01 ต.ค. 2569 | 21:00 น.

เรื่องเงินเป็นสิ่งที่อยู่กับเราตั้งแต่วันแรก ๆ ของการเติบโต ตั้งแต่เงินค่าขนม เงินที่เก็บหยอดกระปุก ไปจนถึงเงินก้อนแรกที่หาได้ด้วยตัวเอง ทุกช่วงวัยล้วนมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจว่าจะใช้ เก็บ หรือแบ่งเงินอย่างไร
การวางรากฐานเรื่องเงินตั้งแต่เด็กจึงมีความหมายมากกว่าการสอนให้รู้จักออม เพราะเป็นการฝึกให้เด็กคนหนึ่ง รู้จักคิด ตัดสินใจ และรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองเลือก ซึ่งทักษะเหล่านี้จะติดตัวไปเมื่อเติบโตขึ้น
นี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘รุ่นพี่การเงิน’ โครงการที่ทีทีบีชวนพนักงานมาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความรู้และประสบการณ์เรื่องเงินให้กับเด็ก ๆ ผ่านเรื่องใกล้ตัว ด้วยแนวคิด “พี่สอนน้อง” โดยใช้บอร์ดเกมเป็นสื่อกลางการสอน ให้เรื่องเงินที่อาจเป็นเรื่องเข้าใจยาก กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น เด็ก ๆ ได้ลองคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง
วันที่การซื้อสินค้าต่าง ๆ เกิดขึ้นได้เพียงปลายนิ้ว ทั้งยังมีบริการ ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’ (Buy Now Pay Later) การรู้เท่าทันเทคโนโลยีและเติมทักษะการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ข้อมูลจากโครงการสำรวจและศึกษาฯ เรื่องแนวโน้มพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง โดย สศช. และ SAB ที่มีการเผยแพร่ในปี 2566 ระบุว่า เด็ก Gen Z อายุ 15-27 ปี ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท มากกว่าร้อยละ 50 ใช้บริการ ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’ ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเป็นหนี้เกินตัวในอนาคต
ขณะเดียวกัน จากการสำรวจและพูดคุยกับนักเรียนอายุ 12-18 ปี กลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลางของทีทีบี พบว่า เด็กจำนวนไม่น้อยมีเงินไม่พอใช้ แม้บางคนจะออมได้วันละ 20-50 บาท แต่ก็ยอมอดข้าวเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่เพื่อเล่นเกม แบ่งเงินไปเติมเกม หรือบางครั้งต้องให้ครอบครัวยืมไปใช้ก่อน รวมถึงยังต้องเผชิญกับอัลกอริธึมจากโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นความต้องการต่อสินค้าต่าง ๆ ค่านิยมในสังคมที่วัดจากไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงภัยมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ทีทีบีจึงเริ่มต้นโครงการ ‘รุ่นพี่การเงิน’ ชวนพนักงานทีทีบีเข้ามาร่วมสร้างทักษะและภูมิคุ้มกันทางการเงินให้เยาวชน ผ่านแนวคิด ‘คิดเป็น ใช้เป็น และออมเป็น’
มาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี เล่าว่า โครงการฯ นี้เปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่จะปูพื้นฐานความรู้ และปลูกฝังพฤติกรรมการบริหารจัดการเงินอย่างถูกวิธีให้พวกเขาสามารถวางแผนและจัดการทางการเงินของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
“ความรู้ทางการเงินเป็นหนึ่งในทักษะชีวิตที่สำคัญ เราอยากสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับเยาวชน หล่อหลอมวิธีคิด และค่านิยมเรื่องไลฟ์สไตล์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะยุคนี้เพียงปลายนิ้ว เราสามารถใช้จ่ายและเป็นหนี้ได้ทุกเมื่อ” มาริสากล่าว
ทักษะการเงินจึงเป็นทักษะสำคัญที่ควรเริ่มสร้างตั้งแต่วัยเด็ก ยิ่งเริ่มต้นได้เร็ว เด็ก ๆ ยิ่งมีพื้นฐานในการเติบโตและรับมือกับโลกการเงินที่ซับซ้อนขึ้นได้ดีขึ้นเท่านั้น
ปี 2569 เป็นปีแรกที่ทีทีบีเริ่มทำโครงการ ‘รุ่นพี่การเงิน’ โดยตั้งเป้าเยาวชน 1,000 คนจาก 10 โรงเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้าร่วม
ด้านรุ่นพี่การเงินมาจากพนักงานทีทีบี ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 200 คน โดยมาจากพนักงานที่เป็นอาสาสมัคร และพนักงานจากโครงการ Talent Development ซึ่งเป็นโครงการสำหรับการเตรียมพนักงานสู่การเป็นผู้นำขององค์กรในอนาคต (Future Leaders) รุ่นพี่การเงินทั้งหมดต้องผ่านการเข้าอบรมหลักสูตรภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติรวมระยะเวลา 2 วัน เพื่อฝึกทักษะการสอนและการรับฟังโดยไม่ตัดสิน เพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะลงไปมอบความรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับน้อง ๆ ตลอดโครงการ
สำหรับเนื้อหาการสอน ทีทีบีให้ความสำคัญกับเนื้อหาหลักของ 7 เรื่องการเงิน ซึ่งพัฒนาร่วมกับ W Academy ประกอบด้วย การตัดสินใจทางการเงิน, ความจำเป็น (Need) และความต้องการ (Want), การเลือกซื้อสินค้า, การวางแผนการออม, สินทรัพย์และหนี้สิน, พื้นฐานการทำธุรกิจ และการลงทุนเบื้องต้นความรู้ หรือเนื้อหาเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อกลางการสอนคือ บอร์ดเกม เพื่อเป็นการแทรกสถานการณ์ที่ใกล้ตัวเด็ก ๆ เข้าไป ทำให้การเรียนรู้เรื่องเงินเกิดขึ้นผ่านการเล่น การตัดสินใจ และการพูดคุยระหว่างกัน
‘วชิระพันธ์ เฮงไปล่’ อาสาสมัคร ทีทีบี แกนนำคนสำคัญของการสอนนักเรียนที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม บอกว่า ก่อนจะเจอกับรุ่นน้อง เขาจะศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนก่อน แล้วค่อย ๆ สอดแทรกเรื่องความจำเป็นและความต้องการ
“สิ่งที่เราเจอ คือ น้องจะมีความต้องการใช้เงินค่อนข้างหลากหลาย เราเลยแทรกเรื่องความจำเป็นและความต้องการ (Need and Want) Need คือ สิ่งที่จำเป็น หรือสิ่งที่ขาดแล้วมันส่งผลกระทบต่อชีวิตเรา ส่วนความต้องการหรือ Want เราขาดได้ และเราได้นำบอร์ดเกม SURVIVAL 24 การเอาตัวรอดในป่าเพื่อให้น้อง ๆ ได้ฝึกคิดและตัดสินใจร่วมกันว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์ ผมเชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มจากการส่งต่อความรู้และประสบการณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป”
ญาณกร รัตคาม อาสาสมัคร ทีทีบี เสริมว่า การสร้างทักษะการเงินจะเป็นรากฐานให้เด็กคนหนึ่งคิดก่อนใช้ และเลือกใช้จ่ายให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
“เราจะเน้นเรื่องสิ่งที่เขาซื้อมาแล้วใช้ ไม่ใช่ซื้อมาเกินที่ใช้ เพื่อดูว่าควรเหลือเงินไว้ออม เขาจะได้เลือกสิ่งที่เป็น Smart Choice ให้กับชีวิตเขาได้ ระหว่างการสอนน้อง ๆ เราได้เห็นวิธีคิดที่หลากหลายของเด็กรุ่นใหม่ นับเป็นโอกาสที่ดีที่เราได้เรียนรู้มุมมองใหม่ ๆ ไปพร้อมกับน้อง ๆ และได้นำความรู้รวมถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานกลับมาส่งต่อให้สังคม สร้างคุณค่าให้กับเยาวชนซึ่งจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”
นอกจากนี้ยังมีบอร์ดเกม ‘Wealth Builder’ บอร์ดเกมที่จะทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้และเข้าใจบริบทในโลกการเงิน ทั้งการออมและการลงทุน เพื่อเรียนรู้และเข้าใจบริบทในโลกการเงินต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพทางการเงินในอนาคตได้
ผลการประเมินหลังเรียนคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นจากก่อนเรียนเกือบ 20% สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนเข้าใจเรื่องเงินมากขึ้น และเริ่ม ‘คิดเป็น ใช้เป็น ออมเป็น’ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ (ผลคะแนนเฉลี่ยคำนวณจากนักเรียน 400 คน ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการสอนและเก็บข้อมูลเพิ่ม)
“เริ่มตั้งเป้าหมายทางการเงินระยะยาวมากขึ้น เช่น วางแผนเรียนมหาวิทยาลัย ออมเงินเพื่อเป็นค่าเทอมในอนาคต” นักเรียนโรงเรียนวัดปทุมวนารามที่เข้าร่วมโครงการบอก
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทีทีบีอยากเห็นคือเด็ก ๆ เริ่มหยุดคิดก่อนใช้ รู้จักเลือก และมองเห็นเป้าหมายทางการเงินของตัวเองมากขึ้น
หลังจากรุ่นพี่การเงินได้สอนเด็ก ๆ และจบหลักสูตรเรียบร้อย แต่ละโรงเรียนจะได้รับ ‘คู่มือการวางแผนการเงิน’ ให้คุณครูไปวางแผนการสอน ติดตั้งทักษะการเงินให้กับนักเรียนรุ่นต่อไป
สำหรับปีถัดไป ทีทีบีตั้งเป้าขยายโครงการฯ ไปยังโรงเรียนมากกว่าสิบแห่ง ขณะที่มาริสามองว่า เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำให้เด็กเข้าใจศัพท์หรือทักษะการเงินเท่านั้น แต่อยากให้สิ่งที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้จัดการเงินของตัวเองได้เมื่อเติบโตขึ้น
“เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เพราะถ้าปล่อยเขาออมไม่เป็น สุดท้ายพอเป็นเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เป็น First Jobber เขามีโอกาสที่จะบริหารเงินผิดหรือเสี่ยงเป็นหนี้โดยไม่จำเป็นมากขึ้น”
“นอกจากความสำเร็จที่วัดจากผลคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียน ซึ่งพบว่าเด็กมีความรู้ทางการเงินดีขึ้นหลังการเข้าเรียน เรายังอยากให้เขาปรับพฤติกรรม ซึ่งเป็นความท้าทายของทีมงานเหมือนกัน เพราะต้องอาศัยความต่อเนื่องระยะยาว จึงเป็นที่มาว่าเราอยากจะทำโครงการนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อร่วมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแรงและยั่งยืนให้กับเยาวชนไทย”
ในมุมของรุ่นพี่การเงิน วชิระพันธ์ยังบอกอีกว่า แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งได้
“การมาสอนน้อง ๆ อย่างน้อยเป็นพื้นฐานให้น้องสามารถวางแผนการเงินในอนาคตได้ ไม่รู้ว่าน้องจะเอาไปต่อยอดได้แค่ไหน แต่เป็นจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้"
“คำว่า Make REAL Change เราอยากให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น แม้จะเป็นคนเบื้องหลังก็สามารถช่วยเหลือสังคมและคนไทยได้ เราขอเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่จะช่วยให้เยาวชนติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก คือการมีพื้นฐานและทักษะการเงินที่พร้อมในอนาคต”
การวางพื้นฐานทางการเงินตั้งแต่วัยเด็กจึงเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตในโลกวันนี้ การคิดก่อนใช้ รู้จักวางแผน และเห็นคุณค่าของการออม อาจเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นอย่างรู้คิดและพร้อมรับมือกับเรื่องเงินในวันข้างหน้าได้