อี ซัง-ฮยอก (Faker) : พระเจ้าแห่งโลกอีสปอร์ต ‘สมบัติแห่งชาติ’ ของเกาหลีใต้

อี ซัง-ฮยอก (Faker) : พระเจ้าแห่งโลกอีสปอร์ต ‘สมบัติแห่งชาติ’ ของเกาหลีใต้

เรื่องราวของ ‘อี ซัง-ฮยอก’ (Lee Sang Hyeok) หรือชื่อในวงการ ‘Faker’ ชายผู้ที่ก้าวจากการเป็นพระเจ้าแห่งวงการอีสปอร์ต ‘สมบัติแห่งชาติ’ ของเกาหลีใต้

KEY

POINTS

BTS วงเคป็อปชื่อดังระดับโลกที่สร้างปรากฏการณ์จนกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งประเทศ บงจุนโฮ (Bong Joon Ho) ผู้กำกับฝีมือระดับตำนานที่สร้างความยิ่งใหญ่ผ่านภาพยนตร์ระดับรางวัลออสการ์จากเรื่อง ชนชั้นปรสิต (Parasite) และ ซนฮึงมิน (Son Heung Min) ยอดนักเตะผู้กลายเป็นตำนานแห่งวงการฟุตบอลที่ผู้คนทั่วโลกต่างยอมรับ ชื่อของบุคคลเหล่านี้คือผู้ที่สื่อของเกาหลีใต้ยกย่องให้เป็น ‘สมบัติแห่งชาติ’ 

แต่กลับมีอยู่หนึ่งชื่อที่บุคคลทั่วไปอาจจะไม่รู้จัก เพราะเขาไม่ได้มาจากสายงานที่ทางสังคมยอมรับอย่างกว้างขวางมากเท่าหากเทียบกับ 3 คนแรก เขาไม่ได้เป็นศิลปินชื่อดังที่สร้างเสน่ห์ดึงดูดผู้คนทั่วโลก เขาไม่ใช่ผู้กำกับมากฝีมือที่สร้างสรรค์ผลงานให้ผู้คนหลงใหล เขาเป็นเพียงแค่ ‘คนเล่นเกม’ เป็นนักกีฬา E-Sports ที่อาจรู้จักเพียงเฉพาะในวงการ ชื่อของเขาคือ ‘อี ซัง-ฮยอก’ (Lee Sang Hyeok) หรือชื่อในวงการ ‘Faker’ ชายผู้ที่ก้าวจากการเป็นพระเจ้าแห่งวงการอีสปอร์ต สู่การเป็น 1 ใน 4 สมบัติแห่งชาติเคียงคู่กับบุคคลระดับตำนานของประเทศ

 

อี ซัง-ฮยอก (Faker) : พระเจ้าแห่งโลกอีสปอร์ต ‘สมบัติแห่งชาติ’ ของเกาหลีใต้

 

ผู้สร้างพระเจ้า
แห่งโลก E-sports

อี ซัง-ฮยอก เกิดที่เขตกังซอในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เขาเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวและคุณยาย ในวัยเด็กเขาชื่นชอบการเล่นเกมเป็นอย่างมาก และมักจะหมกมุ่นหาวิธีพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นมาตั้งแต่ช่วงอายุ 6-7 ขวบ ด้วยนิสัยที่จริงจังและทุ่มเทให้กับการเล่นเกมนี้เอง ฝีมือของเขาจึงพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2011 เขาได้บังเอิญรู้จักกับเกม League of Legends (LOL) ซึ่งเป็นเกมที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล 

ด้วยความหลงใหลในตัวเกม พร้อมกับนิสัยที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา Faker จึงยกระดับฝีมือของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เขามักจะนั่งเล่นเกมจนดึกดื่น โดยมีคุณยายคอยมานั่งอยู่ข้าง ๆ และให้กำลังใจเสมอ เมื่อฝีมือของเขาเริ่มโดดเด่นจนไปเตะตาสังกัดต่าง ๆ ที่พากันมาเชิญให้ไปร่วมทีม จุดนี้เองที่กลายเป็นทางแยกสำคัญของชีวิต เพราะหากเขาเลือกที่จะก้าวเข้าสู่โลกของการแข่งขันอย่างจริงจัง เขาจะต้องยอมทิ้งชีวิตการเรียนในวัยมัธยมปลาย ซึ่งนั่นหมายถึงการหันหลังให้กับความมั่นคงตามค่านิยมของสังคมไปในทันที 

ในช่วงเวลาชี้ชะตานี้ คุณพ่อผู้คอยสนับสนุนเขาเงียบ ๆ มาตลอด ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของลูกชาย ท่านเข้าใจดีว่า Faker มีพรสวรรค์ในการเล่นเกมมากแค่ไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวคุณพ่อเองก็เคยล้มเหลวจากการพยายามไต่เต้าในอาชีพนักเบสบอลมาในอดีต ท่านจึงเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวลูกชายหลังจากที่ได้เห็นพัฒนาการมาตลอดหลายปี พร้อมกับความเชื่อสุดหัวใจว่าลูกชายคนนี้  “เกิดมาเพื่อสิ่งนี้” คุณพ่อจึงเปิดทางให้ Faker ได้เป็นคนตัดสินใจเลือกอย่างเต็มที่ และนั่นทำให้เขาก้าวเข้าสู่ทีม SKT Telecom T1 (SKT) อันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพที่จะสร้างเรื่องราวให้ผู้คนทั่วโลกต้องจดจำเขาในฐานะตำนาน

 

Look at the cleanse, look at the move.
Faker, what was that?

 

จุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของ Faker เปิดฉากได้อย่างน่าตื่นเต้น เพราะตั้งแต่ปีแรกที่เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพ เขาก็สร้างปรากฏการณ์ระดับตำนานไว้อย่างมากมาย ทั้งจังหวะที่โค่นผู้เล่นฝีมือดีที่คนทั้งวงการยอมรับอย่าง Ambition หรือจะเป็นช็อตประวัติศาสตร์แห่งวงการเกม กับการดวล 1 ต่อ 1 แล้วเอาชนะผู้เล่นอย่าง Ryu ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยอดฝีมือ ณ ขณะนั้น จนเกิดเป็นเสียงพากย์ระดับตำนานอย่างประโยคข้างต้น 

แต่การสร้างช็อตระดับประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่อง เพราะในปี 2013 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เขาได้เดบิวต์ เขายังได้กวาดรางวัลมาเพิ่มเติมเพื่อชี้ให้เห็นถึงพรสวรรค์และทักษะการเล่นขั้นสุดยอด ทั้งการคว้าแชมป์ลีกเกาหลีมาครองได้สำเร็จ พร้อมกับฟาดถ้วยแชมป์โลกในช่วงสิ้นปีมาเป็นเครื่องการันตีได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ด้วยฝีมืออันโดดเด่นและสไตล์การเล่นที่คู่แข่งจับทางได้ยาก เขาก็ได้รับฉายาที่แฟนเกมตั้งให้ว่า ‘พระเจ้า’ ซึ่งฉายานี้เองที่จะนำพาเขาไปเผชิญกับแรงกดดันอันมหาศาลในอนาคต และจะเป็นหนึ่งในเครื่องพิสูจน์ชีวิตของเขาได้เป็นอย่างดี 

จากความสำเร็จมากมายที่ถาโถมเข้ามาตั้งแต่ปีแรก หากเป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไปก็อาจจะพอใจกับสิ่งที่ได้จนหยุดพัฒนาตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับ Faker เขาไม่ใช่คนแบบนั้น แม้ว่าในปีต่อมา 2014 และต้นปี 2015 เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวัง จากการพลาดตั๋วไปชิงแชมป์โลกและพลาดถ้วยรางวัลในรายการระดับนานาชาติ แต่เขาก็เลือกที่จะก้มหน้าพิสูจน์ฝีมือตัวเองต่อไป 

จนในที่สุดความสามารถระดับพระเจ้าก็สำแดงฤทธิ์ออกมาอีกครั้ง จากการกลับมาผงาดคว้าแชมป์โลก 2 สมัยซ้อนในปี 2015 และ 2016 พร้อมกับกวาดรางวัลระดับประเทศและระดับนานาชาติมาครองได้อีกมากมาย 

ช่วงเวลาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่สมบูรณ์แบบ เขาตอบแทนครอบครัวด้วยความสำเร็จอย่างมหาศาลในวงการเกม พร้อมกับสร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นที่รู้จักของคนในวงการไปทั่วโลก แต่ถึงแม้ชีวิตจะรุ่งโรจน์มากแค่ไหน มนุษย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘พระเจ้า’ ก็ย่อมต้องเจอกับยุคตกต่ำที่ก้าวเข้ามาท้าทายชีวิต เฉกเช่นเดียวกับคนธรรมดา 

 

น้ำตาของพระเจ้า

ภายใต้ช่วงเวลาก่อนเข้าสู่ปลายปี 2017 ถือได้ว่าเป็น ‘ยุคทอง’ ของพระเจ้าแห่งโลก LOL เลยก็ว่าได้ เพราะมีถ้วยรางวัลมากมายเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตก็มาถึงในรายการชิงแชมป์โลกปลายปี 2017 เมื่อทีมต้นสังกัดของเขาพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งอย่าง Samsung Galaxy (SSG) ไปแบบหมดรูปถึง 3-0 ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ที่ขาดลอยที่สุดในชีวิตของเขาสำหรับรอบชิงแชมป์โลก ยิ่งไปกว่านั้นในจังหวะชี้ชะตาก่อนจบเกม Faker กลับเป็นคนที่ก้าวพลาดจนกลายเป็นต้นเหตุให้ทีมต้องพ่ายแพ้ไป

ในที่สุด ภาพของพระเจ้าแห่งวงการอีสปอร์ตที่นั่งฟุบหน้าร้องไห้ลงกับโต๊ะหลังจบเกม จึงกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิม

 

อี ซัง-ฮยอก (Faker) : พระเจ้าแห่งโลกอีสปอร์ต ‘สมบัติแห่งชาติ’ ของเกาหลีใต้

จากวิดีโอ SKT vs SSG Grand-Final ALL GAMES FULL | World Championship 2017 | SK Telecom T1 vs Samsung Galaxy

 

เริ่มต้นปี 2018 ด้วยความผิดหวัง แต่ด้วยความหมกมุ่นในชัยชนะที่ไม่ต่างจากสมัยวัยเด็ก Faker ยังคงก้มหน้าก้มตาสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยเขาก้าวขึ้นมาเป็น ‘เดอะแบก’ ของทีมอย่างเต็มตัว แม้ว่าผลงานส่วนตัวของเขาจะยังคงอยู่ในมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับยุคทอง ทั้งการพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้บ้าง และยังมีทักษะการเล่นที่สามารถพลิกเกมได้เสมอ แต่สุดท้ายทีมของเขาก็มักจะไปไม่ถึงฝั่งฝันตามที่มุ่งหวังไว้ 

ความผิดหวังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับทีมต้นสังกัดของเขาเพียงอย่างเดียว เพราะในช่วงปี 2018 - 2019 นับเป็นช่วงเวลาที่ทีมจากเกาหลีใต้ทำผลงานได้น่าผิดหวังกันแทบทุกทีม แต่แรงกดดันมหาศาลจากความพ่ายแพ้ของทั้งวงการ กลับตกมาอยู่ที่ Faker เต็ม ๆ นั่นเป็นเพราะเขาคือความหวังสูงสุดของประเทศ และเป็นชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงจากฉายา ‘พระเจ้า’ ที่ติดตัวมาตลอด ทุกความคาดหวังจึงพุ่งชนมาที่เขาเกือบทั้งหมด จนทำให้มีบางช่วงเวลาเขาถึงขั้นมีความคิดว่า 

 

เส้นทางอาชีพของเขาอาจจะจบลงแล้ว” 

 

ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลที่ต้องเผชิญ หากเป็นนักกีฬา E-Sports คนอื่นก็อาจจะเลือกทางออกที่ง่ายกว่า เช่น การย้ายทีมไปอยู่ในที่ที่กดดันน้อยลง หรืออาจจะเลิกแข่งไปเลย แต่สำหรับ Faker แล้ว แม้ผลงานอาจจะมีตกลงไปบ้าง เขากลับเลือกที่จะฝึกซ้อมให้หนักขึ้นเพื่อพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา และในการรับมือกับความเครียด เขาก็เลือกที่จะเปิดใจปรึกษานักจิตวิทยา หันมาออกกำลังกาย และใช้การอ่านหนังสือเพื่อช่วยบรรเทาความกดดันเหล่านั้นลงไป 
.
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำในช่วงเวลานี้ แม้จะไม่ได้ผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นความสำเร็จในทันทีช่วงปี 2018 - 2019 แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต ที่ช่วยพิสูจน์ตัวตนของเขาเพื่อลบคำสบประมาทที่ว่าเขา “หมดยุค” ไปแล้ว แต่แท้จริงแล้วความตกต่ำนี้ เป็นเพียงช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อปูทางไปสู่ ‘ยุคทอง’ ครั้งใหม่ ที่จะทำให้เขากลับมาเฉิดฉายและก้าวขึ้นสู่การเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ

 

ก้าวขึ้นสู่การเป็น
สมบัติแห่งชาติของเกาหลี

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2022 สังกัดเดิมอย่าง T1 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อวิธีการเล่นของ Faker อย่างสิ้นเชิง เมื่อทางทีมตัดสินใจผลักดันผู้เล่นดาวรุ่งสายเลือดใหม่ขึ้นมาเป็นตัวหลักแบบยกชุด โดยเหลือเพียงเขาเป็นผู้เล่นตัวเก๋าไว้เพียงคนเดียว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บทบาทของเขาเปลี่ยนจาก ‘เดอะแบก’ ก้าวเข้าสู่การเป็น ‘ผู้นำ’ ที่ต้องคอยชี้แนะน้อง ๆ เพื่อพาทีมกลับไปทวงบัลลังก์แชมป์โลกให้ได้อีกครั้ง 

เพียงแค่ปีแรกหลังจากการจัดทัพใหม่ Faker ก็นำทัพน้อง ๆ สร้างปรากฏการณ์สะเทือนลีกเกาหลีใต้ได้สำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์ในฤดูกาลใบไม้ผลิแบบไร้พ่าย (Undefeated) แม้นี่จะเป็นการก้าวขึ้นมารับบทผู้นำทีมอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก แต่เขากลับสามารถสั่งการ บริหารอารมณ์ของคนในทีม และคอยชี้แนะน้อง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเป็นเพราะเขาได้ถอดบทเรียนจากช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวในอดีตมาปรับใช้ โดยเขาเคยกล่าวถึงการเรียนรู้ในบทบาทผู้นำผ่านการให้สัมภาษณ์กับนายกรัฐมนตรีไว้ว่า

เพื่อให้ทีมของเราชนะ  ตัวผมเองชนะ ผมตระหนักว่าผมจำเป็นต้องคอยปลอบโยน ให้กำลังใจลูกทีม และหาวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาเล่นได้ดีขึ้น” 

แม้จะทำผลงานได้อย่างไร้ที่ติในบ้านเกิด แต่เมื่อก้าวออกไปสู่เวทีระดับนานาชาติ ผลงานของทีมกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน พวกเขาพลาดถ้วยรางวัลระดับโลก และพ่ายแพ้ในรอบชิงแชมป์โลกปี 2022 ไปอย่างน่าเจ็บใจด้วยสกอร์ 3-2 แต่ทว่าการพ่ายแพ้ในรอบชิงคราวนี้ ภาพการฟุบหน้าร้องไห้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Faker อีกต่อไป แต่มันกลับไปเกิดขึ้นกับ Keria รุ่นน้องในทีมแทน ภาพในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของเขาได้อย่างชัดเจน จากคนที่เคยต้องโดนปลอบในวันนั้น สู่การเป็นเสาหลักที่คอยปลอบโยนรุ่นน้องในวันนี้

เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงวินาทีนั้นไว้ว่า “มันทำให้ผมนึกถึงตัวเองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว” และภาพน้ำตาของรุ่นน้องนี่เอง ที่ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง จากที่อาจจะเคยเล่นเพื่อพิสูจน์ตัวเองและคว้าแชมป์ ‘เพื่อตัวเอง’ เขาได้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นการมุ่งมั่นคว้าแชมป์ ‘เพื่อรุ่นน้องภายในทีม’ 

ภายหลังจากการพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศระดับโลกครั้งที่ 2 ในชีวิต ทั้ง Faker และเด็กรุ่นใหม่ในทีมต่างได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำกันอย่างเต็มที่ ทำให้ในปีต่อ ๆ มา แม้บางครั้ง T1 จะทำผลงานในประเทศได้น่าผิดหวัง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องออกไปแข่งนอกบ้าน ในขณะที่ทีมเกาหลีอื่น ๆ มักจะพากันตกรอบ ความหวังในการกู้หน้าให้ประเทศจึงมักจะตกมาอยู่ที่ T1 และ Faker เสมอ แต่ในคราวนี้เขาไม่ได้ประสบกับความผิดหวังอีกต่อไป เพราะด้วยการนำทัพที่แข็งแกร่งของเขา ผสานกับฝีมือระดับปีศาจของเหล่าน้อง ๆ ในทีม ก็ได้พา T1 ผงาดกลับเข้าสู่เส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ ด้วยการคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จในปี 2023 และความสำเร็จเหล่านี้ยังไม่หยุดลงเพียงแค่นั้น เพราะทีม T1 ยังสามารถสานต่อตำนาน ด้วยการคว้าแชมป์โลกติดต่อกันได้อีกทั้งในปี 2024 และ 2025 

เรื่องราวของ Faker จึงไม่ใช่เพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่ฉายให้เห็นแค่เส้นทางอาชีพของนักกีฬาคนหนึ่ง แต่มันคือบันทึกชีวิตของมนุษย์ที่ได้เรียนรู้และพิสูจน์ตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน เขาผ่านพ้นทั้งจุดสูงสุดอันรุ่งโรจน์และจุดตกต่ำที่พบแต่ความผิดหวัง เขาก้าวข้ามทุกบททดสอบ จนสามารถกลับมาทวงคืน ‘ยุคทอง’ ของชีวิตได้สำเร็จอีกครั้ง 

ชัยชนะและถ้วยรางวัลอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น ‘พระเจ้า’ แต่ในวันที่เขาพ่ายแพ้ แล้วยังคงเลือกที่จะลุกขึ้นมาสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งต่างหาก คือเรื่องราวอันทรงพลังที่ยกระดับให้เขากลายเป็น ‘สมบัติแห่งชาติ’ อย่างแท้จริง 

คำว่าสมบัติแห่งชาติของเกาหลีใต้ จึงไม่ได้ถูกชี้วัดด้วยความเก่งกาจหรือชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องราวของบุคคลที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เผชิญหน้ากับความสมหวังและความเจ็บปวดมามากพอ จนสามารถกลายเป็นเรื่องราวที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้

เพราะฉะนั้นการก้าวขึ้นเป็นสมบัติที่มีค่าต่อใจของใครสักคนจึงไม่ใช่เรื่องของการเป็นผู้ชนะที่ไร้พ่าย แต่มันคือความกล้าหาญที่จะยอมรับความล้มเหลวของตัวเอง เรียนรู้เพื่อที่จะเติบโต และส่งต่อบทเรียนแห่งการไม่ยอมแพ้นี้ให้กับใครสักคนได้อย่างยิ่งใหญ่

 

อ้างอิง 

The Standard. (2024, October 13). Faker: จากเด็กหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าเทพเจ้าสู่ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ League of Legends. The Standard. 

ZU News. (2024, October). Faker and T1: A journey through LoL history. ZU News. 

LoL Esports. (2024, November 2). Faker: The greatest of all time [Video]. YouTube. 

LoL Esports. (2024, September 15). Faker documentary [Video]. YouTube.