จากอัล์ฟ-อิงเก ถึงเออร์ลิง ฮาลันด์ กับการกลับมาของนอร์เวย์บนเวทีฟุตบอลโลก

จากอัล์ฟ-อิงเก ถึงเออร์ลิง ฮาลันด์ กับการกลับมาของนอร์เวย์บนเวทีฟุตบอลโลก

32 ปีก่อน พ่อเคยพานอร์เวย์ไปฟุตบอลโลก และเป็นทีมชุดสุดท้ายก่อนประเทศจะหายจากเวทีนี้ไปนานกว่าสามทศวรรษ วันนี้ลูกชายกำลังพานอร์เวย์กลับมาอีกครั้ง ณ ดินแดนเดียวกัน เรื่องราวของครอบครัวฮาลันด์จึงไม่ใช่แค่การเดินตามรอยพ่อ แต่คือการสานต่อความฝันจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

KEY

POINTS

ในโลกฟุตบอล มีนักเตะจำนวนไม่น้อยที่เดินตามรอยพ่อ แต่มีไม่กี่คนที่ได้เดินกลับไปยังสถานที่เดียวกับที่พ่อเคยยืน เพียงแต่เวลาระหว่างสองก้าวนั้นห่างกันถึง 32 ปี และเมื่อถึงคราวของลูก นอร์เวย์ก็ไม่ได้เพียงแค่กลับสู่ฟุตบอลโลกในรอบ 28 ปี แต่ยังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ ด้วยการโค่นบราซิลผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก

.

ปี 1998 อัล์ฟ-อิงเก ฮาลันด์ สวมเสื้อทีมชาตินอร์เวย์ลงเล่นฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา และครั้งสุดท้ายของนอร์เวย์เป็นปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ก่อนที่ประเทศแห่งนี้จะหายไปจากเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนานกว่าสามทศวรรษ

ตลอดช่วงเวลานั้น เด็กชาวนอร์เวย์ทั้งรุ่นเติบโตขึ้นโดยไม่เคยเห็นทีมชาติของตัวเองลงเล่นในฟุตบอลโลก พวกเขารู้จักฟุตบอลโลกผ่านบราซิล เยอรมนี อาร์เจนตินา หรือฝรั่งเศส แต่ไม่เคยได้เห็นธงชาตินอร์เวย์โบกสะบัดอยู่บนเวที 

เช่นเดียวกัน ‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ ก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้น เขาเติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลก ทำลายสถิติมาแล้วนับไม่ถ้วน คว้าแชมป์ระดับสโมสรแทบทุกรายการ แต่มีความฝันเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่เคยสัมผัส นั่นคือการลงเล่นฟุตบอลโลกในนามทีมชาตินอร์เวย์

เมื่อการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 สิ้นสุดลง ความฝันที่ทั้งประเทศรอคอยก็มาถึง นอร์เวย์กลับคืนสู่เวทีฟุตบอลโลกได้สำเร็จ และปลายทางก็ยังเป็นสหรัฐอเมริกา ดินแดนเดียวกับที่อัล์ฟ-อิงเก ฮาลันด์ เคยยืนเมื่อปี 1994 หลังการคว้าตั๋วสู่ฟุตบอลโลก เออร์ลิง ฮาลันด์ ไม่ได้พูดถึงจำนวนประตูที่อยากยิง ไม่ได้พูดถึงการเป็นดาวซัลโว หรือการคว้าแชมป์โลก หากสิ่งแรกที่เขาพูดกลับเป็นเรื่องของพ่อ

"พ่อของผมเคยเล่นฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ดังนั้นการที่ผมจะได้ไปเล่นฟุตบอลโลกที่สหรัฐฯ เช่นกัน มันจึงเป็นอะไรที่พิเศษจริง ๆ"

อีกครั้งหนึ่ง เขาย้ำความรู้สึกเดิมด้วยประโยคที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง

"แน่นอนว่ามันพิเศษมากที่พ่อเคยเล่นฟุตบอลโลกให้นอร์เวย์ และตอนนี้ผมก็จะได้สัมผัสประสบการณ์เดียวกัน"

คำพูดของฮาลันด์ไม่มีคำว่า "ผมจะเป็นแชมป์โลก"

ไม่มีคำว่า "ผมจะยิงให้ได้มากที่สุด"

ไม่มีแม้แต่คำว่า "ผมดีใจที่ได้ไปฟุตบอลโลก"

สิ่งแรกที่เขานึกถึงคือ พ่อ

เพราะสำหรับเขา ฟุตบอลโลกไม่ใช่เพียงรายการแข่งขัน แต่คือความทรงจำของครอบครัว เป็นเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จนวันที่ลูกชายได้เดินเข้าไปอยู่ในภาพเดียวกันกับที่พ่อเคยมี แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้งดงามยิ่งกว่า คือปลายทางของทั้งสองรุ่นไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน

อัล์ฟ-อิงเก ฮาลันด์ คือหนึ่งในนักเตะทีมชาติชุดสุดท้าย ก่อนที่นอร์เวย์จะหายไปจากฟุตบอลโลกนานถึง 28 ปี ส่วนเออร์ลิง ฮาลันด์ กำลังเป็นหนึ่งในนักเตะที่พาประเทศกลับคืนสู่เวทีแห่งนั้นอีกครั้ง พร้อมกับความหวังว่าจะพานอร์เวย์เดินไปไกลกว่าที่คนรุ่นพ่อเคยทำได้

คนหนึ่งเดินออกจากฟุตบอลโลก พร้อมกับการเริ่มต้นของการรอคอย อีกคนกำลังเดินเข้าสู่ฟุตบอลโลก พร้อมกับการสิ้นสุดของการรอคอย แม้ลูกชายจะกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก แต่คุณพ่ออัลฟ์-อิงเก้ ก็ยังทำหน้าที่เป็นเบรกมือคนสำคัญที่คอยดึงสติให้ลูกชายเท้าติดดินอยู่เสมอ

"ในโลกฟุตบอล ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเร็วมาก วันนี้คุณอาจเป็นฮีโร่ แต่วันพรุ่งนี้มันอาจจะกลายเป็นอีกเรื่องเลย พวกเราคอยบอกเขาเสมอให้เท้าติดดินเข้าไว้ ตั้งใจทำงานหนักต่อไป และอย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จสูงสุดแล้ว ซึ่งเขาก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี"

ระหว่างภาพทั้งสองมีเวลาคั่นอยู่กว่าสามทศวรรษ แต่สำหรับครอบครัวฮาลันด์ มันคือเรื่องเดียวกัน กลายความหมายที่แท้จริงของคำว่า Like Father, Like Son ไม่ใช่เพราะทั้งคู่ต่างได้เล่นฟุตบอลโลก แต่เพราะฟุตบอลโลกของคนหนึ่ง เคยเป็นบทสุดท้ายของยุคหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นบทแรกของอีกยุคหนึ่ง 

และบางครั้งสิ่งที่ลูกได้รับจากพ่อ ไม่ใช่เพียงพรสวรรค์ในการเล่นฟุตบอล

แต่คือความฝัน...ที่รอวันถูกสานต่อ

 

เรื่อง เก่ง หลังเกม

ภาพ getty images

 

อ้างอิง

https://www.thepeople.co/sports/football/50495

https://www.facebook.com/fifaworldcup/posts/erling-haaland-follows-in-his-fathers-footsteps-and-features-in-a-fifaworldcup-g/1594349588721655?utm_source=chatgpt.com

https://www.facebook.com/watch/?v=1199635128782192

https://www.primevideo.com/-/th/detail/0K6O3AZ6YE5NN5O5W3ORNHTE7K