เพิ่มมากขึ้น เส้นทางของแต่ละคนที่เดินไปตามของตนเอง ซึ่งบางคนก็ออกห่างจากเส้นทางดนตรีไปแล้ว ก็ล้วนทำให้มีความรู้สึกว่าการรวมตัวอีกครั้งคงเป็นไปไม่ได้
สิ่งหนึ่งที่สุกี้มักกล่าวเสมอคือปรากฏการณ์ของเบเกอรี่ มิวสิคคือการที่ดวงดาวขยับตัวมาเรียงร้อยต่อกันจนเกิดเป็นกลุ่มดาวที่งดงามในช่วงเวลาหนึ่ง การเกิดขึ้นของ B.DAY ทั้งรอบที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ก็ไม่ต่างกัน มันคือการขยับตัวของดวงดาวมาเรียงอย่างพร้อมหน้าอีกครั้ง แต่ก็ใช่ว่ามันจะอยู่ที่เดิมตลอด เพราะแต่ละดวงดาวก็ล้วนมีวงโคจรที่หมุนเวียนไปในทางของตนเอง
การจะได้เห็นดวงดาวที่สวยงามเช่นนี้อีกในอนาคตคงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
แต่การสร้างกรงขังให้กับตัวเองผ่านคำว่า ‘ครั้งสุดท้าย’ ก็อาจทำให้เสียโอกาสหากการวนเวียนมาถึงของดวงดาวในอนาคตบังเอิญโคจรมาแนบชิดกันเช่นนี้อีกครั้ง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือจิตวิญญาณและความรักของเบเกอรี่ มิวสิค ที่จะยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ไม่ได้มารวมตัวกัน แต่เราจะได้เห็นศิลปินมากมายของเบเกอรี่ฯ กำลังจะมีงานแสดงคอนเสิร์ตของตนเอง เป็นภาพสะท้อนของการเดินทางและเจริญงอกงามของศิลปินที่ต่างก็มีรากเดียวกันคือ ‘เบเกอรี่ฯ’ หมายความว่าชาวเบเกอเรี่ยนอีกมากมายย่อมมีโอกาสที่จะได้พบกับบทเพลงจากเบเกอรี่ฯ อีกอย่างแน่นอน
แต่สำหรับการมารวมกันพร้อมหน้าเช่นนี้อีกครั้ง ให้เป็นเรื่องของกาลเวลา อนาคต และความเป็นไปได้ของดวงดาว
แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือในครั้งนี้ เบเกอรี่ มิวสิค ได้วนเวียนกลับมามอบของขวัญที่พิเศษที่สุดชิ้นหนึ่งที่จะถูกประดับเอาไว้ในความทรงจำเมื่อครั้งใดคิดถึงพวกเขาทุกคนและผลงานของพวกเขาทุกเพลง