17 ก.พ. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
โลกในทุกวันนี้อยู่ในช่วงจังหวะเวลาที่ถูกเรียกว่า ‘ยุคใหม่’ ได้ไม่ยาก เพราะหากมองย้อนไปในอดีต เทียบมาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิ ความหลากหลาย ความเท่าเทียม เทคโนโลยีล้ำหน้า และอนาคตที่เชื่อว่าต้องดีกว่าเดิม ได้มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและตระหนักรู้ขึ้นเรื่อย ๆ จนดูเหมือนว่า ‘กงล้อแห่งความก้าวหน้า’ จะหมุนไปข้างหน้าอย่างไม่มีวันย้อนกลับ
แต่ท่ามกลางแนวคิดในยุคใหม่นั้น ยังคงมีกระแสคลื่นใต้น้ำที่ยังคงไหลเชี่ยวและซ่อนตัวอยู่
เรียกได้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่น่าสับสนที่สุดยุคหนึ่งก็ว่าได้ ยุคที่ยิ่งเราเข้าใกล้อนาคตมากเท่าไหร่ ผู้คนกลับยิ่งโหยหาอดีตมากเท่านั้น ตั้งแต่เสียงตะโกน ‘Make America Great Again’ (MAGA) จากสหรัฐอเมริกา, การลุกขึ้นมาปิดประตูบ้านต่อต้านผู้อพยพในยุโรป, ชัยชนะที่ถล่มทลายและมั่นคงของขั้วอำนาจเก่าในญี่ปุ่น ไปจนถึงความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจของพรรคฝั่งอนุรักษนิยมที่เคยเป็นพรรคขนาดกลางมาก่อนในประเทศไทย
ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกันในหลายประเทศคือการที่พรรคอนุรักษนิยมคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ตั้งแต่การเถลิงอำนาจเป็นครั้งที่สองในตำแหน่งประธานาธิบดีของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ (Donald Trump) การเหวี่ยงขวาในการเลือกตั้งแคนาดา ไปจนถึงชัยชนะในการเลือกตั้งของ ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ (Sanae Takaichi) ในแดนอาทิตย์อุทัย
ในฝั่งของยุโรปเอง พรรค Alternative for Germany (AfD) จากเยอรมนีที่เดิมเคยถูกมองเป็นพรรคฝ่ายขวาชายขอบ กลับเติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดทั้งในระดับรัฐและระดับชาติ ขณะที่ในเนเธอร์แลนด์ก็มีแนวคิดแบบเดียวกันจากพรรค Freedom Party (PVV) ซึ่งยืนบนจุดยืนต่อต้านผู้อพยพและอิสลาม ก็ได้กวาดคะแนนเสียงจนขึ้นมาเป็นพรรคอันดับต้น ๆ
ความนิยมของอนุรักษนิยมเริ่มมีอิทธิพลแพร่ขยายไปทั่วโลก จากระเบียบโลกแบบเสรีนิยมที่เคยเป็นมา อิทธิพลของแนวคิดอนุรักษนิยมเริ่มขยายตัวเข้าแทนที่
คำถามสำคัญคือ “เหตุใดโลกที่ดูจะก้าวหน้าและหมุนเปลี่ยนเวียนไปเร็วขึ้นทุกวัน จึงได้สร้างค่านิยมให้ผู้คนเอนเอียงไปทางอนุรักษนิยมมากกว่าแต่ก่อน?”
ในบทความนี้ The People จะพาไปสำรวจเหตุผลต่าง ๆ ที่อาจจูงใจให้ประชาชนในหลาย ๆ สังคมเริ่ม ‘หันขวา’ พร้อมผลกระทบที่อาจตามมาจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพื่อหาคำตอบว่าโลกของเราจะมีหน้าตาแบบเดิมที่เราเคยรู้จักและคุ้นเคยหรือไม่
“ผู้คนมักเลือกสิ่งที่คุ้นเคย มากกว่าสิ่งที่ไม่รู้จัก”
เมื่อกล่าวถึงคำว่า ‘อนุรักษนิยม’ (Conservatism) หรือ ‘ฝ่ายขวา’ (Right-Wing) สิ่งที่ใครหลายคนติดภาพจำคือภาพของ ‘รุ่นเก่า’ ที่ปฏิเสธความก้าวหน้า ทั้งเทคโนโลยี การยึดติดกับจารีตประเพณีในแบบเดิม ๆ หรือแม้กระทั่งกับเรื่องเล็กน้อยอย่างการแต่งกายที่ต้องมิดชิดและเรียบร้อย และหากเอามุมมองในโลกปัจจุบันมาตีกรอบสิ่งเหล่านี้ว่าโบราณ ที่คอยขัดขวางความก้าวหน้า หรือเป็นเพียงกลุ่มคนที่หวาดกลัวต่อสิ่งใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนการยึดติดกับอดีต กลับมีความคิดที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ และกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนคอยวนเวียนจนกลายเป็นที่พึ่งทางใจในวันที่ชีวิตรอบตัวเราวุ่นวายจนหาความชัดเจนไม่ได้
หากจะให้นิยามคำว่าอนุรักษนิยมแบบพอเห็นภาพ ในทางทฤษฎี นักปรัชญาอย่าง ‘โรเจอร์ สครูตัน’ (Roger Scruton) มองว่ามันคือแนวคิดทางการเมืองและสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษา ‘คุณค่าเดิม’ ที่ผ่านการพิสูจน์โดยกาลเวลามาแล้ว นิยามของมันจึงไม่ใช่การหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่คือการให้คุณค่ากับ ‘เสถียรภาพ’ (Stability) และ ‘ความต่อเนื่อง’ (Continuity) ในคุณค่าเหล่านั้นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนทีเดียว
อย่างไรก็ตามแนวคิดอนุรักษนิยมไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวกันทั่วโลก ในแต่ละประเทศนิยามในคำว่าอนุรักษนิยมไม่เหมือนกัน อย่างในสหรัฐฯ แนวคิดของความเป็นอนุรักษนิยมถูกผูกกับแนวคิดชาตินิยม ศาสนา และอัตลักษณ์แบบ MAGA ทางฝั่งยุโรปก็มักปรากฏในรูปของการที่ผู้คนต่อต้านผู้อพยพที่สามารถมองเป็นการเหยียดสีผิวได้ ย้อนกลับมาในฝั่งเอเชียเองอย่างญี่ปุ่นก็เป็นการยึดเสถียรภาพและระเบียบของสังคมสูงวัย (ที่ยังเพิ่มสูงขึ้น) ส่วนในไทยนั้น แนวคิดแบบอนุรักษนิยม อาจไม่ต้องประกาศตัวให้รู้ แต่มันแฝงอยู่ในคำว่า ‘เหมาะสม’ ที่แนบเนียน และ ‘ไม่เปลี่ยนเร็วเกินไป’
แม้หน้าตาจะแตกต่าง แต่แนวคิดแบบอนุรักษนิยมมีจุดร่วมสำคัญ คือ ‘การให้คุณค่ากับความต่อเนื่องในอดีตผ่านความคุ้นเคย’ และ ‘การปกป้องสิ่งที่มีอยู่’ มากกว่าการเสี่ยงกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่แนวคิดอนุรักษนิยมก็ไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แค่ไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นเร็ว หรือรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อไปกระทบกับสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ศาสนา ชาติ อัตลักษณ์ หรือกระทั่งวิถีชีวิตประจำวัน
แม้จะดูเป็นแนวคิดที่ล้าสมัย โดยเฉพาะในสายตาของคนรุ่นใหม่ แต่อนุรักษนิยมก็ถือเป็นจุดยืนทางความคิดที่ไม่เคยหายไปจากสังคม หลายคนที่ในอดีตมีหัวก้าวหน้า เมื่อเติบโตขึ้นก็เอนเอียงสู่ความเป็นอนุรักษนิยม หรือโดยเฉพาะกับโลกปัจจุบันนี้ที่แนวคิดอนุรักษนิยมดูจะแพร่หลายไปในหลายสังคม เป็นเพราะอะไร ?
“ฝ่ายขวาอำนาจนิยมเติบโตได้ดีที่สุดในดินแดนแห่งความกลัว”
— Ruth Ben-Ghiat
คงไม่หลุดจากความเป็นจริงไปมากนักถ้าจะอธิบายว่าสิ่งที่ปกคลุมโลกปัจจุบันคือ ‘ความไม่แน่นอน’ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจฝืด ค่าครองชีพสูง เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่างรวดเร็ว ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และโดยเฉพาะกับสงครามที่ไม่เพียงปะทุขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย จึงไม่แปลกที่จะเราจะมองโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โลกที่อาจไม่ได้เชื่อมต่อร้อยติดหรือดำเนินไปตามครรลองฝันแบบโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ดั้งเดิมอีกต่อไป
เมื่อนำกรอบแนวคิดนี้มามองผ่านในมุมของการถอนตัวของสหราชอาณาจักรจากสหภาพยุโรป (EU) หรือที่รู้จักในนาม ‘Brexit’ ที่สหราชอาณาจักรจัดทำประชามติจากประชาชนในการตัดสินใจนี้ ซึ่งแรงขับเคลื่อนก็ล้วนมาจากในเรื่องของอธิปไตยและกฎหมาย ปรากฎการณ์ Brexit คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดเมื่อความโหยหาเสถียรภาพกลายเป็นแรงหลักในการขับเคลื่อนทางการเมือง จากตัวอย่างในประเด็นเรื่องผู้อพยพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจ้างงาน แต่คือการตั้งคำถามถึงอธิปไตยเหนือพื้นที่และวัฒนธรรมของตนเอง เมื่อคนรู้สึกว่า ‘บ้าน’ กำลังถูกแทรกแซงจากกฎเกณฑ์สากลที่พวกเขาไม่ได้เลือก อนุรักษนิยมจึงเหมือนเป็นทางออกที่เสนอการ ‘ทวงคืนอำนาจ’ เพื่อกลับมาสร้างพรมแดนที่จับต้องได้และวิถีชีวิตที่คุ้นเคยอีกครั้ง
อีกทั้งการกลับมาคว้าชัยชนะเป็นครั้งที่สองของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในสหรัฐอเมริกาไม่เพียงเป็นหมุดหมายที่สะท้อนการเหวี่ยงขวาของมหาอำนาจและผู้นำแนวคิดเสรีนิยม แต่ยังทุบทำลายความมั่นคงในระเบียบโลกเดิมไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีการค้าหรือแม้แต่ความพยายามในการก่อตั้ง ‘Board of Peace’ (ที่ดูเหมือนจะเป็นความพยายามในการแทนที่ UN) ก็ล้วนส่งผลให้ระเบียบโลกเปลี่ยนไป และส่งผลให้บางประเทศที่เคยถูกกีดกันหรือไม่ให้ความสำคัญจากระบบเบียบโลกแบบเดิม และแน่นอนว่าเมื่อกติกาของโลกเปลี่ยนไป แรงจูงใจของประเทศอื่น ๆ ก็ย่อมเปลี่ยนตาม
ในขณะเดียวกัน มุมมองต่อการค้าระหว่างประเทศของทรัมป์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านนโยบายและกลยุทธ์แบบ ‘America First’ ก็สะท้อนว่าสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางการค้าแบบเดิมที่มุ่งเน้น ‘ความเชื่อใจในกันและกัน’ ไปสู่ ‘ผลประโยชน์’ ที่ตนเองจะได้รับ จากจุดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระเบียบโลกแบบทรัมป์ทำให้ความเป็นโลกาภิวัฒน์ถดถอยลงในยุคปัจจุบัน กล่าวให้ง่ายกว่านั้น ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ ระหว่างกันและกันอาจไม่แข็งแรงเท่าในวันวานแล้ว
หากมองในบริบทนี้ อนุรักษนิยม สามารถยืนหยัดท่ามกลางความไม่แน่นอนในโลกของเราทั้งหลายนี้ ส่งผลให้ผู้คนหวนหาอดีตหรือพยายามกอดรัดปัจจุบันเอาไว้ จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่แนวคิดอนุรักษนิยมขยายตัว
แต่หากมองลึกลงไปในท่ามกลางกระแสแห่งการปรับตัวและเรียนรู้ที่มากเกินไป ที่มีจุดเริ่มต้นจากความปราถนาดีในความต้องการที่จะสร้างสังคมที่เท่าเทียม แต่เมื่อกลไกนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านกรอบความเป็นเสรีนิยมมากเกินไป เสรีภาพที่เข้มข้นนั้นอาจส่งผลให้เกิดวัฒนธรรม ‘การแคนเซิล’ (Cancel Culture) นำไปสู่กรงขังทางความคิดและการกระทำ จนผู้คนเกิดความกลัวที่จะแสดงออก สิ่งนี้เรียกว่าความเหนื่อยล้าจากกระแสตื่นรู้ (Cultural Fatigue) และการต้องเฝ้าระวังตัวเองถึงขั้นสุด
ผลที่ตามมาคือผู้คนเริ่มที่จะหวาดกลัวในการกล้าแสดงออก เพราะกังวลว่าถ้อยคำเพียงคำเดียวหรือความคิดที่ดู ‘ไม่ทันโลก’ ก็อาจจะทำให้ถูกวิพาษ์วิจารณ์ ถูกกดดันจากสังคม หรือถึง ‘แคนเซิล’ ได้ในทันที จึงอาจส่งผลให้คนบางกลุ่มมองว่าแนวคิดที่เชิดชูเสรีภาพนั้นกับตีกรอบและชี้บอกว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่การเมืองอัตลักษณ์ที่แบ่งแยกกลุ่มก้อนที่ซับซ้อนจนบางครั้งทำให้คนรู้สึกว่าอิสรภาพในการจะกล่าวถึงความคิดเห็นบางอย่างถูกจำกัดและตีกรอบ การระมัดระวังเรื่องเพศและการเรียกสรรพนาม, การเปิดรับผู้อพยพที่บางคนไม่พอใจ และการที่พรรคการเมืองฝ่ายขวาได้ออกมาพูดออกมาตรง ๆ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึก ‘สะใจ’ ที่ได้เห็นใครบางคนพูดสิ่งที่พวกเขาอัดอั้นมานานโดยไม่สนกระแสตื่นรู้
“โลกที่ไม่ต้องตั้งคำถามกับทุกสิ่ง
โลกที่ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองตามไม่ทัน”
สำหรับบางคน โลกสมัยใหม่ไม่ได้ให้ความรู้สึกปลดปล่อย แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ต้อง ‘ระวังตัวตลอดเวลา’ ทำให้ผู้คนจึงต้องกลับมามองหาสิ่งที่เรียบง่ายและคุ้นเคย แนวคิดอนุรักษนิยมจึงเสนอโลกที่ตอบโจทย์ตรงนี้
ปรากฏการณ์อนุรักษนิยมในโลกปัจจุบันไม่ได้จบแค่ที่ผู้คนกลับมาหันขวาและเชื่อในแนวคิดนี้มากขึ้น แต่กลับเข้ามามีอิทธิพลตามพรรคการเมืองมากขึ้น อย่างในสหรัฐอเมริกา ที่กระแส MAGA เติบโตจากการเป็นกระบอกเสียงให้ผู้คนที่รู้สึกว่าตนเองกลายเป็น ‘คนนอก’ ในบ้านเกิด เพราะไม่อาจทนปรับตัวเข้ากับจริตการเมืองที่ต้องระแวดระวังคำพูด (Political Correctness) ได้ตลอดเวลา ทำให้เมื่อทางพรรคการเมืองที่มีจุดยืนฝั่งขวาหยิบนำจุดนี้มาขายและก็ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
ขณะเดียวกันที่ญี่ปุ่น แนวคิดอนุรักษนิยมนั้นแสดงตัวผ่านความเงียบสงบและการยึดโยงกับระเบียบเดิมของสังคมสูงอยู่แล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปมองได้ว่าเป็น ‘ความเสี่ยงที่ชีวิตในช่วงบั้นปลาย’ ไม่อาจแบกรับได้ อีกทั้งยังเกิดกระแสต่อต้านคนต่างชาติที่เข้ามาทำลายความสงบของวิถีชีวิต การที่พรรคการเมืองฝ่ายขวาอย่างเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ออกนโยบายที่เข้ามาเอื้อและเข้าใจในตรงนี้ จึงได้รับความสนใจและคว้าชัยชนะไปแบบแลนด์สไลด์จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ภาพเหล่านี้ถูกฉายซ้ำอย่างชัดเจนผ่านผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อพรรคขั้วอนุรักษนิยมและพรรคที่ชูการคงรักษาค่านิยมเดิมอย่าง ‘ภูมิใจไทย’ กวาดคะแนนเสียงถล่มทลาย สะท้อนให้เห็นว่าในความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงและประเด็นอธิปไตยที่ถูกปลุกขึ้นมาผ่านกระแสชาตินิยมในช่วงสงคราม ไทย-กัมพูชา ทำให้ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะตอบสนองสำนึกของความเป็นชาติและคุณค่าเดิมมากกว่าใครสักคนที่หวังจะเปลี่ยนแปลง
หากจะมองว่าแนวคิดอนุรักษนิยมคือการคงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก็ไม่ใช่เรื่องผิดนัก เพราะการยึดโยงอยู่กับสิ่งเดิม สิ่งที่มีอยู่ และสิ่งที่เป็นมาคือการเลือกทางเลือกที่ถูกพิสูจน์ (มาระดับหนึ่ง) แล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อการเป็นอยู่ ทว่าหากแนวคิดนี้ทวีคูณความเข้มข้นจนถึงระดับที่ ‘สุดโต่งเกินไป’ ผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่ใช่ความสงบสุขยั่งยืนแบบที่ฝันไว้ แต่จะกลายเป็นการแช่แข็งสังคมไว้กับอดีตจนเกิดสภาวะ ‘สังคมหยุดนิ่ง’ (Social Stagnation) ที่เมื่อความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงมีอำนาจเหนือกว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้ความก้าวหน้าและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาในอนาคต ถูกฉาบด้วยภาพจำของการเป็นภัยคุกคาม
แล้วสังคมเช่นนี้จะสามารถเดินหน้าด้วยก้าวเดินแบบไหนหากโลกหมุนไวขึ้นทุกวัน แต่สิ่งใหม่ ๆ กลับปรากฎกรายในคราบของศัตรูผู้รุกราน?
ลึกลงไปในระดับโครงสร้าง การขยายตัวของแนวคิดอนุรักษนิยมก็สามารถนำไปสู่ ‘การกระจุกอำนาจ’ และ ‘การกีดกัน’ จากเดิมที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ส่วนรวมไว้ อาจกลายเป็นการกดทับความหลากหลายของคนกลุ่มน้อยในสังคมอย่างรุนแรง เมื่อคำว่า ‘ผู้คน’ ถูกนิยามให้แคบลงเรื่อยๆ จนใครก็ตามที่เห็นต่างหรือมีวิถีชีวิตผิดไปจากบรรทัดฐานเดิม อาจกลายเป็น ‘ภัยคุกคาม’ ได้ หรือความเป็นขวานี้อาจถูกช่วงใช้เป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองที่มุ่งเน้นหาเสียงผ่านนโยบายประชานิยมขวาจัดที่อาจนำไปสู่สภาพสังคมที่ไม่น่าอภิรมย์นัก เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอดีตจนนำไปสู่การเถลิงอำนาจของฟาสซิสต์ (Fascist)
ท้ายที่สุดแล้ว การที่โลกยุคใหม่เริ่มหันขวานั้นอาจจะดูน่ากังวล แต่การที่จะต้องการแก้ปัญหานั้นโดยให้สังคมหันกลับไปซ้ายก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ว่าจะเป็นแนวคิดไหน สิ่งที่มันมากเกินไปย่อมไม่ดีเสมอ และเราควรหาจุดตรงกลางไม่ใช่เอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไป เพราะความเรียบง่ายที่ดูเหมือนจะสงบนั้น มักแฝงไว้ด้วยราคาที่ต้องจ่ายอย่างแสนแพง การที่ผู้คนเลือกหันหลังให้ความขัดแย้งเพื่อหนีความเหนื่อยล้า อาจกลายเป็นการยอมจำนนต่อโครงสร้างที่ปิดกั้นการเติบโตของตัวเอง ถึงอย่างไรเสีย ในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สองทางเลือก ซ้ายหรือขวา ขาวหรือดำ นั่นคงไม่ใช่ประเด็นที่เราจะต้องมาตัดสินว่าเส้นทางแบบไหนที่ ‘ดีกว่า’ เพราะเส้นทางในอนาคตไม่ได้ถูกขีดเขียนด้วยนิยามของอุดมการณ์ที่ตายตัว แต่เป็นอุดมการณ์ที่สามารถตอบสนองต่อบริบทของปัจจุบันและความเปลี่ยนแปลงในแบบที่เราต้องการได้เหมาะสมที่สุด
อ้างอิง
Oakeshott, M. (1991). On Being Conservative: Theory, Politics, and Religion (Routledge).
Scruton, R. (2014). How to Be a Conservative. Bloomsbury Continuum.
Ben-Ghiat, R. (2020). Strongmen: Mussolini to the Present. W.W. Norton & Company.
Pluckrose, H., & Lindsay, J. (2020). Cynical Theories: How Activist Scholarship Made Everything about Race, Gender, and Identity—and Why This Harms Everybody. Pitchstone Publishing.
Norris, P., & Inglehart, R. (2019). Cultural Backlash: Trump, Brexit, and Authoritarian Populism. Cambridge University Press.
DutchNews.nl. (2025, October). D66 and PVV are now neck and neck with most votes counted.
University of Essex. (n.d.). Why Britain really voted to leave the European Union.
Deutsche Welle. (2025). Germany state election: Right-wing AfD major gains, Greens lose.
Brookings Institution. (n.d.). Is Trump reshaping the world order?