เคิร์ต วอนเนกัต : นักเขียนตลกร้ายหลุดโลก ผู้ใช้วรรณกรรมต่อกรบาดแผลสงคราม

เคิร์ต วอนเนกัต : นักเขียนตลกร้ายหลุดโลก ผู้ใช้วรรณกรรมต่อกรบาดแผลสงคราม

นักเขียนผู้แปรเปลี่ยนบาดแผลของเชลยศึกเป็นวรรณกรรมตลกร้ายหลุดโลกเพื่อสื่อสารความโหดร้ายของสงครามผ่านจินตนาการที่สู้กับการปิดกั้นทางความคิดและไม่ยอมให้สังคมจำนนต่อการกดขี่

KEY

POINTS

แม้สงครามจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการด้วยข้อตกลงหรือการลงนามสันติภาพ แต่สำหรับบางคน ผลกระทบยังคงฝังอยู่ในใจ 

ชีวิตของ ‘วอนเนกัต’ (Kurt Vonnegut) คือหลักฐานหนึ่งจากเด็กหนุ่มในครอบครัวที่ล้มละลายสู่เชลยศึกผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขากลับมาพร้อมบาดแผลที่ต้องใช้เวลานานเกือบสองทศวรรษในการหาถ้อยคำอธิบายเรื่องราวเหล่านั้นออกมา

วอนเนกัตไม่ได้เล่าเรื่องสงครามแบบตรงไปตรงมา เขาถ่ายทอดมันผ่านความหลุดโลก ไซไฟ และอารมณ์ขันตลกร้าย พร้อมตั้งคำถามกับสงคราม

นี่คือเรื่องราวของนักเขียนที่ใช้จินตนาการเป็นเกราะกำบังบาดแผล และใช้เสรีภาพในการพูดเป็นเครื่องมือตั้งคำถามจนเกิดเป็นผลงานเขียนมากมายหนึ่งในนั้นคือ ‘โรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5’ (Slaughterhouse-Five) หนังสือที่ติดอันดับการโดนแบนบ่อยที่สุดของสหรัฐอเมริกา

เคิร์ต วอนเนกัต : นักเขียนตลกร้ายหลุดโลก ผู้ใช้วรรณกรรมต่อกรบาดแผลสงคราม

จากเด็กหนุ่มสู่เชลยศึก

วอนเนกัต เกิดปี 1922 ในครอบครัวชนชั้นสูงที่อินเดียนาโพลิส สหรัฐอเมริกา ต่อมาครอบครัวล้มละลายเพราะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (The Great Depression) ทำให้พ่อหมดหวัง แม่หันไปพึ่งยาและแอลกอฮอล์ ส่วนวอนเนกัตย้ายมาเรียนโรงเรียนรัฐบาล เริ่มเขียนคอลัมน์ข่าวในหนังสือพิมพ์โรงเรียน เริ่มหลงใหลการวิพากษ์สังคม ซึ่งถือเป็นการปลุกการเป็นนักเขียนในตัวเขาขึ้นมา แม้ในช่วงมหาวิทยาลัยจะถูกกดดันให้เรียนเคมีตามความคาดหวังของครอบครัวก็ตาม

เขาเสียแม่ไปด้วยการจบชีวิตตัวเองด้วยการกินยาเกินขนาด  ก่อนจะเข้ากรมทหารและถูกส่งตัวไปยังสมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่ 2  ถูกกองทัพเยอรมันจับเป็นเชลยใน ‘Battle of the Bulge’ และถูกกักขังไว้ที่เมืองเดรสเดิน (Dresden) เมืองที่แทบจะไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในเยอรมนี

กระทั่งปี 1945 เมื่อกองทัพอังกฤษและอเมริกาจากฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดลงเมืองเดรสเดินซึ่งคร่าชีวิตพลเรือนไปมากกว่า 60,000 คน เวลานั้นวอนเนกัตถูกคุมขังอยู่ใต้ดินลึกราว 60 ฟุต ภายในห้องเก็บเนื้อและโรงฆ่าสัตว์พร้อมเพื่อนเชลยศึกอีกหลายคน นั่นทำให้พวกเขารอดตายมาได้ 

ทันทีที่ออกจากห้องคุมขังเขาต้องทำภารกิจเก็บกู้และเผาซากศพของพลเรือนนับหมื่นที่เสียชีวิต ประสบการณ์นี้กลายเป็นเชื้อไฟที่เขาใช้เวลาเกือบ 20 ปีในการกลั่นกรองออกมาเป็นนวนิยายชิ้นเอกอย่าง ‘Slaughterhouse-Five’ หรือในชื่อไทย ‘โรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5’

เคิร์ต วอนเนกัต : นักเขียนตลกร้ายหลุดโลก ผู้ใช้วรรณกรรมต่อกรบาดแผลสงคราม

หลังจบสงคราม เขาทำงานด้านโฆษณาพร้อมกับส่งเรื่องสั้นไปยังสำนักพิมพ์ จนได้ตีพิมพ์ ‘Player Piano’ ผลงานเรื่องแรก เขาเขียนเรื่องสั้นหลายแนว ทั้งไซไฟแปลกใหม่ เรื่อง The Sirens of Titan นิยายสายลับ เรื่อง Mother Night เสียดสีศาสนา ใน Cat’s Cradle วิพากษ์ความเหลื่อมล้ำ จาก God Bless You, Mr. Rosewater รวมถึงผลงานอันโด่งดังอย่าง ‘โรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5’ ในปี 1969

มองภายนอก ชีวิตหลังสงครามของวอนเนกัตดูเหมือนปกติ มีครอบครัว มีงาน และดำเนินบทบาทในสังคมเหมือนคนทั่วไป ชวนให้เชื่อว่าฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ ทั้ง ๆ ที่ความจริง เขาอาจต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจและต้องอยู่กับความทรงจำเหล่านั้นต่อไป

ภาวะแตกสลายที่พูดไม่ออกของผู้รอดชีวิต

แม้ยุคนั้นจะยังไม่มีการใช้คำว่า ‘PTSD’ (Post-Traumatic Stress Disorder) เพื่ออธิบายภาวะเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ แต่นักวิจารณ์วรรณกรรมและผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาในยุคหลังต่างเห็นตรงกันว่า วอนเนกัตต่อสู้กับโรคนี้อย่างหนัก อาการที่ปรากฏชัดที่สุดคือภาวะ ‘Unstuck in time’ ของตัวละคร ‘บิลลี พิลกริม’ (Billy Pilgrim) ตัวเอกในหนังสือโรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5 เพราะบิลลีต้องทรมานกับความทรงจำเลวร้ายในอดีตที่ฉายซ้ำไปมาจนมีอาการ ‘Flashbacks’ ที่เหมือนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ไม่สามารถแยกความคิดกับความเป็นจริงได้ แล้วใจก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

รวมถึงมาร์ค ลูกชายของเขาเล่าผ่าน หนังสือ ‘Just Like Someone Without Mental Illness Only More So’ ว่า บางครั้งพ่อก็เงียบจนน่ากลัว ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการ ‘Emotional Numbness’ หรือ ‘ภาวะด้านชาทางความรู้สึก’ สอดคล้องกับชีวประวัติที่ชาร์ลส์ เจ. ชิลด์ส (Charles J. Shields) เขียนบอกว่า ถึงวอนเนกัตจะดูเป็นคุณตาใจดี มีอารมณ์ขัน แต่อีกด้านหนึ่ง เขามักมีอารมณ์แปรปรวนและระเบิดความโกรธออกมาบ่อยครั้ง ชิลด์สมองว่า นี่อาจเป็นผลพวงจากความรู้สึกผิดที่เขารอดชีวิตมาได้ ขณะที่คนอื่นนับหมื่นต้องตายในเหตุการณ์ที่เดรสเดินครั้งนั้น

ชีวิตหลังสงครามของวอนเนกัตตอกย้ำความจริงที่ว่า ร่องรอยความทรงจำไม่ได้เลือนหายไปพร้อมการสิ้นสุดของสงคราม ร่องรอยเหล่านั้นฝังอยู่ในโครงสร้าง เรื่องเล่า ตัวละคร และลีลาในงานเขียนตลอดชีวิตของเขาหลังจากนั้น รวมถึงบอกคนอ่านอย่างเราว่า บาดแผลจากสงครามไม่เคยปิดสนิทลงจริง ๆ

เคิร์ต วอนเนกัต : นักเขียนตลกร้ายหลุดโลก ผู้ใช้วรรณกรรมต่อกรบาดแผลสงคราม

จินตนาการในฐานะกลไกเอาตัวรอด

วอนเนกัตใช้เวลาเกือบสองทศวรรษถ่ายทอดความทรงจำที่แตกสลายออกมาเป็นเรื่องตลกขมขื่นและเรื่องราวแฟนตาซีเหนือจริง เพราะจินตนาการต่าง ๆ ทำให้เขาหลุดพ้นจากบาดแผลและไม่ต้องตกอยู่ในเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง 

 "การเล่าเรื่องตลกเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และมันมักจะเกิดจากภัยคุกคามทางอารมณ์ เรื่องตลกที่ดีที่สุดนั้นอันตราย และที่อันตรายก็เพราะว่ามันคือความจริงในบางแง่มุม"  เขากล่าวไว้ในบทความของ Mcsweeney’s เมื่อปี 2002 

เรื่องราวที่ดูไม่สมจริงผ่านปลากปากกาของวอนเนกัตจึงเปรียบเสมือนตัวกรองที่ช่วยจัดการความทรงจำอันหนักหน่วง ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธความจริง แต่เป็นการหาวิธีพูดถึงมันในแบบที่เขารับไหว

เช่นเดียวกับเฮาส์มัน (Juliette Huisman) ผู้ศึกษาเฉพาะทางวรรณกรรมที่พูดถึงหนังสือโรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5 ผ่านงานวิจัยด้านวรรณกรรมไว้ใน Evading and Addressing Trauma: The Paradoxical Nature of Escapism in Kurt Vonnegut’s Slaughterhouse-Five ว่า การที่บิลลี ตัวเอกของเรื่องเลือกสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจผ่านจินตนาการ ทั้งการวาร์ปหรือเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ต่างเป็นไปเพื่อปกป้องตนเอง 

ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องโรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5 เหตุการณ์ที่บิลลีรอดชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์ ขณะที่เมืองเดรสเดินทั้งเมืองกลายเป็นสุสานเป็นประสบการณ์ที่รุนแรงเกินกว่าจิตใจมนุษย์จะรับไหว การรอดชีวิตในพื้นที่ซึ่งเป็นสถานที่กักขังเชลยกลับกลายเป็นที่กำบังแห่งเดียวท่ามกลางความตาย ทำให้ความทรงจำดังกล่าวเต็มไปด้วยความย้อนแย้งและหนักหน่วง 

วอนเนกัตเลือกให้บิลลีหลุดออกจากเส้นเวลาปกติ เดินทางไปยังดาวทราลฟามาดอร์ และถูกจัดแสดงอยู่ในโดมแก้วของสวนสัตว์ต่างดาว ภาพที่บิลลีเห็นคือภาพสะท้อนของห้องเก็บเนื้อและโรงฆ่าสัตว์ใต้ดิน พื้นที่ปิดล้อมที่ทั้งคุมขังและปกป้องในเวลาเดียวกัน

เพราะการที่บิลลีเชื่อว่าตนมองเห็นอดีตและอนาคตพร้อมกันได้แบบนี้ ทำให้เขารับมือกับความเจ็บปวดในขณะนั้นได้

เมื่อมองจากกรอบคิดเดียวกัน โลกตลกร้ายและความหลุดโลกในงานอื่นของวอนเนกัตก็ทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน ในนวนิยาย Cat’s Cradle เขาสร้าง ศาสนา Bokononism คำสอนปลอม ๆ แต่กลับกลายเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนบนเกาะที่กำลังล่มสลาย ไปจนถึงสร้างสสารสมมติชื่อ Ice-nine ที่สามารถทำลายโลกได้ในพริบตา สะท้อนความหวาดกลัวต่อเทคโนโลยีและอาวุธทำลายล้าง 

เรื่องเล่าที่ดูหลุดโลกและตลกร้ายกลายเป็นวิธีเอาตัวรอดของทั้งตัวละครและผู้เขียน วอนเนกัตเคยกล่าวใน ‘Palm Sunday’ บทเทศนาที่โบสถ์ St. Clement นิวยอร์ก ไว้ว่า 

“เรื่องตลกนั้นสูงส่งได้ เสียงหัวเราะก็มีเกียรติเท่าเทียมกับหยดน้ำตา ทั้งการหัวเราะและการร้องไห้ต่างก็เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความคับข้องใจและความเหนื่อยล้า ต่อความไร้ความหมายของการคิดและการดิ้นรนต่อสู้ ส่วนตัวผมเอง ผมเลือกที่จะหัวเราะ เพราะมันมีเรื่องให้ต้องตามเช็ดตามล้างน้อยกว่าหลังจากนั้น  และเพราะผมจะกลับไปเริ่มต้นคิดและดิ้นรนต่อได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกนิด” 

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเป็นเราเมื่อเจอเหตุการณ์ที่กระทบใจอย่างหนัก เราจะพูดถึงมันได้ตรง ๆ ไหม หรือสุดท้ายเราก็ต้องหาวิธีเล่าในแบบของตัวเองเพื่อพูดถึงสิ่งที่พูดตรง ๆ ไม่ได้

ราคาของความจริงและเสรีภาพ

วอนเนกัตถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2007 ในวัย 84 ปี ตลอดชีวิตเขาผ่านมาหลายบทบาท  เช่น ทหาร นักข่าวอาชญากรรม ครู และหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนจดจำเขามากที่สุดคือการเป็นนักเขียนที่ยืนหยัดปกป้องเสรีภาพในการพูด ดังเนื้อหาในหนังสือ Player Piano ที่ว่า “ภารกิจหลักของมนุษยชาติคือการทำหน้าที่เป็นมนุษย์ให้ดี ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องจักร สถาบัน หรือระบบ” 

ผู้เขียนเรื่อง Jurassic Park อย่างไครช์ตัน  (Michael Crichton) เคยเขียนบทวิจารณ์ถึงหนังสือเรื่องโรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5 ในนิตยสาร The New Republic ปี 1969 ซึ่งเป็นช่วงที่หนังสือเพิ่งตีพิมพ์ไม่นานว่า งานของวอนเนกัตเป็นงานที่มีหลายชั้น หลายความหมาย และกล้าเขียนถึงความเจ็บปวดรุนแรงในสงครามผ่านงานไซไฟได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเขียนกระแสหลักจำนวนมากหลีกเลี่ยง 

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ตรงไปตรงมาก็มีราคาที่ต้องจ่าย เมื่องานของเขาดันกระทบกับชีวิตของผู้มีอำนาจ ส่งผลให้หนังสือของวอนเนกัตถูกต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โรงเรียนและห้องสมุดสาธารณะหลายแห่งพยายามปลดหนังสือของเขาออก โดยเฉพาะโรงฆ่าสัตว์หมายเลข 5 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่ถูกแบนบ่อยที่สุดเล่มหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรมอเมริกัน

เคิร์ต วอนเนกัต : นักเขียนตลกร้ายหลุดโลก ผู้ใช้วรรณกรรมต่อกรบาดแผลสงคราม

ปี 1986 เขาต่อสู้กับการเซ็นเซอร์เนื้อหา ผ่านกลุ่ม PEN (Poets, Essayists, Novelists) และ ACLU (American Civil Liberties Union) สำหรับวอนเนกัตเขาเปรียบการเซ็นเซอร์ว่าไม่ต่างจากโรค Legionnaires หรืออัลไซเมอร์ที่กัดกินสติปัญญาของสังคมให้เสื่อมถอยลงอย่างช้า ๆ 

ปีเดียวกัน เขาร่วมกับกลุ่มนักกิจกรรมเปิดโปงคณะกรรมาธิการ Meese (The Meese Commission Exposed) และเขียนจดหมายโต้ตอบกับคณะกรรมการโรงเรียนที่สั่งเผาหนังสือของเขาว่า “หากพวกคุณยอมสละเวลาอ่านมัน คุณจะพบว่าผมกำลังสอนให้เด็ก ๆ กลายเป็นพลเมืองที่รู้จักตั้งคำถามและมีเมตตา”

ตลอดทศวรรษที่ 1980 และ 1990 วอนเนกัตกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับโลก ทั้งเรื่องคัดค้านอาวุธนิวเคลียร์และปกป้องระบบนิเวศของโลก จนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษใหม่หลังเหตุการณ์ 9/11 เขายังยืนหยัดด้วยการวิพากษ์วิจารณ์การใช้กำลังทหารอย่างตรงไปตรงมา

ท้ายที่สุด งานของเขาไม่เคยอ้างว่ามีอำนาจโค่นล้มรัฐบาล หรือยุติความรุนแรงในโลก เขาเพียงเชื่อมั่นในสิ่งที่วรรณกรรมทำได้ Index on Censorship เปิดเผยถึงวาทะสำคัญของวอนเนกัตจากบทความไว้อาลัยหลังจากเขาเสียไม่กี่วันว่า

“วรรณกรรมช่วยปลอบใจผู้คนที่ถูกกดขี่ให้ยังคงยืนหยัดวางตัวอย่างภาคภูมิ มีเกียรติ และมีเมตตาอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ และวรรณกรรมยังได้นำเสนอภาพจำลองของสังคมและพลเมืองที่ดีกว่า เพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับวันที่อำนาจกดขี่ถูกโค่นล้มลง"

สำหรับวอนเนกัต การเขียนคือการยืนยันความเป็นมนุษย์ท่ามกลางสงครามและอำนาจ โลกอาจไม่เปลี่ยนเพราะหนังสือหนึ่งเล่ม แต่อย่างน้อยมันทำให้เรายังเลือกคิด เลือกตั้งคำถาม และไม่ยอมจำนนกับความอยุติธรรม

 

ภาพ : Getty Images

 

อ้างอิง

Huisman, J.F.J.. (2021) Evading and Addressing Trauma: The Paradoxical Nature of Escapism in Kurt Vonnegut’s Slaughterhouse-Five. Utrecht University

โรค PTSD คืออะไร เกิดจากอะไร โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ / พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์

Kurt Vonnegut graphed the world’s most popular stories. Do his diagrams tell us something important about humanity? / The Story

วัญญู ชะนะกุล. (2011). Dissociative trance disorder. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

Read Michael Crichton’s 1969 Review of Kurt Vonnegut’s ‘Slaughterhouse-Five’ / The New Republic

Kurt Vonnegut: Remembering a Hero of Free Speech / National Coalition Against Sensorship

BookTV: Charles Shields, "And So It Goes - Kurt Vonnegut: A Life" / C-SPAN's Book TV

20 Favorite Vonnegut-isms / 3 Quarks Daily

Vees-Gulani, S. (2003). Trauma and guilt: Literature of wartime bombing in Germany. Walter de Gruyter.

This article is more than 14 years old Kurt Vonnegut's dark, sad, cruel side is laid bare / The Guardian

Kurt Vonnegut (1922-2007) – Literature as encouragement / INDEX ON SENSORSHIP

Rentilly, J. (2002, September 16). The best jokes are dangerous: An interview with Kurt Vonnegut, part one. McSweeney’s Internet Tendency.

VONNEGUT OFFICIAL WEBSITE