27 พ.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
ราวตีหนึ่งของคืนวันที่ 3 ธันวาคม 1984 รองหัวหน้าสถานีรถไฟ ‘กูแลม ดาสตากีร์’ (Ghulam Dastgir) หรือคนทั่วไปมักจะเรียกเขาว่า ‘จีดี บาบู’ ในวัย 54 ปี ได้เข้ากะทำงานเหมือนเช่นเคย แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเขาได้กลิ่นบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย กลิ่นที่ชวนเวียนศีรษะ ก่อนที่เขาจะเริ่มไอ ไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ สักพักก็เริ่มแสบตาจนทนไม่ไหว
เขารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ
ไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้ก่อการร้าย หรือใครสักคนที่คิดเล่นอะไรแผลง ๆ
กูแลมไม่รอช้า เขาเปิดตารางบันทึกการเดินทาง พยายามไล่ลำดับเวลาว่าจะมีรถไฟขบวนไหนเทียบท่าหรือต้องรอออกจากสถานีนี้อีก และเขาก็เจอกับขบวนรถไฟ Bombay (Mumbai)-Gorakhpur Express แน่นขนัดไปด้วยผู้โดยสารที่ได้เดินทางมาถึงสถานีพอดิบพอดี
เขารีบตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ทั้งหมด และสั่งให้ปล่อยขบวนรถไฟสายโครักห์ปุระออกจากสถานีทันที แม้ว่าตามกำหนดการแล้ว รถไฟจะต้องออกในอีก 20 นาทีก็ตาม แต่หากปล่อยไว้นานกว่านั้น อาจกลายเป็นหายนะคร่าชีวิตผู้โดยสารหลายร้อยคน ถึงจะมีคนพยายามโน้มน้าวให้เขาตัดสินใจช้าลงหน่อย อย่าเพิ่งทำอะไรผลีผลาม รอคุยกับทางผู้ใหญ่ก่อน ไม่เช่นนั้นผลกระทบที่ตามมาอาจหนักหนาจนเกินรับไหว
แต่ภาพตรงหน้าที่กูแลมเห็นคือเพื่อนพี่น้องที่นั่งอยู่ในขบวนรถไฟ เริ่มได้รับผลกระทบจากก๊าซพิษที่ปกคลุมสถานี หลายคนเริ่มดิ้นพล่านด้วยความทุรนทุราย บางคนอาเจียนออกมา น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความสิ้นหวัง
กูแลมมารู้ภายหลังว่ามีก๊าซเมทิลไอโซไซยาเนต (MIC) กว่า 27 ตันรั่วไหลออกมาจากโรงงาน โดยในช่วง 24 ชั่วโมงแรก คาดว่ามีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 3,000 คน หน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตระบุว่า พวกเขาต้องขนย้ายร่างผู้เคราะห์ร้ายไปฝังหรือเผาไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ขณะที่กลุ่มผู้รอดชีวิตและนักรณรงค์เชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากผลกระทบสะสมตลอดหลายทศวรรษอาจพุ่งสูงถึง 20,000-25,000 คน
‘มันซูร์ อาห์เหม็ด ข่าน’ (Manzoor Ahmed Khan) เพื่อนร่วมงานของกูแลม เล่าว่าภาพที่เห็นไม่ต่างจากฝันร้าย
“แทนที่รถไฟจะกลายเป็นทางหนี กลายเป็นว่าเรากำลังบรรทุกผู้โดยสารที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ไม่มีระบบขนส่งแบบอื่นเหลืออยู่เลย ไม่มีรถบัส ไม่มีแท็กซี่ หรือแม้แต่รถลาก ผู้คนที่ตื่นตระหนกต่างหลั่งไหลมายังสถานีรถไฟอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
“ผู้คนเริ่มอาเจียน บางคนท้องเสีย และขับถ่ายกันตรงนั้น หลายคนหายใจไม่ออก” เขาเล่าต่ออีกว่ามีหลายคน เดินทางมาถึงสถานีพร้อมพ่อแม่สูงวัย ภรรยา ลูกชาย และลูกสาว ราวช่วงตีสาม เพียงแค่ต้องการออกจากเมืองนี้ไปให้ไกลที่สุด
หลังจากปล่อยขบวนนี้ให้หนีจากเงื้อมมือมัจุราชได้ทันเวลา ข่านเล่าต่อมาภารกิจถัดมาของกูแลม คือการประกาศให้ทุกสถานีรับรู้ว่า อย่าได้ปล่อยให้ใครเข้ามาเมืองโภปาลเป็นอันขาด!
กูแลมยกหูโทรศัพท์ต่อสายตรงหาเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟที่ ‘อิตาร์ซี’ และ ‘วิฑิศา’ ทันที แม้จะอยู่คนละด้านของเมืองโภปาล แต่เขาก็ต้องแจ้งให้รู้ว่ามีสารเคมีอันตรายกำลังรั่วไหลอยู่
เขารู้ดีว่าการกระทำนี้เสี่ยงจะถูกไล่ออกสูงมาก เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า การทำงานราชการมีข้อจำกัด กฎระเบียบยิบย่อยเยอะไปหมด ไม่มีใครเห็นด้วยกับสิ่งที่กูแลมทำ เพราะทุกคนกลัว…
แต่สำหรับกูแลมเล้ว สิ่งที่เขากลัวมากกว่าชีวิตตัวเอง คือเขากลัวว่าประชาชนที่ใช้บริการรถไฟจะได้รับบาดเจ็บหรือจากไป เพราะสูดควันพิษเข้าไปเสียมากกว่า เขาถึงกับบอกปลายสายอย่างหนักแน่นว่า หากมีอะไรเกิดขึ้น เขานี่แหละจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง จากนั้นรถไฟทุกขบวนก็หยุดเดิน
หลังจากนั้นกูแลมได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังสถานีใกล้เคียงทั้งหมด ไม่นานรถพยาบาล 4 คันก็เดินทางมาถึง พร้อมเจ้าหน้าที่พยาบาล และแพทย์ของการรถไฟที่เข้าร่วมช่วยเหลือ
สถานีรถไฟในคืนนั้นเต็มไปด้วยผู้คนบาดเจ็บ ทุกคนกำลังรอความช่วยเหลือด้วยใจบอบช้ำ ขณะที่อาการแสบตาและระคายคอของกูแลมก็เริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เขากลับลืมเสียสนิทว่าตัวเองก็ได้รับก๊าซพิษเช่นกัน
กูแลมไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดถึงครอบครัวของตัวเอง ทั้งภรรยาและลูกชาย 4 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่าทั้งหมดล้วนได้รับผลกระทบจากก๊าซพิษอย่างหนัก โดยในความทรงจำของ ‘ชาดาบ ดาสตากีร์’ (Shadab Dastgir) ลูกชายคนสุดท้องของกูแลม เขาจำได้ว่าตอนนั้นตัวเขาอายุเพียง 13 ปี พ่อไปทำงาน ส่วนแม่ก็พาเขาและพี่น้องอีกสามคนหนีออกจากบ้าน และแม่ก็พูดถึงพ่อด้วยความเป็นห่วงอยู่บ่อย ๆ เพราะเธอรู้ว่าพ่อยังอยู่ที่สถานีรถไฟ
ปกติพ่อจะกลับบ้านในเวลา 08:00-08:30 น. ชาดาบและพี่น้องจึงออกตามหาเขาตามจุดต่าง ๆ รวมถึงสถานีรถไฟและโรงพยาบาล ในระหว่างที่ทุกคนกำลังออกตามหาพ่อ พวกเขาต่างต้องตกตะลึงกับร่างไร้วิญญาณที่กระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง และได้แต่ภาวนาว่าให้พ่อรอดจากเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ และแล้วปาฏิหาริย์ก็เป็นจริง พ่อกลับมาถึงบ้านในเวลาเกือบเที่ยงวัน แม้สภาพของเขาจะทำให้คนที่บ้านเป็นห่วงไม่น้อย ทั้งดวงตาที่บวมเป่ง ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงจนแทบเดินไม่ไหว
สิ่งแรกที่กูแลมพูดออกมาทั้งที่สภาพร่างกายย่ำแย่ คือ “ดุร์เว ซาฮิบ ไม่อยู่แล้ว” (หัวหน้าสถานี เอช.เอส. ดุร์เว เสียชีวิตแล้ว)
“แม้ในสภาพที่เลวร้าย พ่อของผมก็ยังคิดถึงเพื่อนร่วมงานของเขา”
“เขาเป็นแบบนั้นเสมอ” เฟห์มิดา ผู้เป็นแม่กล่าว
“ครั้งหนึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุทางรถไฟ เขาไม่กลับบ้านถึงสามวัน”
กูแลมรอดชีวิตมาได้ แต่เรื่องราวของเขากลับแทบไม่ได้รับการยกย่องหรือชื่นชมใด ๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังปรากฏต่อสาธารณะ คือแผ่นหินอ่อนที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไร้การเหลียวแลบนชานชาลาหมายเลข 1 ของสถานี ซึ่งสลักชื่อพนักงาน 23 คนที่เสียชีวิตในคืนดังกล่าว ยังดีที่กูแลมได้รับการเชิดชูเกียรติโดย Rotary Club ที่เมืองมุมไบในเดือนตุลาคม ปี 1985 และพิธีเล็ก ๆ จากสำนักงานผู้จัดการการรถไฟเขตโภปาล
เขาต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความทรมานนานถึง 19 ปี ก่อนจะจากไปด้วยโรคมะเร็งคอในปี 2003 ลูกชายคนหนึ่งของเขาเสียชีวิตไม่นานหลังเกิดเหตุ ส่วนอีกคนต้องทนทุกข์กับโรคผิวหนังตลอดชีวิต
“พ่อของเรามีแผลพุพองตั้งแต่ลำคอไปจนถึงลำไส้ใหญ่ ทั้งหมดเป็นผลมาจากการสัมผัสก๊าซพิษขณะปฏิบัติหน้าที่ ใบมรณบัตรจากโรงพยาบาลก็ระบุชัดว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการสัมผัสสารเมทิลไอโซไซยาเนต” นายาบ ดาสตากีร์ (Nayab Dastgir) พี่ชายของชาดาบ กล่าว
ชาดาบ และพี่น้องที่เหลือ ยังคงเก็บรักษาหนังสือพิมพ์และจดหมายโต้ตอบที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้นไว้อย่างดี เพราะพ่อผู้ล่วงลับ มักปฏิเสธคำขอของลูกชายที่อยากให้พ่อ พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟ หรือผู้นำทางการเมืองของประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอ
“พ่อของผมเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักการ เขาพูดเสมอว่าการช่วยเหลือผู้อื่นคือการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน และไม่ควรแสวงหาการยอมรับใด ๆ หากใครสมควรได้รับการยกย่อง มันจะมาถึงเองโดยไม่ต้องพยายาม”
ลูกชายของเขาได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีอินเดีย เพื่อขอให้มีการยอมรับบทบาทของพ่ออย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม จดหมายดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังกระทรวงการรถไฟ ซึ่งตอบกลับครอบครัวว่า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลรัฐมัธยประเทศเท่านั้น คำตอบที่ได้รับมา ทำให้ครอบครัวเลิกพยายามที่จะมอบเกียรติให้กับผู้เป็นพ่อ และด้วยเหตุนี้ ‘กูแลม ดาสตากีร์’ ผู้ล่วงลับ จึงยังคงเป็นวีรบุรุษผู้ไร้ชื่อมาโดยตลอด
“ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา พ่อของผมแทบไม่ได้รับการยอมรับหรือคำชื่นชมอย่างเป็นทางการเลย และตอนนี้มีมินิซีรีส์ The Railway Men (2021) ทำออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ น่าเศร้าที่ไม่มีใครมาปรึกษาพวกเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ชาดาบให้สัมภาษณ์กับ The Week หลังจากครอบครัวตัดสินใจยื่นฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตอย่าง ยาช ราช ฟิล์มส์ (YRF) ที่นำเรื่องราวของพ่อไปผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าทางบริษัทจะอ้างว่าเป็นเรื่องราวที่สมมติขึ้น ไม่ได้อ้างอิงหรือต้องการสร้างภาพยนตร์จากชีวประวัติใคร แต่ชาดาบรู้ดีว่านี่คือเรื่องราวของผู้เป็นพ่อ
“ผมดูตัวอย่างอย่างเป็นทางการแล้ว และพอมองออกว่าตัวละครที่ เค เค เมนอน (Kay Kay Menon) แสดงนั้น มีพื้นฐานมาจากพ่อของผม แต่เราก็กังวลมากว่า ตัวละครจะใกล้เคียงกับความจริงมากแค่ไหน
“มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สถานีรถไฟในคืนนั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่การรถไฟหลายคน จำนวนผู้เสียชีวิตอาจมากกว่านี้อีก หากไม่มีพ่อของผมและเพื่อนร่วมงานบางคน”
เขายังบอกอีกว่า ครอบครัวได้ขายลิขสิทธิ์บทภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตและผลงานของกูแลม ซึ่งอ้างอิงจากคำบอกเล่าของเจ้าตัวในช่วงที่ยังมีชีวิต ให้กับบริษัทโปรดักชันชื่อ Small Box Media ไปแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวรู้สึกเป็นกังวลเนื่องจาก พวกเขาไม่รู้เลยว่า มินิซีรีส์เรื่องนี้ที่บริษัท YRF ผลิตขึ้นมานั้นจะถ่ายทอดเรื่องราวของพ่อเขาในรูปแบบใด เพราะไม่มีใครในครอบครัวเลยสักคนที่เข้าไปให้ข้อมูล ‘จริง ๆ’ กับผู้ผลิตมินิซีรี่ส์
“เรามีข้อตกลงทางการเงินกับ Small Box และตั้งใจจะนำเงินส่วนหนึ่งไปก่อตั้งองค์กรการกุศล เพื่อช่วยเหลือเหยื่อโศกนาฏกรรมก๊าซพิษโภปาล”
เพราะพวกเขารู้ดีว่า แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ฝันร้ายของชาวโภปาลไม่เคยจบสิ้น สารเคมีพิษไม่เพียงทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกายของกลุ่มผู้รอดชีวิต แต่หายนะครั้งนั้นยังฝังลึกลงไปถึงระดับพันธุกรรม ปัจจุบันมีผู้ได้รับผลกระทบรวมแล้วกว่า 500,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีไม่ต่ำกว่า 150,000 คน ที่ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อรัง ทั้งระบบทางเดินหายใจล้มเหลว โรคตับ โรคไต มะเร็ง รวมไปถึงความผิดปกติทางระบบสืบพันธุ์
ยิ่งไปกว่านั้น สารเคมีที่ตกค้างในดินและน้ำบาดาล โดยเฉพาะสารปรอทที่มีการตรวจพบว่าสูงกว่าเกณฑ์ปลอดภัยถึง 6 ล้านเท่า ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงอนาคต เด็ก ๆ ในรุ่นหลังต้องลืมตาดูโลกพร้อมภาวะสมองพิการ ความพิการทางร่างกาย และพัฒนาการที่ล่าช้า กลายเป็นบาดแผลเป็นทางพันธุกรรมที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ด้วยเงินเยียวยา
ปัจจุบัน มีชาวโภปาลกว่า 50,000 คนที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เนื่องจากความพิการ ขณะที่การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมกลับยังคงริบหรี่ เพราะเหยื่อกว่า 9 ใน 10 ราย ได้รับเงินชดเชยเพียงคนละประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอแม้กระทั่งค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือนด้วยซ้ำ
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
หมายเหตุ: ภาพประกอบมีการปรับความคมชัดจากภาพต้นฉบับด้วย AI
อ้างอิง
'The Railway Men': Family of ‘unsung hero’ of Bhopal gas tragedy set to sue Yash Raj Films.
Bhopal: The World's Worst Industrial Disaster, 30 Years Later.
Forgotten hero of Bhopal's tragedy.
India disposes toxic waste from 1984 Bhopal gas tragedy.
The long, dark shadow of Bhopal: still waiting for justice, four decades on.
Why 'The Railway Men' has upset Bhopal gas tragedy hero Ghulam Dastgir's sons.