06 ต.ค. 2569 | 08:30 น.

KEY
POINTS
“ในธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว” คือคำกล่าวของ ‘ราเชล คาร์สัน’ (Rachel Carson) เจ้าของผลงาน ‘Silent Spring’ หนังสือเปลี่ยนโลกที่จุดชนวนให้มีกฎหมายยกเลิกการใช้ยาฆ่าแมลงดีดีที (DDT) ซึ่งเคยคร่าชีวิตทั้งพืชและสรรพสัตว์มากมาย และในระยะยาวอาจลุกลามจนกลายเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้หากไม่ควบคุมการใช้งาน
สตรีผู้นี้ไม่เพียงเห็นแง่งามของต้นไม้ใบหญ้า แต่ยังมีสายตาเฉียบคมที่เห็นทั้งความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
งานเขียนของเธอไม่เพียงสร้างแรงกระเพื่อมเรื่องผลกระทบของ ‘ดีดีที’ ต่อโลกใบนี้ แต่ยังเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่จุดประกายการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอีกมากมายในปัจจุบัน
ย้อนไปในปีค.ศ.1907 ราเชล คาร์สัน ลืมตาดูโลกเมื่อ ณ เมืองสปริงเดล รัฐเพนซิเวเนีย สหรัฐอเมริกา ในวัยเด็ก แม่ของเธอมักพาลูก ๆ ไปเดินสำรวจทุ่งนาป่าไม้ใกล้บ้าน จนเธอเริ่มซึมซับความหลงใหลในธรรมชาติมาทีละน้อย ขณะเดียวกันคาร์สันก็ชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจ จนผลงานเรื่องสั้นของเธอในวัย 11 ขวบ ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารสำหรับเด็กอันเลื่องชื่ออย่าง St. Nicholas
เด็กน้อยคนนี้ใฝ่ฝันอยากทำอาชีพนักเขียนมาตลอด จนกระทั่งเติบใหญ่ ความสนใจด้านชีววิทยาค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอตัดสินใจเบนเข็มสู่สายวิทยาศาสตร์ในช่วงมหาวิทยาลัย เธอสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยสตรีเพนซิลเวเนีย (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแธทแธม) จากนั้นได้ศึกษาต่อที่ห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลวูดส์โฮล และได้รับปริญญาโทสาขาสัตววิทยา จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ในปีค.ศ.1932
คาร์สันกำลังจะเรียนต่อปริญญาเอก แต่ครอบครัวของเธอประสบปัญหาทางการเงิน สมาชิกในบ้านล้มป่วยจึงต้องพับเก็บแผนการเรียนต่อ แล้วมุ่งมั่นทำงานด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนบทความ บทวิทยุ ตลอดจนบรรณาธิการบริหารสิ่งพิมพ์
ในเวลาว่าง เธอได้นำงานวิจัยต่าง ๆ มาเรียบเรียงเป็นร้อยแก้วอันสละสลวย แล้วส่งเป็นบทความลงในนิตยสาร ก่อนรวมเล่มเป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับมหาสมุทร ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ Under the Sea-Wind , The Sea Around Us และ The Edge of the Sea ผลงานของเธอกลายเป็นหนังสือขายดีระดับประเทศอย่างรวดเร็ว จนคาร์สันมีชื่อเสียงทั้งในฐานะนักธรรมชาติวิทยา และนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์
แม้วันที่เธอก้าวพ้นจากปัญหาทางการเงิน จนมีรายได้มากมาย คาร์สันก็ยังคงใช้ชีวิตสมถะ โดยนิตยสาร The New York Times เคยเขียนรำลึกถึงเธอไว้ว่า ช่วงรุ่งโรจน์ของชีวิต ความหรูหราที่เธอเลือกจับจ่ายนั้นมีเพียง 2 อย่าง หนึ่งคือกล้องจุลทรรศน์คุณภาพดีที่เธออยากได้มาตลอด สองคือบ้านพักตากอากาศบนชายฝั่งรัฐเมน นอกเหนือไปจากนั้นเธอก็ไม่ได้ฝักใฝ่ในวัตถุอื่นใด นอกเสียจากงานที่เธอรักและการยืนหยัดเพื่อธรรมชาติ
วันหนึ่งคาร์สันได้รับจดหมายจากเพื่อนของเธอ เนื้อความบนกระดาษบรรยายถึงอันตรายของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เรียกว่า ‘ดีดีที’ (DDT)
เดิมทีสารชนิดนี้นิยมใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อป้องกันแมลงที่มากัดกินพืชผลทางการเกษตตร ตลอดจนช่วยเหล่าทหารป้องกันโรคติดต่อที่มีแมลงเป็นพาหะ แม้สงครามจบลงไปแล้ว แต่ดีดีทียังถูกใช้อย่างแพร่หลายเพื่อกำจัดศัตรูพืช ครั้งหนึ่ง ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ เคยพยายามใช้กำจัดมดคันไฟ แต่ปรากฏว่าสารเคมีนี้ทำลายชีวิตสัตว์ป่าหลายชนิด แต่แทบไม่ได้ลดจำนวนมดคันไฟได้มากนัก แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่มีใครพูดถึงปัญหาอย่างจริงจัง เพราะยุคสมัยนั้นผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตระหนักรู้ถึงอันตราย
ทว่าเพื่อนของเธอสังเกตเห็นหายนะที่กำลังตามมา ไม่ว่าจะเป็นนกที่ร่วงหล่นลงจากกิ่งไม้ เสียงขับขานแห่งฤดูใบไม้ผลิเงียบหายไป เช่นเดียวกับสุ้มเสียงของสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่เงียบงันลงจากผลกระทบของสารดีดีที ถ้อยคำที่บรรยายในจดหมาย ตรงกับเรื่องราวที่คาร์สันได้ยินจากนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์หลายคน เธอจึงตัดสินใจเริ่มสืบสวนและค้นคว้าอย่างจริงจัง
คาร์สันติดต่อไปยังหน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นเครือข่ายตั้งแต่สมัยเธอทำงานที่สำนักการประมงแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Bureau of Fisheries) และทุ่มเทเวลาหลายปีรวบรวมหลักฐานทั้งหมด
ระหว่างที่เธอค้นคว้าเรื่องนี้ ชีวิตของคาร์สันไม่ได้ราบรื่นนัก เธอช่วยรับลูกชายของญาติที่เสียชีวิตมาเป็นบุตรบุญธรรม หลังจากนั้นแม่ของเธอล้มป่วยแล้วเสียชีวิตลง ขณะเดียวกันเธอเองก็ร่างกายทรุดโทรมจากการผ่าตัดมะเร็งเต้านมในปี ค.ศ. 1960
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธอยอมแพ้ คาร์สันพยายามประคองทุกอย่างด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง จนในที่สุด เธอกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นบทความ 3 ตอน เผยแพร่ในนิตยสาร The New Yorker ก่อนจะรวมเล่มเป็นหนังสือ ‘Silent Spring’ ในปีค.ศ.1962
คาร์สันพยายามชี้ให้เห็นว่า การใช้สารเคมีเกินความจำเป็น อาจทำให้แมลงหรือวัชพืชวิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อยา จนต้องพัฒนาสารเคมีที่อันตรายขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปสารเหล่านี้จะสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อม ทั้งร่างกายของแมลง เนื้อเยื่อของสัตว์ที่กินแมลงเหล่านั้น ท้ายที่สุดก็คือมนุษย์เรานั่นเอง นอกจากนี้ เธอยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า การสัมผัสสารดีดีทีอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพันธุรกรรมของคนรุ่นหลังได้
เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เขียนออกมาเป็นงานวิจัยเชิงวิชาการ แต่นำเหตุการณ์และกรณีศึกษาหลายชิ้น มาร้อยเรียงด้วยถ้อยคำสละสลวย มีการเปรียบเปรยให้เห็นภาพจนเปลี่ยนความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์ให้น่าติดตาม จึงไม่น่าแปลกใจที่ Silent Spring จะกลายเป็นหนังสือในดวงใจผู้อ่านมากมาย และที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
แต่งานเขียนรูปแบบนี้กลับทำให้บรรดาผู้ผลิตยากำจัดศัตรูพืชนำไปโจมตี ว่าเธอเป็นเพียงนักเขียนนวนิยาย ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ บ้างก็โต้กลับว่าตัวร้ายที่แท้จริงไม่ใช่สารดีดีที แต่เป็นแมลงต่างหากที่กัดกินผลผลิตการเกษตร ทำลายแหล่งอาหาร ทั้งยังนำพาโรคระบาดมาสู่มนุษยชาติ พวกเขาโจมตีว่าเธอบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งยังตื่นตระหนกเกินเหตุ กระทั่งว่ามีบทความเชิงล้อเลียนออกมา โดยบริษัทมอนซานโต (Monsanto Company) หนึ่งในบริษัทเคมีขนาดใหญ่ได้ตีพิมพ์บทความในนิตยสารขององค์กรชื่อ ‘The Desolate Year’ ซึ่งล้อเลียนบทเปิดเรื่องของ Silent Spring ที่คาร์สันบรรยายภาพฤดูใบไม้ผลิที่ปราศจากเสียงนกร้อง โดยบทความเวอร์ชันของมอนซานโตบรรยายถึงโลกที่ถูกฝูงแมลงบุกรุกจนพังพินาศ เนื่องจากการขาดยากำจัดศัตรูพืช
แม้งานเขียนของเธอถูกโจมตีอย่างหนัก แต่คาร์สันก็ยังยืนหยัดว่า เธอไม่ได้เรียกร้องให้ห้ามใช้โดยเด็ดขาด แต่ต้องการสร้างการตระหนักรู้ให้มนุษย์ใช้สารเคมีอย่างระมัดระวังมากขึ้น มีกฎเกณฑ์การใช้งานที่ปลอดภัย ตลอดจนการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบอย่างจริงจัง ทั้งอันตรายต่อธรรมชาติและคนรุ่นหลังในอนาคต ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์จำนวนมากต่างเห็นพ้องต้องกันกับคาร์สัน
เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากสื่อและสาธารณชนที่กังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนประธานาธิบดี ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ มอบหมายให้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของเขาสืบสวนในประเด็นนี้ ตามมาด้วยรายงาน ‘Use of Pesticides’ ที่สนับสนุนหลักฐานของคาร์สัน ตอนนั้นรัฐบาลยังอนุญาตให้ใช้ดีดีทีได้ แต่มีมาตรการการใช้งานที่รัดกุมมากขึ้น
ก่อนจะได้เห็นดอกผลทั้งหมดของสิ่งที่เธอจุดประกายไว้ คาร์สันได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1964 หลังจากนั้นหนังสือ Silent Spring ได้จุดชนวนการศึกษาวิจัยมากมายเกี่ยวกับผลกระทบของยากำจัดศัตรูพืชต่อสิ่งแวดล้อม จนมีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งปี ค.ศ. 1972 สภาคองเกรสได้สั่งห้ามใช้สารดีดีทีอย่างเป็นทางการ
Silent Spring จึงไม่เพียงสร้างการตระหนักรู้ถึงอันตรายของสารเคมีต่อมนุษย์ แต่ยังยืนหยัดเคียงข้างธรรมชาติที่ไม่อาจส่งเสียงเรียกร้องได้
คาร์สันชี้ให้เห็นว่าหัวใจของปัญหาเหล่านี้ คือความหยิ่งยโสของมนุษย์และผลประโยชน์ทางการเงิน หลายครั้งที่มนุษย์เรามองตนเองราวกับเป็นนายของสรรพสิ่งบนโลก ทั้งที่เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศไม่ต่างจากพืชและสัตว์ เธอเชื่อเสมอว่าหากเรามองตนเองอย่างไม่แยกขาดไปจากธรรมชาติ ท้ายที่สุด พวกเราคงอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน ดังคำกล่าวของเธอในรายการ C.B.S. Reports ตอน ‘The Silent Spring of Rachel Carson‘ เมื่อปี ค.ศ. 1963 ที่ว่า
“มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ สงครามของมนุษย์กับธรรมชาติ ก็คือสงครามกับตัวเราเองอย่างเลี่ยงไม่ได้”
คำพูดดังกล่าวไม่เคยตกยุค เพราะทุกวันนี้เราคงเห็นผลลัพธ์ได้อย่างแจ่มชัดจากสิ่งที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เรื่อง: ธัญญารัตน์ โคตรวันทา
ภาพ: Getty Images
ที่มา
https://www.britannica.com/technology/pesticide
https://www.womenshistory.org/education-resources/biographies/rachel-carson
https://youtu.be/ezVEzCmiXM4?si=bxPXQ0weQ3hAgBeX
https://www.sciencehistory.org/education/scientific-biographies/rachel-carson/