21 ก.ค. 2569 | 17:45 น.

KEY
POINTS
‘เควิน คีแกน’ (Kevin Keegan) ตำนานนักเตะและอดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 75 ปี ด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คีแกนเปิดเผยต่อแฟนบอลนิวคาสเซิลว่า เขากำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะลุกลาม
ก่อนหน้านั้น ในเดือนมกราคม ทางครอบครัวได้การประกาศว่า อดีตกุนซือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีมชาติอังกฤษ กำลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง
ทว่าคีแกนพูดถึงเรื่องนี้อย่างอารมณ์ดีว่า “เพื่อนที่ลิเวอร์พูลแนะนำว่า รู้จักแพทย์ชั้นนำคนหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญมะเร็งกระเพาะอาหาร เขาเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลด้วยนะ”
“เมื่อผมไปพบ ผมถามหมอว่า อัตราการรักษามะเร็งของคุณอยู่ที่เท่าไหร่? เขาตอบว่า 33%”
“ผมนึกว่าเขาจะบอกสัก 80 หรือไม่ก็ 90% เสียอีก! แต่เอาเถอะ อย่างน้อยผมก็ยังไม่ตาย”
หากเราจะเอ่ยถึงบุคคลผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความหลงใหล ความมุ่งมั่น และความงดงามในโลกแห่งฟุตบอลแล้ว ชื่อของ เควิน คีแกน หรือที่แฟนบอลทั่วโลกขนานนามเขาด้วยความรักว่า ‘King Kev’ ย่อมปรากฏขึ้นมาเป็นชื่อแรกในใจของใครหลายคน
เขามิได้เป็นเพียงนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นเพียงผู้จัดการที่โด่งดังจากปรัชญาการทำทีมอันน่าตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘คนเดินดินกินข้าวแกง’ ธรรมดาคนหนึ่งซึ่งมีหัวใจอันยิ่งใหญ่
คีแกนเป็นคนที่สามารถพูดคุยกับผู้คนทุกระดับด้วยความจริงใจ และเป็นสุภาพบุรุษผู้มอบรอยยิ้ม ความหวัง รวมถึงความสุขให้แก่แฟนบอล และทุก ๆ คนที่ได้พบเจอ
ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม ภาพจำของนักฟุตบอลรุ่นกระทงผมดกหนา รูปร่างมะขามข้อเดียว ที่วิ่งพล่านไปทั่วสนามด้วยพลังงานที่ไม่มีวันหมด ทั้งหมดนี้ยังคงสว่างไสวอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลลิเวอร์พูลทุกยุคทุกสมัย เขาคือตัวแทนของความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคตาทุกรูปแบบ
นี่คือชายผู้เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่สามารถก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของโลกฟุตบอลด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของตนเองอย่างแท้จริง
บุคลิกและตัวตนของคีแกนมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง
เขาคือนักสู้ผู้ทรหดที่มีความกระตือรือร้นสูงมาก อีกทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานที่พร้อมจะส่งผ่านไปถึงคนรอบข้างและแฟนบอลบนอัฒจันทร์รวมถึงทางบ้าน
ยามที่เขาลงสนามในฐานะนักเตะ ความดุดันและความมุ่งมั่นของเขาคือสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ทันที เขาเล่นฟุตบอลด้วยความทุ่มเทระดับเกิน 100% ในทุก ๆ วินาที เขาวิ่งสู้ฟัดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ยอมหยุดกระทั่งสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา
นี่เองที่เป็นที่มาของฉายาอันเป็นตำนานอย่าง ‘Mighty Mouse’ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวการ์ตูนหนูจี๊ดที่มีพลังกำลังมหาศาลเกินตัว เพราะคีแกนไม่เคยกลัวการปะทะ ไม่เคยกลัวกองหลังที่ตัวใหญ่กว่า และไม่เคยย่อท้อหรือยอมแพ้แก่อุปสรรคใด ๆ ในสนาม
ความมุ่งมั่นอันแรงกล้านี้เองที่ส่งผ่านไปยังเพื่อนร่วมทีมทุกคน และกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกสโมสรที่เขาสังกัด ไม่ว่าจะในบทบาทผู้เล่นหรือผู้จัดการทีมในเวลาต่อมา
คีแกนเริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลอย่างเป็นทางการกับสคันธอร์ป ยูไนเต็ด ในดิวิชัน 4 ด้วยเงินค่าจ้างอันน้อยนิด จนต้องทำงานเสริมในโรงงานเหล็กช่วงฤดูร้อน แต่ความทุ่มเทในสนามระดับ 100% ในทุกๆ นัด ได้สะดุดตาแมวมองของลิเวอร์พูล
‘บิลล์ แชงคลี’ (Bill Shankly) บรมกุนซือผู้สร้างรากฐานความยิ่งใหญ่ให้ทีมหงส์แดง ตัดสินใจดึงตัวเขามาร่วมทีมในปี 1971 ด้วยค่าตัวเพียง 33,000 ปอนด์ ซึ่งกลายเป็นการซื้อขายที่คุ้มค่าที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร
ที่แอนฟิลด์ คีแกนถูกปรับบทบาทจากกองกลางมาเป็นกองหน้าคู่หูของ ‘จอห์น ทอแช็ก’ (John Toshack) และนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุคทอง
คีแกนกลายเป็นหัวใจสำคัญในฐานะแนวรุกหมายเลข 7 ของลิเวอร์พูล ด้วยความเร็ว ทักษะการเลี้ยงบอลที่คล่องแคล่ว และความสามารถในการทำประตูทั้งภาคพื้นดินและกลางอากาศที่ยอดเยี่ยม เขานำทีมคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 ถึง 3 สมัย ยูฟ่าคัพ 2 สมัย เอฟเอคัพอีก 1 สมัย และปิดฉากชีวิตค้าแข้งในสีเสื้อลิเวอร์พูลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพเป็นสมัยแรกของสโมสรในปี 1977
แชงคลีถึงกับเขียนชื่นชมเขาในหนังสืออัตชีวประวัติว่า คีแกนคือแรงบันดาลใจของลิเวอร์พูลยุคใหม่
ขณะที่ตัวคีแกนเองก็เคยกล่าวไว้ว่า ลิเวอร์พูลคือผู้สร้างเขาขึ้นมา ไม่ใช่แค่ในฐานะนักฟุตบอล แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในอังกฤษ เขาตัดสินใจออกไปหาความท้าทายใหม่ในเยอรมนีตะวันตกกับฮัมบูร์กในปี 1977 แม้ในช่วงแรกจะต้องปรับตัวอย่างหนักกับวัฒนธรรมและภาษา แต่ความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดละส่งผลให้เขาพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาในฤดูกาล 1978–79 และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพในปี 1980
ความสำเร็จอันโดดเด่นในฐานะนักเตะระดับทวีปทำให้คีแกนได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป หรือ Ballon d'Or ถึง 2 สมัยติดต่อกันในปี 1978 และ 1979 กลายเป็นหนึ่งในนักเตะอังกฤษเพียงไม่กี่คน ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกยุคนั้นอย่างแท้จริง
สิ่งที่ทำให้ Kevin Keegan กลายเป็น ‘ราชันย์’ ที่เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของผู้คนอย่างแท้จริง ไม่ใช่จำนวนถ้วยรางวัลหรือทักษะเชิงลูกหนังระดับโลกเท่านั้น แต่คือตัวตนอันแสนพิเศษในเรื่องของ ‘ความเป็นกันเอง’ และ ‘ติดดิน’ อย่างที่สุดของเขา
ในวงการฟุตบอลระดับอาชีพที่เต็มไปด้วยภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และเงินทอง คีแกนกลับรักษา ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่เรียบง่ายและอบอุ่นไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
เขาเป็นบุคคลที่คนในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีม คู่แข่ง สตาฟฟ์โค้ช หรือแม้แต่แม่บ้าน และพ่อครัว หรือคนตัดหญ้าประจำสโมสร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนบอล ต่างยกย่องเป็นเสียงเดียวกัน อัธยาศัยดี มีความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย และให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่ว่าเขาจะก้าวขึ้นไปสูงส่งเพียงใด จะคว้า Ballon d'Or มาครองได้ถึง 2 สมัยซ้อน หรือกลายเป็นซุป’ตาร์ที่มีแฟนบอลคอยห้อมล้อมทั่วโลก คีแกนก็ยังคงเป็นคีแกนคนเดิม เป็นผู้ชายติดดินที่พร้อมจะยื่นมือไปจับกับทุกคน พร้อมจะพูดคุย สรวลเสเฮฮา และมอบคำชมเชยจากใจจริงและให้กำลังใจคนรอบข้างเสมอ ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความจริงใจของเขา คือเสน่ห์อันทรงพลังที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้
เรื่องเล่าที่สะท้อนถึงตัวตนและความติดดินของคีแกนได้เด่นชัดที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นตำนานที่แฟนบอลพูดถึงด้วยความซาบซึ้งใจมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือเรื่องราวความผูกพันระหว่างเขากับแฟนบอล
หลังจากการซ้อมอันหนักหน่วง หรือหลังจากจบแมตช์การแข่งขันที่แสนเหน็ดเหนื่อย ในขณะที่นักเตะดาวดังหลายคนอาจจะเลือกเดินเลี่ยงออกจากสนามเพื่อกลับบ้านไปพักผ่อน แต่สำหรับคีแกนแล้ว แฟนบอลคือคนที่สำคัญที่สุดเสมอ หากมีแฟนบอลมารอเขาอยู่ที่หน้าสนาม ไม่ว่าวันนั้นอากาศจะหนาวเย็น หิมะตก หรือฝนตกหนักเพียงใด ไม่ว่าจำนวนแฟนบอลที่มารอจะมีมากมายสักแค่ไหน หรือมีเพียงแค่คนเดียว คีแกนจะเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นเสมอ
เขาจะยืนเซ็นชื่อบนรูปถ่าย แจกลายเซ็นบนเสื้อ ผ้าพันคอ หรือลูกฟุตบอล เซ็นชื่อไปก็พูดคุยไป หรือไม่ก็แอ็คชั่นถ่ายรูป และแจกรอยยิ้มให้กับแฟนบอลทุกคนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เขาตั้งใจไว้เสมอว่า “จะไม่เดินหนีไปไหน” และ “จะอยู่เซ็นชื่อให้กับแฟนบอลคนสุดท้ายจนกระทั่งทุกคนได้กลับบ้านพร้อมความสุข”
เพราะคีแกนเข้าใจดี ว่าการเดินทางมาคอยของแฟนบอลนั้น มีความหมายมากเพียงใด การเจียดเวลาเพียงไม่กี่นาที สามารถสร้างความทรงจำที่งดงามไปตลอดชีวิตให้กับแฟนบอลคนหนึ่ง จะเห็นได้ว่าเขามักเอาใจใส่เด็ก ๆ ที่มายืนรอลายเซ็น และถ่ายรูปด้วยเสมอ
ความรักและความใส่ใจที่เขามีต่อแฟนบอลอย่างจริงใจนี้เอง ที่ทำให้รอยต่อระหว่างซูเปอร์สตาร์กับคนธรรมดาพังทลายลง จนกลายเป็นความรักอันบริสุทธิ์ที่แฟนบอลมอบตอบแทนกลับคืนให้เขาตลอดมา
ย้อนกลับไปในเส้นทางอดีตของคีแกน ภาพจำอันงดงามแรก ๆ ที่ตราตรึงในใจของแฟนบอลทั่วโลก ย่อมหนีไม่พ้นช่วงเวลาที่เขาสวมเสื้อหมายเลข 7 ของสโมสรหงส์แดง ลิเวอร์พูล
เสื้อหมายเลข 7 ของลิเวอร์พูลในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘ตัวเลขบนหลังเสื้อ’ แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวัง พลัง และความอัจฉริยะ ซึ่งคีแกนได้สร้างมาตรฐานอันสูงส่งไว้ให้แก่เสื้อตัวนี้อย่างน่าทึ่ง
เขาคือหัวใจสำคัญในเกมรุกของลิเวอร์พูล ด้วยสไตล์การเล่นที่สู้ไม่ถอย การเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด ความเร็ว และสัญชาตญาณการทำประตูที่เฉียบขาด พาสโมสรลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ภาพของคีแกนในเสื้อหมายเลข 7 สีแดงเพลิง ที่วิ่งฉลองประตูด้วยรอยยิ้มอันกว้างขวางและชูกำปั้นขึ้นฟ้า ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดของสโมสร และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เสื้อหมายเลข 7 ของลิเวอร์พูล กลายเป็นตำนานสืบต่อมา
หลังจากประสบความสำเร็จสูงสุดกับลิเวอร์พูล คีแกนได้ตัดสินใจทำในสิ่งทุกคนต้องตกตะลึง ด้วยการย้ายไปร่วมทีมฮัมบูร์กในศึกบุนเดสลีกาเยอรมัน การย้ายทีมหนนั้น คือบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา กับการต้องปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ ภาษาใหม่ และสไตล์การเล่นที่เน้นแท็คติก และการสู้กับแท็คเกิ้ลที่หนักหน่วงในเยอรมนีไม่ใช่เรื่องง่าย
ในช่วงแรก เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลและอุปสรรคมากมาย
แต่ด้วยจิตวิญญาณของ ‘นักสู้ผู้ทรหด’ คีแกนไม่เคยท้อถอย เขาฝึกซ้อมอย่างหนัก ทุ่มเทกายใจ จนกระทั่งสามารถชนะใจเพื่อนร่วมทีม และสต๊าฟโค้ช จนกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลสโมสรฮัมบูร์กได้อย่างงดงาม
และที่ฮัมบูร์กนี่เอง คือช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของคีแกน ซึ่งโชว์ฟอร์มอย่างไร้ที่ติ พาสโมสรคว้าแชมป์บุนเดสลีกา และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพในปี 1980
ก้าวไปถึงการเป็นผู้เล่นที่เยี่ยมที่สุดในโลก ด้วยการคว้ารางวัล Ballon d'Or มาครองได้ถึง 2 ปีซ้อน ในปี 1978 และ 1979 นับเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกที่สัมผัสเกียรติยศนี้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่น พลังงาน และจิตวิญญาณอันไม่ยอมแพ้ ที่สามารถเอาชนะทุกอุปสรรคและก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของโลกฟุตบอลได้อย่างแท้จริง
เมื่อถึงจุดอิ่มตัวที่เยอรมัน คีแกนกลับสู่ประเทศอังกฤษเพื่อร่วมทีมเซาธ์แฮมป์ตัน ท่ามกลางความประหลาดใจอีกครั้งของแฟนบอลทั่วประเทศ
เพราะในขณะนั้น เขาคือยอดนักเตะระดับโลก แต่เขากลับเลือกเซ็นสัญญากับทีมขนาดเล็กอย่างเซาธ์แฮมป์ตัน
นี่คือบทพิสูจน์ที่คีแกนทำให้ทุกคนเห็นว่า คำว่า ‘นักเตะระดับโลก’ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเล่นให้ทีมใหญ่แค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาแสดงออกมาบนสนามต่างหาก
คีแกนโชว์ฟอร์มอย่างเหนือชั้นอีกครั้ง พาทีมนักบุญยกระดับกลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ยิงประตูได้อย่างมากมาย และพาทีมขึ้นไปติดอันดับท็อปของลีกได้อย่างอัศจรรย์
ความเป็นกันเองและความเป็นผู้นำของเขา ทำให้นักเตะรุ่นน้องในทีมต่างเคารพรักและได้เรียนรู้จากเขาอย่างมหาศาล
คีแกนสร้างความสุขให้แฟนบอล The Saint อย่างล้นพ้น ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปสร้างตำนานบทใหม่ในเมืองนิวคาสเซิล
การย้ายไปร่วมทีมนิวคาสเซิลหรือชื่อเล่น Toon Army ในช่วงปลายอาชีพของเขานั้น เปรียบเสมือนบุพเพสันนิวาสที่ฟ้าลิขิตไว้
คีแกนย้ายไปนิวคาสเซิลในยามที่ทีมกำลังตกต่ำและอยู่ในดิวิชั่น 2 แต่การมาถึงของเขาได้จุดประกายความหวังและไฟแห่งความหลับใหลให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง
แฟนบอลหลั่งไหลกันเข้ามาเต็มสนาม St. James Park เพียงเพื่อจะได้เห็น คีแหนลงเล่นในเสื้อลายขาวดำ เขาทุ่มเทพลังกายพลังใจทั้งหมดที่มี นำทัพนิวคาสเซิลพุ่งทะยานขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ ก่อนที่เขาจะประกาศแขวนสตั๊ดในฐานะนักเตะที่สโมสรแห่งนี้อย่างยิ่งใหญ่
อย่างไรก็ดี บทบาทของเขากับนิวคาสเซิลยังไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น เพราะในเวลาต่อมา เขากลับมารับตำแหน่งผู้จัดการทีม และได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ที่โลกฟุตบอลไม่มีวันลืมเลือน นั่นคือยุคสมัยของ The Entertainers ในฐานะผู้จัดการทีม ปรัชญาการทำทีมฟุตบอลของคีแกนสะท้อนถึงตัวตนอันกล้าหาญและรักความตื่นเต้นของเขาอย่างชัดเจน
ปรัชญาในการคุมทีมของเขาไม่เคยมีคำว่ารับแล้วรอสวนกลับ ไม่เคยมีการเน้นผลการแข่งขันแบบน่าเบื่อ แต่เขาทำทีมด้วยปรัชญาที่ว่า ฟุตบอลคือการสร้างความบันเทิงให้แก่แฟนบอล
คีแกนสร้างนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ให้กลายเป็นทีมที่เล่นเกมบุกอย่างหนักหน่วง ตื่นเต้น เร้าใจ และกล้าแลกกับทุกทีมในโลก ปรัชญาของเขานั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง “หากคู่แข่งยิงเรา 3 ประตู เราก็จะยิงคืนให้ได้ 4 ประตู”
นิวคาสเซิลในยุคนั้นเล่นฟุตบอลได้งดงาม เพลินตา และเต็มไปด้วยจินตนาการ จนได้รับการยกย่องจากสื่อและแฟนบอลทั่วโลกให้เป็น The Entertainers ทุกนัดที่นิวคาสเซิลลงเล่นคือหลักประกันแห่งความตื่นเต้น แฟนบอลทั่วโลกต่างหลงรักสไตล์การทำทีมของคีแกน เพราะมันคือฟุตบอลที่เล่นด้วยหัวใจ เล่นด้วยความหลงใหล และเล่นเพื่อสร้างความสุขให้แก่ผู้คนอย่างแท้จริง
แม้ว่าในท้ายที่สุด นิวคาสเซิลยุคคีแกนจะพลาดการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปอย่างน่าเสียดาย แต่ความงดงามและสไตล์การเล่นอันเร้าใจในยุคนั้น ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในยุคสมัยที่ทรงเสน่ห์ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากอำลานิวคาสเซิล คีแกนเข้ามารับตำแหน่งกุนซือฟูลัม และพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ได้เลื่อนชั้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการทำคะแนนทะลุ 100 คะแนน
ก่อนที่ความฝันและความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่จะมาถึง เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1999
คีแกนพาทีมชาติอังกฤษผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของศึกยูโร 2000 ได้สำเร็จ ท่ามกลางความหวังอันเปี่ยมล้นของแฟนบอลทั่วประเทศ แม้ว่าในทัวร์นาเมนต์นั้นทีมชาติอังกฤษจะจบนัดแรกๆ ด้วยฟอร์มที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ แต่กลับต้องกระเด็นตกชั้นในรอบแบ่งกลุ่มอย่างน่าเสียดาย
กระนั้น คีแกนก็ยังคงสู้ต่อในศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก ทว่าความพ่ายแพ้ต่อเยอรมนี 0-1 ที่สนามเวมบลีย์ ได้นำมาซึ่งการตัดสินใจยื่นใบลาออกของเขาด้วยสปิริตอันแรงกล้าเพื่อรับผิดชอบต่อผลงาน
ชีวิตกุนซือของคีแกนเว้นช่วงได้ไม่นาน ในปี 2001 เขาก็หวนคืนสู่วงการสโมสรอีกครั้งด้วยการตอบรับคำท้าทายครั้งยิ่งใหญ่อีกหาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในขณะนั้นเพิ่งตกชั้นลงไปเล่นในศึกดิวิชั่น 1
คีแกนเข้ามาปรับเปลี่ยน ‘ทีมเรือใบสีฟ้า’ ด้วยปรัชญาเกมบุกอันเป็นเอกลักษณ์ ปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และความตื่นเต้นให้แก่สโมสร จนกระทั่งพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2001–02 ด้วยการทำสถิติกวาด 99 คะแนน และยิงประตูคู่แข่งไปถึง 108 ลูก พาทีมเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้อย่างยิ่งใหญ่
คีแกนคุมทีมแมนฯ ซิตี้ อยู่นานถึง 4 ปี สร้างรากฐานอันมั่นคงและวางระบบเกมบุกอันน่าประทับใจให้แก่สโมสร ก่อนจะประกาศลาออกอย่างสมเกียรติในปี 2005 ซึ่งทำให้เขามีสถิติอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการพา 3 สโมสรทีมเลื่อนชั้นในฐานะแชมป์ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่คุมทีม
เควิน คีแกน มีชื่อเต็มว่า โจเซฟ เควิน คีแกน เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1951 ที่เอล์มเพลส เมืองอาร์มธอร์ป เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมเซนต์ปีเตอร์ ในเมืองแคนต์ลีย์
พ่อของเขาเป็นชาวจอร์ดี นิวคาสเซิล แต่ย้ายมาตั้งรกรากที่อาร์มธอร์ป เพื่อทำงานในเหมืองถ่านหิน บรรพบุรุษฝั่งพ่อเดินทางจากไอร์แลนด์มายังเมืองนิวคาสเซิล ในปี ค.ศ. 1909
คีแกนได้ฟุตบอลลูกแรกจากลุง และได้รับสตั๊ดคู่แรกจากพ่อหลังจากที่พ่อชนะการเดิมพันม้า มันเป็นรองเท้ายี่ห้อ Winit มือสองที่ซื้อมาจากร้านขายอุปกรณ์กีฬาของ ‘เรย์ แฮร์ริสัน’ อดีตกองหน้าของดอนคาสเตอร์ โรเวิร์ส
คีแกนมักเล่นฟุตบอลที่ไฮด์พาร์คโดยใช้รถเข็นเด็กของไมเคิล น้องชายของเขา ทำเป็นเสาประตู ในวัยเด็กเขาเชียร์ทีมดอนคาสเตอร์ โรเวิร์ส นักเตะคนโปรดของเขาคือ ‘อะลิก เจฟฟรีย์’
ในวัยเรียน คีแกนเคยไปทดสอบแข้งกับโคเวนทรี ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีม ‘จิมมี ฮิลล์’ แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในสองผู้เล่นที่ได้รับเลือกให้อยู่ต่อเพื่อทดสอบฝีเท้าเพิ่มอีก 6 สัปดาห์ แต่สโมสรก็ไม่ได้ยื่นสัญญาให้เขา คีแกนจึงไปทดสอบแข้งอีกครั้งกับดอนคาสเตอร์ โรเวิร์ส แต่เมื่อไปถึงเขากลับพบว่าการทดสอบแข้งได้จัดไปแล้วในวันเดียวกัน แต่เป็นคนละสถานที่กัน
ด้วยความที่คีแกนชอบกีฬามาก เขาเคยเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาหลากหลายประเภท ทั้งวิ่งวิบาก รักบี้ และแน่นอนฟุตบอล อีกทั้งยังรับหน้าที่เป็นกัปตันทีมคริกเก็ตของโรงเรียน นอกจากนี้ เขายังชกมวยที่สโมสรในท้องถิ่นอีกด้วย
เมื่ออายุได้ 15 ปี คีแกนเข้าทำงานที่ Pegler Brass Works ในตำแหน่งเสมียน แต่หน้าที่หลักคือชงชาและเดินหนังสือ ในระหว่างที่ทำงานที่ Pegler เขาเล่นฟุตบอลตอนเย็นวันเสาร์ให้กับทีมสโมสรเยาวชนในท้องถิ่น
ในช่วงเวลานี้เอง ขณะที่เพื่อนร่วมงานได้ชวนเขาไปเล่นให้กับทีมสำรองของ Peglers Works โอกาสในฟุตบอลอาชีพของเขามาถึง
ปี ค.ศ. 1966 คีแกนถูกประกบโดยผู้เล่นที่อายุมากกว่าชื่อ ‘บอบ เนลลิส’ ผู้ซึ่งประทับใจในฝีเท้าของเขามาก จนเสนอให้เขาไปทดสอบแข้งกับ สคันธอร์ป ยูไนเต็ด ทีมในดิวิชั่น 4 การทดสอบแข้งครั้งนี้ทำให้ ‘รอน แอชแมน’ ผู้จัดการทีมสคันธอร์ป มอบสัญญาฟุตบอลอาชีพฉบับแรกให้กับคีแกน
ตลอดเส้นทางชีวิตในวงการฟุตบอลของคีแกน ไม่ว่าจะในฐานะนักเตะยอดเยี่ยมระดับบัลลงดอร์ 2 สมัย ผู้จัดการทีมสไตล์กุนซือมหาชน หรือกุนซือทีมชาติอังกฤษ สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่แสนอบอุ่นของเขา
เขาคือตัวแทนของคนธรรมดาที่ใช้ความขยัน ความมุ่งมั่น และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ไต่เต้าขึ้นไปจนกลายเป็นตำนาน เขาไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง ไม่เคยลืมว่าฟุตบอลมีไว้เพื่อใคร และไม่เคยลืมที่จะมอบความรักคืนกลับไปให้แก่แฟนบอลทุกคนที่สนับสนุนเขา
ภาพของ King Kev ที่ยืนเซ็นชื่อให้แฟนบอลคนสุดท้ายหน้าสนามยามดึกดื่น, ภาพของชายผู้สวมเสื้อหมายเลข 7 วิ่งสู้ฟัดในเสื้อสีแดงเพลิงของลิเวอร์พูล, ภาพยอดนักเตะชูถ้วยบัลลงดอร์ที่ฮัมบูร์ก และภาพผู้จัดการทีมผู้สร้างปรากฏการณ์ The Entertainers ที่นิวคาสเซิล ทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์ที่ประกอบรวมกันเป็นยอดบุรุษผู้เป็นที่รักของทุกคน
การก้าวผ่านกาลเวลาไม่ได้ทำให้ความยิ่งใหญ่และความรักที่ผู้คนมีต่อคีแกนลดน้อยลงไป
ในยามที่เรานึกถึงเขา เราไม่ได้นึกถึงเพียงแค่ประตูสวย ๆ หรือถ้วยรางวัลแชมเปี้ยนชิปเท่านั้น แต่เรานึกถึงรอยยิ้มอันจริงใจ นึกถึงพลังงานอันเต็มเปี่ยม นึกถึงความกล้าหาญที่จะเล่นเกมบุกเพื่อแฟนบอล และนึกถึงชายผู้ให้เกียรติทุกคนที่เขาพบเจอ
คีแกนคือแบบอย่างแห่งการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลัง ว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การอยู่เหนือผู้อื่น แต่อยู่ที่การครองใจและรับใช้ผู้อื่นด้วยความรักและความจริงใจ
เรื่องราวของ King Kev จะยังคงถูกกล่าวขานต่อไปอีกยาวนาน ในฐานะ ‘ราชันย์ผู้เป็นที่รักในหัวใจของแฟนบอลทั่วโลกตลอดกาล’
เรื่อง: จักรกฤษณ์ สิริริน
ภาพ: Getty Images