บูกาโย ซาก้า : กว่าจะเป็น ‘สตาร์บอย’ มูลค่าสูงสุดของอาร์เซนอล

บูกาโย ซาก้า : กว่าจะเป็น ‘สตาร์บอย’ มูลค่าสูงสุดของอาร์เซนอล

เรื่องราวของ ‘บูกาโย ซาก้า’ (Bukayo Saka) นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษผู้เป็น ‘สตาร์บอย’ มูลค่าสูงสุดของอาร์เซนอล กับฟุตบอลโลก 2026 ในความไม่สมบูรณ์แบบของ ‘ซาก้า’

KEY

POINTS

ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาล การที่สโมสรระดับท็อปจะยอมมอบสัญญาค่าเหนื่อยสูงสุดให้กับนักเตะคนใดคนหนึ่งนั้น มักหมายถึงการกระชาก ‘สตาร์’ จากที่อื่นมาด้วยราคาที่ตลาดที่ถูกกำหนดไว้หรือบางทีอาจเหนือความคาดหมายไปบ้าง 

จนกระทั่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อาร์เซนอลเลือกทำสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่การทุ่มค่าเหนื่อยให้กับสตาร์ที่คว้ามาจากทีมอื่น

มันคือเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมากับสโมสรตั้งแต่เด็ก ได้ไต่เต้าฝึกฝนเก็บประสบการณ์จนกลายเป็นที่ยอมรับ และได้รับค่าเหนื่อยในแบบที่ทำลายเพดานโครงสร้างเดิม

สโมสรมอบสัญญา 5 ปี มูลค่า £300,000 ต่อสัปดาห์ หรือกว่า £78 ล้านปอนด์ตลอดสัญญา ให้กับเด็กหนุ่มวัย 24 ปีที่ไม่ได้ถูกดึงตัวมาจากที่ไหน ไม่มีค่าตัวแลกเปลี่ยน ไม่มีการประมูลข้ามทวีป มีแค่เด็กคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาจากย่านกรีนฟอร์ด ลอนดอน ผ่านอะคาเดมีที่ชื่อ 'ฮเล แอนด์' (Hale End) สถาบันที่อาร์เซนอลใช้ปลูกฝังทั้งทักษะและจิตวิญญาณของสโมสรให้กับเด็กๆ มาตั้งแต่ยุคของ อาร์แซน แวงแกร์

 

ชายคนนั้นคือ ‘บูกาโย ซาก้า’ (Bukayo Saka)

 

มันไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าจ้าง มันคือการประกาศต่อสาธารณชนว่า อาร์เซนอลเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นเองแต่กว่าจะมาถึงวันนั้นเส้นทางของเขาไม่ได้ราบเรียบอย่างที่ใครคิด
.
มันเต็มไปด้วยทั้งความปีติและความเจ็บปวด ทั้งวันที่สนามร้องต้อนรับและวันที่เขานอนอยู่บนเตียงพักฟื้น ทั้งช่วงเวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว และช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะพังพินาศ มันคือเส้นทางของนักฟุตบอลอาชีพที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ 

ค่ำคืนแห่งบาดแผล

วันที่ 11 กรกฎาคม 2021 นัดชิงชนะเลิศยูโร 2020 ณ เวมบลีย์ อังกฤษพบกับอิตาลี

ซาก้าในวัยเพียง 19 ปีเดินขึ้นมารับหน้าที่ยิงจุดโทษเป็นคนสุดท้ายของอังกฤษ ณ เวลานั้นเขาไม่เคยยิงจุดโทษในฟุตบอลระดับอาชีพมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งกับอาร์เซนอล ทั้งกับทีมชาติ และในลำดับการยิงจุดโทษของอาร์เซนอล เขาอยู่หลังผู้เล่นอาวุโสอย่าง ลากาแซ็ต (Alexandre Lacazette) และ โอบาเมยัง (Aubameyang) และยังเป็นอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสองในทีมชาติอังกฤษในทัวร์นาเมนต์นั้น

แกเร็ธ เซาธ์เกต (Gareth Southgate) ยืนยันว่าการตัดสินใจเลือกผู้ยิงจุดโทษเป็นหน้าที่ของเขาแต่เพียงผู้เดียว และเขาเลือกส่งเด็กหนุ่มอายุ 19 คนนั้นลงไป ในขณะที่ผู้เล่นอาวุโสอย่าง สเตอร์ลิง (Raheem Sterling) และ กรีลิช (Jack Grealish) นั่งอยู่ในสนาม 

มันสะท้อนว่าในสายตาของเซาธ์เกต ซาก้าคือหนึ่งในคนที่เขาไว้ใจมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์นั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดตลอดทัวร์นาเมนต์ ได้ลงสนามตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มจนถึงนัดชิง และได้รับความไว้วางใจให้เริ่มเกมในแมตช์สำคัญ 

บอลที่ถูกส่งออกไปจากเท้าซ้าย มันไม่ดีพอ ถูกปัดโดยถุงมือของ จานลุยจิ ดอนนารุมมา ผู้รักษาประตูทีมชาติอิตาลี
.
ในเสี้ยววินาทีนั้น ความผิดหวังมันทำให้ใจสลาย
.
สิ่งที่ถาโถมเข้าใส่เขาหลังจากนั้นโหดร้ายกว่าความผิดหวังในสนามหลายเท่า ซาก้า รวมถึง มาร์คัส  แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) และ เจดอน ซานโช (Jadon Sancho) ซึ่งยิงพลาดก่อนหน้า ต่างถูกโจมตีด้วยความเกลียดชังเชิงเชื้อชาติบนโซเชียลมีเดีย ทั้งบัญชี Instagram และ Twitter (X) ของเขาถูกถล่มด้วยคำด่าทอและสัญลักษณ์เหยียดเชื้อชาติอย่างบ้าคลั่ง

มันคือบาดแผลที่ไม่ได้มาจากการแพ้เกมธรรมดา แต่มาจากความเกลียดชังที่มุ่งทำลายความเป็นมนุษย์ของเขา แต่ถึงอย่างนั้น ซาก้าก็ยังคงออกมาประกาศว่าเขาจะไม่ยอมให้ช่วงเวลานั้นทำลายตัวเขาได้ 


 

รากฐานที่ทำให้ล้มแล้วลุกได้

เพื่อเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็น ‘ซาก้า’ แบบทุกวันนี้ได้ ก็คงต้องย้อนเวลากลับไป 

ซาก้าเติบโตในครอบครัวชาวไนจีเรียอพยพในกรีนฟอร์ด ลอนดอน พ่อแม่ของเขาเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดมาก เขาปลูกฝังวินัยและความถ่อมตนมาอย่างเข้มงวด เขาไม่ใช่แค่เด็กที่เล่นบอลเก่งเพียงอย่างเดียว เพราะนอกสนามเขายังเป็นนักเรียนหัวกะทิที่คว้าเกรด A* ในการสอบ GCSE เกือบทุกวิชา

เมื่ออายุ 7 ขวบ พ่อของเขาขับรถพาเขาไปทดสอบที่อะคาเดมี 'ฮเล แอนด์' (Hale End) ของอาร์เซนอล ซึ่งก่อตั้งในยุคของ อาร์แซน แวงแกร์ และกลายเป็นโรงงานผลิตนักเตะที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของอาร์เซนอล ฮเล แอนด์ไม่ได้สอนแค่ฟุตบอล มันสอนให้เด็กๆ เข้าใจปรัชญาและตัวตนของสโมสรตั้งแต่ยังเล็ก

สำหรับซาก้า อาร์เซนอลไม่ใช่แค่ที่ทำงาน มันเปรียบเสมือน DNA เดียวกันไปแล้ว

 

กำแพงแห่งความรัก

หลังยูโร อาร์เซนอลและแฟนบอลปืนใหญ่ทั่วโลกไม่ยอมทอดทิ้งเขา แฟนบอลร่วมกันส่งจดหมายนับพันฉบับมาที่สโมสร บางส่วนถูกนำไปติดเป็น 'กำแพงข้อความ' เพื่อแสดงถึงความรักและการสนับสนุน

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ มิเกล อาร์เตต้า ไม่ได้แค่ปลอบใจเขา แต่แสดงความเชื่อมั่นออกมาให้เห็น เมื่อซาก้ายิงจุดโทษพลาดอีกครั้งในเกมลีกช่วงต้นฤดูกาล อาร์เตต้าประกาศต่อหน้าสื่อทันทีหลังถูกถามถึงซาก้าจะยังเป็นคนยิงจุดโทษอยู่ไหมว่า

ซาก้าจะยังเป็นมือหนึ่งยิงจุดโทษต่อไป ถ้าเขาไม่ยอมยิง ผมนี่แหละจะเดินลงไปในสนามแล้วโยนบอลใส่มือเขาให้ยิงเอง เขาคือคนที่รักความรับผิดชอบเสมอ

 

ล้มเหลวแต่ไม่ยอมจำนน

เส้นทางระหว่างปี 2022 ถึง 2026 ของซาก้านับว่าไม่ราบเรียบ

ในฐานะกำลังหลักของอาร์เซนอล เขากลายเป็นเป้าหมายหลักที่กองหลังทุกทีมจ้องสกัด ภาพที่เขาโดนหวดจนถุงเท้าฉีกขาดกลายเป็นเรื่องชินตา จนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนด้วย อาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เอ็นร้อยหวายและข้อเท้า จากการโดนกระแทกซ้ำ ๆ ที่แผลเดิมแทบทุกสัปดาห์ บางนัดเขาฝืนวิ่งกะเผลกจนเล่นต่อไม่ไหวและต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ครึ่งแรก

แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือทัศนคติของเขา ซาก้าไม่เคยงอแง ตราบใดที่ยาแก้ปวดและผ้าล็อคข้อยังเอาอยู่ ถ้าร่างกายยังพอไหว เขาจะเลือกอยู่บนผืนหญ้าเพื่อสู้ให้ทีมจนถึงวินาทีสุดท้ายเสมอ

อาร์เซนอลจบรองแชมป์ 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ความเจ็บปวดของทั้งนักเตะและแฟนบอลปืนใหญ่ยังคงรอคอยการเยียวยา

จนกระทั่งเมื่อฤดูกาล 2025/26 ที่ผ่านมาแบบสดร้อน อาร์เซนอลในที่สุดก็ทำได้ พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี 

ซาก้าซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘เด็กฮเล แอนด์’ ที่อยู่บนสนามในวันที่อาร์เซนอลยกถ้วยที่ Selhurst Park ได้ทำท่าเลียนแบบภาพถ่ายในอดีตที่เขาเคยนั่งหัวใจสลายบนสนาม แต่คราวนี้มีถ้วยแชมป์วางอยู่ตรงหน้า
 

บูกาโย ซาก้า : กว่าจะเป็น ‘สตาร์บอย’ มูลค่าสูงสุดของอาร์เซนอล

 

บูดาเปสต์
กับบาดแผลที่ยังค้างอยู่

สองสัปดาห์หลังจากนั้น วันที่ 30 พฤษภาคม 2026 ที่ Puskás Aréna กรุงบูดาเปสต์ อาร์เซนอลและ PSG พบกันในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก

ไค ฮาเวิทซ์ (Kai Havertz) พาอาร์เซนอลขึ้นนำในนาทีที่ 6 ด้วยการจบสกอร์ที่ทรงพลัง แต่ เดมเบเล่ (Ousmane Dembélé) ก็ตามตีเสมอจากจุดโทษในครึ่งหลัง ก่อนที่เกมจะลากยาวไปจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ไม่สามารถหาผู้ชนะได้จนต้องจบลงด้วยการดวลจุดโทษ 

เอเซ่ (Eberechi Eze) พลาดจุดโทษจากฝั่ง PSG ก่อนแต่ไม่ทันไร ดาบิด ราญา (David Raya) ก็สามารถเซฟจาก นูโน เมนเดส (Nuno Mendes) ไว้ได้ ทำให้บรรยากาศยิ่งร้อนลุ่มเข้าไปอีก จนกระทั่ง กาเบรียล (Gabriel Magalhães) ยิงโด่งเหนือคานในจุดโทษลูกตัดสิน ส่งให้ PSG ชนะ 4-3 

มันคือความเจ็บปวดที่คุ้นเคย และครั้งนี้ซาก้าซึ่งถูกเปลี่ยนออกก่อนการดวลจุดโทษก็ทำได้แต่ยืนดูจากข้างสนาม

 

สัญญาที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข

สัญญา 5 ปีที่ลงนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทำให้ซาก้ากลายเป็นผู้เล่นที่รับค่าเหนื่อยสูงสุดของอาร์เซนอลที่ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แซงหน้า ไค ฮาเวิทซ์ ที่รับอยู่ 280,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทั้งที่อายุเขายังน้อยอยู่เลย

แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ เมื่อปี 2022 เขาเซ็นสัญญาฉบับแรกในค่าจ้างประมาณ 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ จากนั้นขยับขึ้นเป็น 195,000 ปอนด์ และตอนนี้อยู่ที่ 300,000 ปอนด์ ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือเส้นทางของเด็กที่สโมสรฟูมฟักและลงทุนในตัวมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สตาร์ดังที่เรียกร้องค่าเหนื่อยแบบสูงลิ่ว มันคือสัญลักษณ์ที่สโมสรกำลังบอกกับโลกว่า 'เราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง'

เป็นกรณี ‘พิเศษ’ ที่เกิดขึ้นได้ยากในโลกฟุตบอลสมัยนี้

 

จากเวมบลีย์สู่บูดาเปสต์

แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือบริบทรอบตัวเขา ซาก้าในวัย 19 ที่นั่งล้มอยู่บนสนามเวมบลีย์คืนนั้น ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเจ็บปวด แต่ซาก้าในวัย 24 ที่ยืนดูการดวลจุดโทษจากข้างสนามที่บูดาเปสต์ มีถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่ในฤดูกาลเดียวกัน มีทีมที่เขาเชื่อมั่น และมีเส้นทางที่พิสูจน์แล้วว่าเขาเดินมาถูกทาง

การแพ้ยังเจ็บปวดเหมือนเดิม คงไม่มีนักฟุตบอลคนไหนที่แพ้นัดชิงแล้วรู้สึกดีได้ในคืนนั้น แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่องราวอีกต่อไป

เพราะถ้าจะพูดตามความจริง การที่อาร์เซนอลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้หลังรอคอยมา 22 ปี และยังเดินทางไปถึงนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลเดียวกัน นั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดา มันคือหนึ่งในฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 140 ปีของสโมสร และซาก้าคือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้มันเกิดขึ้น

เมื่อผมมองย้อนกลับไปในวันสุดท้ายของการเล่นฟุตบอล ผมอยากเห็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มจากศูนย์กับอาร์เซนอลตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แล้วสามารถก้าวไปจนถึงจุดที่คว้าทุกแชมป์ร่วมกับทีมได้ นั่นคือตำนานที่ผมอยากสร้างขึ้นมา
— บูกาโย ซาก้า….

 

ฟุตบอลโลก 2026
ในความไม่สมบูรณ์แบบของ ‘ซาก้า’

อาการบาดเจ็บทำให้เขาการฟื้นตัว จนได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงเพียงไม่กี่นัด และหลายเกมต้องมองดูเพื่อนร่วมทีมจากข้างสนาม แม้ในใจเขาจะรู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้วก็ตาม แต่ในเกมสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ เมื่อได้รับโอกาสลงเล่นครบ 90 นาที ซาก้าตอบแทนความไว้วางใจด้วยแฮตทริก พาอังกฤษเอาชนะฝรั่งเศส 6-4 คว้าอันดับ 3 ของโลก

หลังจบเกม เขาพูดประโยคสั้น ๆ ที่อธิบายทุกอย่างได้ดี

 

ผมฟิตเต็มร้อยแล้ว และจริง ๆ
ผมอยากลงเล่นมากกว่านี้ในฟุตบอลโลก

 

เพราะสุดท้ายแล้ว สัญญา 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ทำให้คนเชื่อในบูกาโย ซาก้า แต่ผลงานในฟุตบอลโลกครั้งนี้ต่างหาก แม้จะไม่ได้เป็นตัวจริงทุกนัด พลาดโอกาสลงเล่นในเกมสำคัญอย่างรอบรองชนะเลิศ และต้องรอจนถึงนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์

เมื่อโอกาสมาถึง เขากลับใช้เวลาเพียง 90 นาที ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า ทำไมอาร์เซนอลถึงยอมมอบสัญญาที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรให้กับเด็กจาก Hale End คนนี้และความเชื่อมั่น ไม่ได้พิสูจน์ด้วยคำพูด แต่มันถูกพิสูจน์ด้วยการที่คนคนหนึ่ง พร้อมเสมอ แม้จะไม่ได้รับโอกาสเสมอ