เมื่อคนไม่ต้องทิ้งบ้าน: บทเรียน ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ มูลนิธิปิดทองหลังพระ

เมื่อคนไม่ต้องทิ้งบ้าน: บทเรียน ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ มูลนิธิปิดทองหลังพระ

เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ได้แพ้เมืองหลวงอีกต่อไป บทเรียนจากโครงการ ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ ชี้ให้เห็นว่า การไม่ต้องจากบ้าน ไม่ใช่เรื่องของความผูกพันเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้บ้าน ‘เลี้ยงชีวิตได้จริง’

KEY

POINTS

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ที่ที่จากมา แต่เป็นที่ที่อยากกลับไป หากมันยังพอเลี้ยงชีวิตได้

คำถามที่ถูกละเลยเสมอมา อาจไม่ใช่ “อยากอยู่หรือไม่?” แต่คือ “อยู่แล้วจะรอดหรือไม่?”

จากคนที่ต้องหนีหน้าแล้ง สู่วันที่บ้านเลี้ยงชีวิตได้

“พอถึงหน้าแล้งเราต้องไปรับจ้างก่อสร้างที่กรุงเทพฯ”

‘แม่สมร’ สมร ศิริภักดิ์ อีกหนึ่งภาพสะท้อนชีวิตคนอีสานที่ต้องจากบ้านไปใช้แรงงานในเมืองหลวง เพราะรายได้หลักจากการ ‘ปลูกข้าว’ ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีวิตตัวเองและครอบครัว 

“ทำนาปรังมีแต่ฟางกับหนี้ ทำนาปีมีแต่หนี้กับฟาง เพราะเป็นหนี้ธนาคาร”

แต่ทั้งหมดนั้นคือเรื่องเล่า ‘ในอดีต’ เพราะตอนนี้เธอได้หวนคืนสู่ ‘บ้านเกิด’ ที่จังหวัดกาฬสินทร์ ในฐานะ ‘ชาวนา’ เต็มตัว 

เมื่อถามว่าทำไมถึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้าน เธอด้วยตอบกลับด้วยรอยยิ้มกว้างว่า “แม่รักอาชีพชาวนามากค่ะ” 

แต่ ‘ความรัก’ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การกลับมาครั้งนี้เป็นผลจากความพร้อมในหลายด้าน ทั้งแหล่งน้ำ องค์ความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยี ฯลฯ ที่ทำให้ระบบนิเวศของ ‘บ้านโพนงาม’ แตกต่างจากในอดีต ผลผลิตทางการเกษตรเป็นที่น่าพอใจ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แม่สมรไม่ต้องทิ้งบ้านไปหางานที่กรุงเทพฯในช่วงหน้าแล้งอีกต่อไป เธอมีทางเลือก ความหวัง จากที่เคยอยู่ไม่ได้ ตอนนี้เริ่มกลายมาเป็นพออยู่ได้ “เราใช้ชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพ พอได้กิน พอได้ใช้ ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน” 

เรื่องราวของแม่สมรเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า การเลือก ‘อยู่บ้าน’ จะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อบ้านนั้นเลี้ยงชีวิตได้ 

การกลับมาอยู่บ้านของแม่สมรในครั้งนี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายจำกัดอยู่เพียงแค่ ‘บ้าน’ ของตัวเอง หากแต่ขยายออกไปถึงบ้านหลังอื่น ๆ ในชุมชนเดียวกัน เธอมองเห็นภาพของบ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย ในฐานะพื้นที่ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ และเชื่อว่าการพัฒนาเกษตรกรรมจะไม่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน หากยังมีใครบางคนในชุมชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เธอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการเกษตร เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ เรียนวิชาดิน พัฒนาเมล็ดข้าวหอมมะลิ ลองผิดลองถูกหลายอย่าง เพื่อสร้างองค์ความรู้ หาแหล่งทุน หาตลาด เป้าหมายใหญ่คือการผลักดันชุมชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ 

“ตอนนี้ที่แม่ตั้งเป้าหมาย คือพัฒนาไปเรื่อย ๆ เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้มารับช่วงต่อในอาชีพเกษตรกร ไม่ลำบาก”

จากห้องแล็บสู่แปลงผัก เมื่อความรู้กลายเป็นชีวิตจริง

ในอีกมุมหนึ่งของบ้านเกิดเดียวกันนี้ ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังขยับชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน

หนึ่งในนั้นคือ ‘กระต่าย’ วุฒิพงษ์ พลอยวิเลิศ นักวิจัยเคมีที่ผันตัวจากห้องแล็บสู่ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ กระต่ายสร้าง ‘เฮย์เดย์’ ที่สร้างรายได้และต่อยอดได้จริง นี่เป็นงานที่เขามีความสุขกับมันมากกว่าอยู่ในแล็บวิจัย เพราะเขาได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้อยู่บ้านที่รัก และมีสุขภาพที่ดีจากผักปลอดสารพิษที่ปลูกเอง

“เราสนุกกับมัน แต่ละวันมีเรื่องไม่ซ้ำ เราได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ เหมือนเล่นเฮย์เดย์” เวลาที่เขาพูดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เขามักจะพูดมันด้วยแววตาตื่นเต้นอยู่เสมอ เช่น การพัฒนาสูตรสุราพื้นบ้าน แล้วเปิดร้านนั่งชิลล์ 

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เขาตาเป็นประกาย คือความปรารถนาจะทำให้ฟาร์มเป็นโมเดลการเกษตรที่ใช้ความรู้ทางเคมี รวมถึงประสบการณ์ของนักวิจัยควบคู่ไปด้วย

เมื่อคนไม่ต้องทิ้งบ้าน: บทเรียน ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ มูลนิธิปิดทองหลังพระ

“การปลูกผักก็เหมือนห้องแล็บที่เราออกแบบการทดลอง ตั้งสมมติฐาน ปลูกผักชนิดเดียวสัก 4-5 วิธีได้ไหม เราก็หยิบอันที่สำเร็จมาเป็นหลักสูตรของเรา เพื่อที่จะทำต่อไป”

ภายใต้บทบาทของ ‘ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์’ เขากล่าวถึงความตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายก่อนสิ้นลมหายใจว่า “ผมอยากให้ความรู้ที่ผมมีเป็นองค์ความรู้ให้คนต่างจังหวัดได้นำไปใช้ ให้เขาสามารถกลับมาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้สบาย ๆ” 

เมื่อคนไม่ต้องทิ้งบ้าน: บทเรียน ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ มูลนิธิปิดทองหลังพระ เมื่อคนไม่ต้องทิ้งบ้าน: บทเรียน ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ มูลนิธิปิดทองหลังพระ

การศึกษาในความหมายใหม่: เรียนเพื่อกลับมา ไม่ใช่เพื่อจากไป

เช่นเดียวกับนักศึกษากลุ่มหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 

‘กุ้ง’ พรพิพัฒน์ เลิศศรี  ‘โซดา’ ภีรภัส วิเศษพงษ์ และ ‘เจญ่า’ นัทธมน ฝางคำ นักศึกษาครูปี 3 ที่มองว่าการพัฒนาบ้านเกิด ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจในทรัพยากรท้องถิ่นให้เด็กและเยาวชน 

เมื่อคนไม่ต้องทิ้งบ้าน: บทเรียน ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ มูลนิธิปิดทองหลังพระ

พวกเขาเชื่อว่าศักยภาพของชุมชนจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่รู้จักบ้านเกิด เห็นโอกาส และอยากพัฒนา การสร้างหลักสูตรการเรียนรู้ท้องถิ่น จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญที่พวกเขาอยากทำให้ได้

“ครูต้องเป็นผู้พัฒนาท้องถิ่นของตัวเองด้วย เราเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น เรารู้ถึงสภาพปัญหา รู้ถึงบริบท รู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มันอยู่ในชุมชน เราตกผลึกในการนำไปใช้กับเด็ก ๆ

“เราสอนลูกสอนหลานให้รู้เรื่องของชุมชนของเรา เรื่องเกี่ยวกับชุมชนที่เขาอยู่ ว่ามีอะไรบ้าง กำลังทำอะไรบ้าง และอยากให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในบ้านเกิดและกลับมาพัฒนาต่อไป” 

ความสำคัญของ ‘การรู้จักท้องถิ่น’ เป็นสิ่งที่ทั้งสามเน้นย้ำตลอดการพูดคุย เพราะพวกเขาเชื่อว่า ‘เด็ก’ จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่จะพลิกฟื้นบ้านเกิดต่อไป

บ้านที่เลี้ยงคนได้ ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง

ในบ้านโพนงาม (กาฬสินทร์) และบ้านเหล่าฝ้าย (ศรีสะเกษ) การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาภายใต้โครงการหมู่บ้านต้นแบบบูรณาการ ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ ที่พยายามต่อยอดสิ่งที่ชุมชนมีอยู่เดิม ทั้งดิน น้ำ คน และความรู้ ให้กลายเป็นระบบที่เลี้ยงชีวิตได้จริง

เมื่อแหล่งน้ำเริ่มมั่นคง ความรู้เริ่มถูกส่งต่อ และการจัดการเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งที่เคยเป็น ‘ความไม่แน่นอน’ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเป็นไปได้ของการ ‘อยู่บ้าน’ 

เมื่อคนไม่ต้องทิ้งบ้าน: บทเรียน ‘หมู่บ้าน 100 ปี ชาตกาล’ มูลนิธิปิดทองหลังพระ

เมื่อยังมีข้าวในยุ้ง บ้านก็ยังมีอนาคต

“แม่คิดว่าตอนนี้อะไรมันก็ไม่เท่าของเรามีอยู่นะ อย่างตอนนี้เกิดสงคราม เราจะอยู่ไหนเราก็ต้องกิน สมมติว่าไม่มีอะไรมาขายให้เราเลย อย่างน้อยเราก็มีข้าวอยู่ยุ้งอยู่ฉาง”

สำหรับแม่สมร เรื่องนี้ไม่ใช่แนวคิดใหญ่โตอะไร หากแต่เป็นเรื่องง่าย ๆ ว่า อย่างน้อยชีวิตต้องมีอะไรกิน

กระต่ายเองก็พูดถึงสิ่งเดียวกัน ในอีกแบบหนึ่ง

“ถ้าเกิดอะไรขึ้น ปุ๋ยแพง น้ำมันแพง เพราะเราพึ่งพาคนอื่น แต่ถ้าเราทำเองได้ อย่างน้อยเราก็ยังอยู่ได้”

คำพูดของทั้งคู่ไม่ได้ต่างกันนัก บ้านจะเป็นที่อยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมันยังเลี้ยงชีวิตได้

แต่การจะไปถึงจุดนั้น ไม่ได้เกิดจากแรงของใครคนใดคนหนึ่ง ในหมู่บ้านต้นแบบแห่งนี้ ยังมีคนและหน่วยงานที่เข้ามาช่วยต่อ ทั้งความรู้ แหล่งทุน และการจัดการ ทำให้สิ่งที่ชุมชนมีอยู่เดิม ค่อย ๆ ถูกต่อยอดให้ใช้ได้จริงมากขึ้น บทบาทของหน่วยงานอย่าง ‘มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ’ จึงไม่ใช่การ ‘ทำแทน’ แต่เป็นการเชื่อมให้สิ่งที่มีอยู่แล้วเดินต่อได้ไกลขึ้น

เพราะในท้ายที่สุด การพึ่งพาตัวเองไม่เคยเกิดขึ้นลำพัง และหากบ้านยังเลี้ยงคนของมันไม่ได้ การจากไปก็ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เรื่อง : นภัสนันท์ นิโรธธาตุ (The People Junior)

ภาพ : วรวุฒิ แก่นจันทน์