13 มิ.ย. 2569 | 09:46 น.

KEY
POINTS
หากคุณเดินทางมาถึงสนามบินปลายทางหลังบินข้ามทวีปมานานหลายชั่วโมง ในมือมีวีซ่าที่ถูกต้อง มีหนังสือรับรองจากองค์กรระดับโลกที่ยืนยันว่าคุณคือคนที่พวกเขาต้องการ และมีความฝันที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตรออยู่ปลายทางอีกไม่กี่วันข้างหน้า
แต่แทนที่จะได้เดินผ่านประตูตรวจคนเข้าเมืองออกไปสู่โลกข้างนอก คุณถูกพาเข้าไปในห้องเล็ก ๆ โดนเจ้าหน้าที่ซักถามและถูกกักตัวต่อเนื่องนานถึง 11 ชั่วโมง และสุดท้าย คุณถูกพาตัวขึ้นเครื่องบินเที่ยวกลับ โดยไม่มีใครอธิบายให้คุณฟังเลยว่าเกิดอะไรขึ้น คุณจะรู้สึกอย่างไร?
"ผมมีเอกสารถูกต้องครบทุกอย่าง"
นี่คือคำกล่าวของ ‘โอมาร์ อาร์ตัน' (Omar Abdulkadir Artan) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวโซมาเลีย ที่ถูกปฏิเสธการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา อาร์ตันเดินทางถึงสนามบินไมอามีจากอิสตันบูล แต่ทว่าเขาถูกสั่งกักตัวและปฏิเสธการให้เข้าเมืองหลังจากผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง โดยที่หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) ไม่ได้ระบุเหตุผลเฉพาะเจาะจงในการปฏิเสธการเข้าเมืองครั้งนี้
สาเหตุที่หลายฝ่ายเชื่อว่าทำให้อาร์ตันเข้าสหรัฐฯ ไม่ได้ คือการที่โซมาเลียเป็นหนึ่งใน 12 ประเทศที่ถูกแบนเต็มรูปแบบ ตามคำสั่งของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
และในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเรื่องราวของเขาถูกเผยแพร่ ก็มีรายงานตามมาอีกต่อเนื่อง ทั้งแฟนบอล นักเตะ เจ้าหน้าที่ และนักข่าว ต่างพบชะตากรรมเดียวกัน
อาร์ตันไม่ใช่แค่กรรมการธรรมดา แต่เป็นผู้ตัดสินฟุตบอลชาวโซมาเลียที่สร้างประวัติศาสตร์มากมายในทวีปแอฟริกา
จุดเริ่มต้นของเขามาจากการเป็นผู้ตัดสินในลีกท้องถิ่นของโซมาเลีย ก่อนที่จะกลายเป็นผู้ตัดสินอย่างเป็นทางการในลีก ‘ดิวิชั่นหนึ่งของโซมาเลีย’ (Somali First Division) และเข้าสู่เส้นทางผู้ตัดสิน FIFA ในปี 2018
ปี 2025 เขาได้คว้าตำแหน่งผู้ตัดสินชายยอดเยี่ยมแห่งปี ของสมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา (CAF) โดยเขาได้รับการคัดเลือกจาก FIFA ให้เป็น 1 ใน 52 ผู้ตัดสินหลักในการแข่งขันครั้งนี้ และหากเขาได้เข้าร่วม เขาจะกลายเป็นผู้ตัดสินชาวโซมาเลียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ทำหน้าที่ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้เราต้องย้อนถามตัวเองว่า แท้จริงแล้วกีฬาระดับโลกเคยเป็นพื้นที่ที่แยกขาดจากการเมืองได้จริงหรือ? หรือเราแค่เลือกที่จะไม่มองสิ่งที่ซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์มาโดยตลอด
อย่างในบ้านเราเอง ภาพของ ‘บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด’ ก็พอจะเป็นกระจกสะท้อนได้ไม่ยาก สโมสรแห่งนี้มี ‘เนวิน ชิดชอบ’ ที่นั่งเป็นประธานบริหาร และเป็นอดีตรัฐมนตรีมาหลายสมัย และการเป็นแชมป์ลีกต่อเนื่องหลายปี คนดูก็อดไม่ได้ที่จะมองเห็นเงาของอำนาจทางการเมืองทาบอยู่บนสนามเสมอ
ถ้าสนามฟุตบอลในจังหวัดเล็ก ๆ ของไทยยังเป็นพื้นที่ที่อำนาจทางการเมืองและกีฬาเดินคู่กันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็ไม่น่าแปลกที่เวทีใหญ่ระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก จะเคยถูกใช้เป็นพื้นที่ของอำนาจมาก่อนแล้วเช่นกัน
หากมองย้อนกลับไปในปี 1934 ขณะที่โลกกำลังจมอยู่กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อิตาลีภายใต้กำมือของ 'เบนิโต มุสโสลินี' (Benito Mussolini) เพิ่งชนะการประมูลสิทธิ์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก มุสโสลินีปกครองประเทศด้วยแนวคิดฟาสซิสต์ที่ยึดถือว่าผู้นำมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด รัฐคือทุกสิ่ง และปัจเจกบุคคลมีค่าก็ต่อเมื่อรับใช้รัฐเท่านั้น
สำหรับคนทั่วไป มันคือการแข่งขันกีฬา แต่สำหรับมุสโสลินี มันคือเวทีโฆษณาชวนเชื่อที่ทรงพลังยิ่งกว่าสุนทรพจน์ใด ๆ เขามองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น นั่นคือพลังของความรู้สึกร่วมที่ฟุตบอลสร้างได้ในชั่วข้ามคืน เมื่อคนทั้งประเทศลุกขึ้นยืนเชียร์ทีมชาติพร้อมกัน ความรู้สึกนั้นคือเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับระบอบที่ต้องการความภักดีจากมวลชน
มุสโสลินีไม่ได้แค่ใช้ฟุตบอลเป็นฉากหลัง แต่ควบคุมมันอย่างละเอียดยิบ สั่งก่อสร้างสนามฟุตบอลขึ้นใหม่หลายแห่งทั่วประเทศเพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงพลังอำนาจของอิตาลียุคใหม่ และในทุกนัดที่อิตาลีลงแข่งขัน เขาก็จะไปนั่งดูที่สนามอยู่เสมอ ภาพของเขาที่ปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้างสนาม ทำให้ดูเหมือนนายพลที่กำลังคุมทัพอยู่ในศึกครั้งสำคัญ มากกว่าผู้นำประเทศที่มาเชียร์กีฬา
ในที่สุดอิตาลีก็คว้าแชมป์โลกในปีนั้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของฝูงชนที่เต็มสนาม ชัยชนะบนสนามหญ้าได้กลายเป็นชัยชนะของเผด็จการ มุสโสลินีสั่งทำถ้วยรางวัล 'Coppa Del Duce' ขึ้นมาพิเศษที่สูงใหญ่กว่าถ้วยจริงถึงหกเท่า เพื่อตอกย้ำว่าใครคือผู้ชนะตัวจริงในคืนนั้น
สำหรับระบอบฟาสซิสต์ ฟุตบอลจึงไม่ใช่เพียงกีฬา แต่เป็นกระจกสะท้อนอุดมการณ์ เป็นเวทีที่รัฐสามารถแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความยิ่งใหญ่ ความเข้มแข็ง และความชอบธรรมของตนเองในเวลาเพียง 90 นาที
แต่กีฬาและการเมืองไม่ได้ผูกกันอยู่แค่ในระดับรัฐบาลเสมอไป บางครั้ง มันเกิดขึ้นจากผู้คนธรรมดาในอัฒจันทร์
ช่วงทศวรรษ 1980 หลายประเทศของยุโรป สนามฟุตบอลกลายเป็นพื้นที่ที่กลุ่มชาตินิยมสุดขั้วและแนวคิดฟาสซิสต์พยายามแทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ผ่านเสียงตะโกนเหยียดเชื้อชาติในอัฒจันทร์ การโบกธงที่มีสัญลักษณ์ต้องห้าม และการรวมตัวของกลุ่มหัวรุนแรงที่ใช้สนามกีฬาเป็นจุดนัดพบ
การตอบโต้ไม่ได้มาจากนักการเมือง แต่มาจากแฟนบอลที่ไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่พวกเขารัก ขบวนการ ‘ฟุตบอลต่อต้านฟาสซิสต์’ (Football Against Fascism) ลุกขึ้นพร้อมกันในหลายเมือง หลายประเทศ พวกเขาเชื่อว่าการเงียบเป็นการเลือกข้างอยู่แล้ว และหากจะต้องเลือก พวกเขาเลือกที่จะเลือกให้ชัดเจน
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือสโมสร ‘เอฟซี ซังต์ เพาลี’ (FC St. Pauli) จากเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี สโมสรเล็ก ๆ แห่งนี้ที่ไม่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้เลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะ ‘ถ้วยรางวัล’ แต่เพราะ ‘จุดยืน’ พวกเขาประกาศตัวต่อต้านลัทธิชาตินิยม การเหยียดเชื้อชาติ และแนวคิดฟาสซิสต์อย่างเปิดเผย บนเสื้อที่แฟนบอลสวมใส่ บนแบนเนอร์ที่แขวนในอัฒจันทร์ และในทุกวัฒนธรรมของสโมสร สนามของพวกเขาไม่ใช่แค่สนามกีฬา แต่เป็นคำแถลงการณ์ทางการเมืองที่มีหลังคาคลุม
สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งขบวนการ ฟุตบอลต่อต้านฟาสซิสต์ และ เอฟซี ซังต์ เพาลี ต่างตั้งอยู่บนสมมติฐานที่แตกต่างจากวาทกรรมที่ว่า 'กีฬาไม่เกี่ยวกับการเมือง' โดยสิ้นเชิง สำหรับพวกเขา ฟุตบอลไม่ใช่พื้นที่ที่ปลอดจากการเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่มีการเมืองอยู่แล้ว และนั่นหมายความว่าทุกคนในสนาม ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว กำลังยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งอยู่เสมอ หากฟุตบอลเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือของระบอบฟาสซิสต์ได้ มันก็สามารถเป็นพื้นที่ต่อต้านฟาสซิสต์ได้เช่นกัน
กลับมาที่ปี 2026
กรณีของ โอมาร์ อาร์ตัน จึงไม่ใช่แค่ข่าวเรื่องวีซ่า และไม่ใช่แค่เรื่องของชายคนหนึ่งที่พลาดโอกาส แต่มันกำลังเปิดประตูให้เรากลับมาทบทวนคำถามเดิมอีกครั้ง ด้วยบริบทใหม่ที่รู้สึกแปลกประหลาดในแบบที่คุ้นเคย
เรากำลังพูดถึงมหกรรมที่เรียกตัวเองว่า 'ฟุตบอลโลก' ที่ใช้คำว่า 'โลก' เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ แต่เมื่อผู้ตัดสินที่ได้รับการรับรองจาก FIFA ไม่สามารถก้าวข้ามพรมแดนได้เพราะนโยบายของประเทศเจ้าภาพ คำว่า 'โลก' ในชื่อนั้นยังมีความหมายอยู่หรือไม่?
แน่นอนว่ารัฐมีสิทธิ์กำหนดนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของตนเอง ไม่มีประเทศใดจำเป็นต้องสละอำนาจอธิปไตยเพียงเพราะกำลังจัดมหกรรมกีฬา และในโลกที่มีความซับซ้อนทางความมั่นคงระดับสูงแบบปัจจุบัน นโยบายวีซ่าที่เข้มงวดย่อมมีเหตุผลของมันเองอยู่ แต่ขณะเดียวกัน มันก็เผยให้เห็นรอยแตกร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวของกีฬาระดับโลกมาโดยตลอด
บางทีคำถามที่น่าสนใจที่สุดจึงไม่ใช่ว่า กีฬาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ เพราะประวัติศาสตร์ตั้งแต่มุสโสลินี ไปจนถึงขบวนการ ฟุตบอลต่อต้านฟาสซิสต์ ได้ตอบคำถามนั้นไปนานแล้ว
คำถามที่น่าคิดกว่าคือ เมื่อเรายอมรับแล้วว่ากีฬาและการเมืองไม่เคยแยกจากกัน เราต้องการให้ความสัมพันธ์นั้นมีหน้าตาแบบไหน? ต้องการให้กีฬาเป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐอย่างที่มุสโสลินีเคยทำ หรือเป็นพื้นที่ที่ผู้คนธรรมดาลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับอำนาจเหล่านั้น อย่างที่แฟนบอล เอฟซี ซังต์ เพาลี เลือกทำ
แต่สำหรับโอมาร์ อาร์ตัน คำถามใหญ่เหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่กับเขามีเพียงประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียว “ผมรู้สึกผิดหวังมาก ๆ และผมเป็นแค่ผู้ตัดสินคนหนึ่งที่พยายามไปให้ถึงความฝัน ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม คือการได้มาทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก”
เส้นทางที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต จากสนามฝุ่นในโซมาเลีย สู่การเป็นผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา และเกือบจะเป็นชาวโซมาเลียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ยืนอยู่ในฟุตบอลโลก ถูกตัดให้จบลงในห้องสอบสวนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ไมอามี ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ‘สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป’ หรือ ‘ยูฟ่า’ (UEFA) ได้แต่งตั้งอาร์ตันเป็นผู้ตัดสินในศึกยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ปี 2026 ระหว่าง ‘ปารีส แซงต์-แชร์กแมง’ แชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กับ ‘แอสตัน วิลล่า’ แชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก
สนามในยุโรปเปิดประตูต้อนรับเขา ในขณะที่สนามในอเมริกาปิดมันลงโดยไม่มีคำอธิบาย
นกหวีดเส้นนั้นยังอยู่ในกระเป๋าของเขา เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่มันจะถูกเป่าขึ้นอีกครั้งบนสนามที่เขาเฝ้าฝัน และคำถามที่เหลืออยู่ก็คือ ในเกมที่เรียกตัวเองว่า 'ของโลก' ใครกันแน่ที่ได้สิทธิ์ยืนอยู่ในนั้น?
อ้างอิง
กฎหมายความมั่นคงสหรัฐฯ พ่นพิษ ปฏิเสธวีซ่าผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแอฟริกาคาสนามบิน / siamsport
ฟุตบอลของเผด็จการฟาสซิสต์ / Rhythm Ball
When the World Cup rolled into fascist Italy in 1934 / TheseFootballTimes
ฟุตบอลโลก กับเผด็จการท่านผู้นำ : มุสโสลินี กับแชมป์โลกครั้งแรกของอิตาลี / มติชนสุดสัปดาห์
“เอฟซี ซังต์ เพาลี” สโมสรฟุตบอลฝ่ายซ้ายหัวใจต้านเผด็จการ / Sanook
Somali Referee Says His World Cup Dream Is Dashed After U.S. Denies Entry / The New York Times