06 พ.ย. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
ก่อนที่เราจะคุ้นเคยกับภาพของสุนัขบำบัดที่คอยอยู่เคียงข้างเจ้าของไม่ห่างนั้น ครั้งหนึ่งแนวคิดนี้เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าขัน จนถึงขั้นมีนักจิตวิทยาบางคนกล่าวเหน็บแนมว่าวิธีดังกล่าวเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี
แต่เมื่อมีบิดาแห่งจิตวิเคราะห์อย่าง ‘ซิกมุนด์ ฟรอยด์’ (Sigmund Freud) เป็นผู้เริ่มทำการศึกษาความสัมพันธ์ของการมีสุนัขอยู่ในห้องบำบัด ก็ทำให้เรื่องที่เคยถูกดูแคลนกลับถูกนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น แม้ว่าท้ายที่สุดฟรอยด์จะจากโลกนี้ไปก่อนที่เขาจะค้นพบความเกี่ยวข้องของการมีสุนัขอยู่ในห้องว่าช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจรู้สึกผ่อนคลายลงได้อย่างไรก็ตาม และหลังจากนั้น ‘บอริส เมเยอร์ เลวินสัน’ (Boris Mayer Levinson) ก็ได้นำแนวคิดนี้มาศึกษาอย่างจริงจัง จนค้นพบความสามารถพิเศษของสุนัขว่ามีส่วนช่วยให้มนุษย์ผ่อนคลายได้จริง
ต้องบอกก่อนว่าตลอดเวลา 70 ปีในชีวิตของฟรอยด์ เขาไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน จนกระทั่ง ‘อันนา’ ลูกสาวของเขาตัดสินใจพา ‘วูล์ฟ’ (Wolf) สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดเข้ามา และนั่นก็ทำให้บรรยากาศภายในบ้านเปลี่ยนไปตลอดกาล
เดิมทีเจ้าวูล์ฟถูกเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคอยดูแลอันนา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เป็นพ่อก็เริ่มผูกพันกับเพื่อนสี่ขาตัวนี้ไปอย่างช้า ๆ ก่อเกิดเป็นมิตรภาพอันงดงามจนยากจะแยกออกจากกัน หากถามว่าซิกมุนด์ ฟรอยด์รักมันขนาดไหนก็ขนาดที่ว่า ในวันเกิดไม่ขอของขวัญอะไรบนโลกอีกแล้ว ขอแค่มีเจ้าวูล์ฟอยู่ตรงนี้ไม่หายไปไหนก็พอ
และลูกสาวอย่างอันนาก็รู้ดี ในปี 1925 เธอเขียนจดหมายถึงพ่อเพื่อหยอกเย้าว่าใกล้จะถึงวันเกิดพ่อเต็มทีแล้ว แต่ลูกยังหาของขวัญที่เหมาะสมไม่ได้ จึงขอส่งภาพวาดแทนใจนี้มาแทน
ไม่ต้องเดาเลยว่าจะเป็นภาพอะไร เพราะคือภาพของเจ้าวูล์ฟนั่นเอง!
“ฉันไม่ได้ซื้อของขวัญวันเกิดให้คุณพ่อ เพราะไม่มีของขวัญชิ้นไหนเหมาะสมกับโอกาสนี้เลย ฉันเพียงนำภาพวาดของวูล์ฟที่ทำขึ้นมาขำ ๆ ส่งไปให้ท่าน เพราะฉันมักพูดเสมอว่าคุณพ่อย้ายความสนใจทั้งหมดที่เคยมีให้ฉันไปให้วูล์ฟเสียแล้ว ท่านดูจะพอใจกับภาพนั้นมาก”
นอกจากจดหมายแล้ว ภาพของวูล์ฟยังถูกแขวนอยู่ในห้องทำงานของฟรอยด์จนถึงปี 1938 ซึ่งเป็นปีที่เขาต้องเดินทางออกจากเวียนนาไปยังลอนดอน ประเทศอังกฤษ (ต่อมาบ้านหลังใหม่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ฟรอยด์ (Freud Museum) ในที่สุด) หนึ่งในบรรดาข้าวของจากต่างแดนของฟรอยด์ มีภาพของวูล์ฟพร้อมด้วยบทกวีอวยพรวันเกิดในแต่ละปีเขียนอยู่ด้วย
บทกวีนี้ปรากฏอยู่ในบทนำของหนังสือ Topsy: The Story of a Golden-Haired Chow เขียนโดย มารี โบนาปาร์ต ว่า
“เนื่องด้วยญาติพี่น้องมากมายกำลังจะมาเยือน
บ้านจึงประกาศห้าม
บัดนี้ แม้จะขัดกับนิสัยและเสียงอันคุ้นเคย
เขาก็ต้องสงบนิ่ง
ความรักที่มีต่อมิตรสหายนั้น
มากมายเสียจนกินได้ ราวกับปรอทวัดไข้ที่ถูกกลืนลงไป
เมื่อถูกกันออกจากงานเลี้ยงอันอุดมสมบูรณ์และน่ารื่นรมย์
เขาจึงไม่ได้รับส่วนแบ่งเศษอาหารจากโต๊ะแม้แต่น้อย
แม้ความสุขชั่วครู่จะยั่วยวนใจเพียงใด เขาก็ยังมั่นคงในความซื่อสัตย์
และถอนตัวออกไปอย่างสุนัขตัวหนึ่งพึงกระทำ”
‘เออร์เนสต์ โจนส์’ (Ernest Jones) นักเขียนชีวประวัติของฟรอยด์ เคยอธิบายถึงเหตุผลที่ฟรอยด์เพิ่งเริ่มสนใจสุนัขในช่วงบั้นปลายชีวิตไว้ว่า
“ในยุโรปสมัยที่ฟรอยด์ยังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวชาวยิว (เช่นครอบครัวซิกมุนด์ ฟรอยด์) มักไม่ได้มีความใกล้ชิดกับสุนัขมากนัก สำหรับชาวยิว สุนัขเป็นสัตว์ที่สื่อไปถึงความน่าหวาดกลัว ตัวอย่างเช่น กลุ่มต่อต้านชาวยิวเคยใช้สุนัขโจมตีผู้คนระหว่างเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิว (Pogroms) การที่ฟรอยด์อาจก้าวข้ามความเชื่อหรือแม้แต่วิถีทางวัฒนธรรมตามขนบเดิม เพื่อเปิดรับวูล์ฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสุนัขมีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น... เลยกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะปลีกตัวจากเพื่อนมนุษย์ แล้วหันไปหาสัตว์แทน”
ต่อมาในปี 1928 ‘โดโรธี เบอร์ลิงแฮม’ (Dorothy Burlingham) เพื่อนสนิทของอันนา มอบสุนัขพันธุ์เชาเชาชื่อ ‘ลุน-ยู’ (Lün-Yu) ให้ฟรอยด์ เท่ากับว่าซิกมุนด์ฟรอยด์มีสุนัขเป็นของตัวเองครั้งแรกแล้ว และกลายเป็นจุดที่ทำให้เขาผันตัวไปเป็นคนรักสุนัขอย่างเต็มตัว
แต่ช่วงเวลาอันแสนสุขกับสุนัขตัวแรกกลับดำเนินไปเพียง 15 เดือนเท่านั้น เพราะลุน-ยูประสบอุบัติเหตุถูกรถไฟชน ความเสียใจถาโถมเข้ามากัดกินจิตใจของฟรอยด์อย่างหนัก เขาในวัยเจ็ดสิบกว่าต้องเผชิญกับความสูญเสียที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำได้เพียงจมอยู่กับความเศร้า และไว้อาลัยให้สุนัขตัวแรกราวกับเป็นมนุษย์คนหนึ่ง กว่าฟรอยด์จะทำใจได้ก็กินเวลานานถึงเจ็ดเดือน ก่อนจะค่อย ๆ คลายความเจ็บปวดลงเปิดใจรับ ‘โจฟี’ (Jofi) สุนัขตัวใหม่ซึ่งเป็นน้องสาวของลุน-ยูเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้าน
อย่างที่รู้ดีกว่าสุนัขพันธุ์เชาเชาขึ้นชื่อเรื่องความฉลาด ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูงอยู่ไม่น้อย ไม่แน่ใจนักว่าเฉพาะโจฟีหรือเปล่าที่ไม่ชอบนั่งบนตัก และมักจะเบือนหน้าหนีมนุษย์ที่พยายามเข้ามาตีสนิทอยู่เสมอ แถมยังคาดเดาอารมณ์ได้ยากอีกต่างหาก
แต่ความรักก็คือความรัก ใครจะไปอดใจไม่ตกหลุมรักเชาเชาไหว เพราะมีทั้งขนที่นุ่มฟู ตัวใหญ่เหมาะแก่การกอด บางมุมก็แอบดูสง่างามอยู่ไม่น้อย และยังรักความสะอาดเป็นที่หนึ่ง ไม่มีทางจะได้กลิ่นสาบจากตัวเชาเชาลอยออกมาเลยหากได้รับการดูแลขนอย่างสม่ำเสมอ
หากถามถึงเหตุผลที่ทำไมซิกมุนด์ ฟรอยด์ถึงรักโจฟีถึงเพียงนี้ เป็นเพราะว่าในปี 1930 เพื่อนเก่าและเพื่อนร่วมงานของฟรอยด์แทบทั้งหมดต่างเสียชีวิต ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ หรือไม่ก็มีเปลี่ยนจากเพื่อนกลายเป็นศัตรูกับเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฟรอยด์ในวัยชราเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยาก และเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็น ‘มาร์ธา’ ผู้เป็นภรรยาของเขาอย่างผิดวิสัย
ขณะที่อีกด้านหนึ่งว่ากันว่า การนำสุนัขมาเลี้ยงในบ้านเป็นเพราะอยากจะยั่วโมโหภรรยา เพราะฟรอยด์รู้ดีว่ามาร์ธาเกลียดสุนัขเข้าไส้ แต่ก็ไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าทำไมเขาถึงอ้าแขนรับเลี้ยงสุนัขอีกครั้งหลังต้องสูญเสียลุน-ยูไป หรือไม่ก็อาจเป็นความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในใจมาเนิ่นนานก็อาจจะเป็นไปได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่การคงอยู่ของโจฟีจะกลายเป็นเพื่อนคู่ใจ ที่แยกจากเขาแทบไม่ได้ตลอดช่วงเวลา 7 ปีในชีวิตของมัน หลังจากอยู่ด้วยกันได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ฟรอยด์ก็เริ่มเปรียบเทียบโจฟีกับเพื่อนอีกคนที่เขาแทบขาดไม่ได้ โดยเขาเขียนไว้ว่า
“ตอนนี้ผมคิดถึงเธอ(โจฟี)แทบจะพอ ๆ กับที่คิดถึงซิการ์ของผม เธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารัก มีเสน่ห์และน่าสนใจในแบบฉบับของเพศเมีย ทั้งยังดื้อรั้น หุนหันพลันแล่น ฉลาดหลักแหลม แต่ก็ไม่ได้พึ่งพาผู้อื่นมากเกินไปเหมือนสุนัขทั่วไป”
ไม่นานหลังจากโจฟีเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้าน ฟรอยด์จำเป็นต้องเดินทางไปกรุงเบอร์ลินเป็นเวลานาน เพื่อเปลี่ยนฟันปลอมที่เสียหายจากโรคมะเร็ง เนื่องจากมาร์ธาไม่ได้ชื่นชอบสุนัขมากนัก โจฟีจึงต้องถูกส่งไปฝากไว้ที่คอกสุนัข ระหว่างนั้นฟรอยด์เขียนจดหมายถึงภรรยาด้วยความคิดถึงว่า
“มีใครแวะไปหาโจฟีบ้างไหม? ผมคิดถึงเธอมากจริง ๆ”
เมื่อกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ก็แทบไม่มีกิจกรรมใดที่โจฟีไม่มีส่วนร่วมด้วย เพราะฟรอยด์มักแบ่งอาหารจากจานของตัวเองให้โจฟีอยู่เสมอ และเนื่องจากอาการเจ็บปวดจากโรคมะเร็งช่องปากและขากรรไกร (ที่ได้รับการวินิจฉัยในปี 1923) ทำให้เขากินอาหารได้ลำบากอยู่บ่อยครั้ง โจฟีจึงมักได้กินอาหารมื้อเย็นของเขาจนหมด ซึ่งคงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอมีรูปร่างกลมป้อมอย่างที่เห็น
เมื่อโรคมะเร็งเริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกายมากขึ้น การทำจิตวิเคราะห์ก็กลายเป็นงานที่สร้างความเหน็ดเหนื่อยให้ฟรอยด์มากขึ้นตามไปด้วย แต่โจฟียังคงนั่งอยู่เคียงข้างเขา ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่อดทน แม้จะเป็นผู้ฟังที่คอยเหลือบมองนาฬิกาอยู่เป็นระยะก็ตาม
นอกจากความอดทนแล้ว ความสามารถอีกอย่างของโจฟีคือการหาวและยืดตัวเมื่อครบเวลา 50 นาที ทำให้ฟรอยด์รู้เวลาได้ทันทีว่าครบตามกำหนดแล้ว ตั้งแต่มีโจฟีอยู่ในห้องเขาไม่เคยทำงานเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงแม้แต่นาทีเดียว
ช่วงแรกโจฟีอยู่ในห้องเพื่อช่วยให้ตัวฟรอยด์ผ่อนคลาย เพราะเขาค่อนข้างทรมานจากอาการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ แต่ไม่นานหลังจากนั้นเขาสังเกตเห็นว่า ผู้ป่วยเองก็รู้สึกผ่อนคลายไม่ต่างจากเขา หลังจากนั้นโจฟีก็มักจะอยู่ข้างฟรอยด์เสมอเวลาเขาเริ่มกระบวนการบำบัดรักษา
สุนัขพันธุ์เชาเชาตัวนี้ยังคอยปลอบประโลมฟรอยด์ในช่วงที่เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดบริเวณช่องปากหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งล้วนสร้างความเจ็บปวดให้เขาอย่างมาก ครั้งหนึ่งเขาเขียนจดหมายถึง ‘มารี โบนาปาร์ต’ (Marie Bonaparte) ผู้เป็นเพื่อนสนิทว่า
“ผมอยากให้คุณได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าโจฟีแสดงความเห็นอกเห็นใจผมมากเพียงใดในช่วงเวลาอันแสนทรมานเหล่านี้ ราวกับว่าเธอเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง”
โจฟีจากไปเมื่อวันที่ 11 มกราคม 1937 และข้อความที่ฟรอยด์เขียนถึงอาร์โนลด์ ซไวก์ (Arnold Zweig) นักเขียนนวนิยายชาวเยอรมัน เผยให้เห็นความโศกเศร้าที่เขามีต่อการจากไปของโจฟีว่า
“นอกเหนือจากความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียเธอไปแล้ว ทุกอย่างยังดูไม่น่าจะเป็นจริงไปได้ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเราจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะคุ้นชินกับการไม่มีเธออยู่ แต่แน่นอนว่า เราคงไม่อาจทำใจให้ลืมความผูกพันที่มีร่วมกันมาตลอดเจ็ดปีได้โดยง่าย”
หลังโจฟีจากไป เขาก็ได้รับสุนัขพันธุ์เชาเชามาเลี้ยง และตั้งชื่อว่าโจฟีเช่นเดียวกัน กว่าโจฟีที่สองจะผ่านด่านกักตัวก่อนเข้าลอนดอนก็กินเวลานานถึง 6 เดือน เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนท้องถิ่นในกรุงลอนดอนเป็นอย่างมาก
หลังจากย้ายมาอยู่ลอนดอนได้ไม่นาน ในปี 1939 ฟรอยด์ก็จากไปขณะมีอายุ 83 ปี ส่วนโจฟีที่สองก็ใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีชายคนนี้อยู่ข้างกายเป็นเวลาอีกหลายปี
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : Freud Museum London
อ้างอิง
Beside Freud's Couch, a Chow Named Jofi.