13 พ.ค. 2569 | 19:00 น.

มีมุกตลกในแวดวงนักกฎหมายเล่ากันว่า หลังจบคดีลักขโมย ทนายคนหนึ่งลุกขึ้นถามผู้พิพากษาอย่างข้องใจว่า
ทนาย: ท่านครับทำไมคดีเมื่อวานกับวันนี้ผู้ต้องหาทำผิดเหมือนกันแทบจะทุกอย่าง แต่เมื่อวานจำเลยถูกยกฟ้อง แต่ทำไมวันนี้กลับถูกจำคุกครับ?
ผู้พิพากษา: ทั้ง 2 คดีไม่เหมือนกันนะ เพราะเมื่อวานจำเลยคือหลานผม แต่วันนี้คือลูกความคุณ
แน่นอนว่าในโลกของความเป็นจริงคงไม่มีผู้พิพากษาคนใดตอบอย่างนั้น แต่ในหลายครั้งผลของคำพิพากษากลับชวนให้สังคมตั้งคำถามไม่ต่างกัน ดังเช่นกรณีล่าสุดในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อผู้พิพากษา ‘ชินจงโอ’ ถูกพบว่าเสียชีวิตภายในบริเวณศาลสูงของกรุงโซล ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีทุจริตของนาง ‘คิมกอนฮี’ ภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ‘ยุนซอกยอล’ ที่มีพื้นเพมาจากตำแหน่งอัยการและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายชนชั้นนำทางการเมืองมาอย่างยาวนาน จนเกิดข้อสงสัยว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถดำรงอยู่เหนืออิทธิพลและแรงกดดันทางการเมืองได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ความคลางแคลงใจของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมมิได้เกิดจากอิทธิพลภายนอกศาลเพียงอย่างเดียว แต่หลายครั้งกลับเกิดขึ้นจากดุลพินิจของผู้พิพากษาด้วยเช่นกัน ดังช่วงกลางทศวรรษปี 2000 ‘อีธาน คอช’ (Ethan Couch) เยาวชนชาวอเมริกันวัย 16 ปี ขับรถขณะมึนเมาด้วยความเร็วสูงจนเกิดอุบัติเหตุ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยปกติคดีลักษณะนี้มักนำไปสู่โทษจำคุกหลายปี แต่ทีมทนายเสนอคำอธิบายเชิงจิตวิทยาที่สื่อมวลชนเรียกว่า ‘affluenza’ ผสมระหว่างคำว่า ‘affluence’ (ความร่ำรวย) กับ ‘influenza’ (โรคระบาด) โดยอ้างว่าจำเลยเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ร่ำรวยจนขาดการเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำเลยเข้ารับการบำบัดและคุมประพฤติแทนการจำคุก
เช่นเดียวกับคดีของ ‘บรอค เทอร์เนอร์’ (Brock Turner) นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและนักกีฬาว่ายน้ำดาวรุ่ง ถูกจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวที่หมดสติอยู่หลังงานเลี้ยง ข้อเท็จจริงของคดีไม่ได้ซับซ้อน เพราะมีพยานหลายคนเห็นเหตุการณ์โดยตรง ทว่าผู้พิพากษาตัดสินจำคุกเพียง 6 เดือน (รับโทษจริงประมาณ 3 เดือน) โดยให้เหตุผลว่าการลงโทษที่ยาวนานอาจ ‘กระทบอนาคต’ ของจำเลยมากเกินไป
.
ความในข้างต้น แม้คนทั่วไปอย่างเรา ๆ ที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางกฎหมาย ก็เคยแอบสงสัยอยู่เช่นกันว่า “ทำไมศาลหรือผู้พิพากษา ท่านถึงมีคำตัดสินเช่นนี้?” ทั้งที่หลักฐานดูจะชัดเจนจนแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ยิ่งด้วยนานาทรรศนะจากนักวิชาการชื่อดังก็ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่เมื่อผลจากคำตัดสินไม่เป็นไปตามคาด ผู้คนจึงมักปลอบใจตัวเองในทำนองว่า
“เราไม่ใช่นักกฎหมาย
ศาลท่านคงตัดสินถูกต้องแล้ว
เพราะท่านเรียนมา”
เมื่อย้อนทบทวนความเชื่อเหล่านี้ในสังคมไทย จะพบว่าแต่เดิมรัฐสยามเข้าใจว่ากฎหมายคือสิ่งเดียวกับศีลธรรมเฉกเช่นชุมชนโบราณอื่น ๆ ศีลธรรมกลายเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์และพฤติกรรมของคนในชุมชน โดยเฉพาะกฎหมายตราสามดวงหรือคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ถูกทำให้เชื่อว่าได้รับมอบมาจากฤาษีชื่อ ‘พระมโนสาราจารย์’ ที่ท่านคัดลอกมาจาก ‘กำแพงจักรวาล’ ดังนั้น ‘กฎหมาย’ จึงมีความศักดิ์สิทธิ์โดยตัวมันเองและไม่ต้องตั้งคำถามใด ๆ ความเชื่อนี้ยิ่งส่งเสริมให้ผู้พิพากษาและนักกฎหมายค่อย ๆ ศักดิ์สิทธิ์ตามไปด้วย
หากมินับนักบวชและแม่ชี เราคงปฏิเสธได้ยากว่าอาชีพข้าราชการตุลาการต่างมีภาพลักษณ์สูงส่งกว่าฝ่ายใด ๆ สังเกตจากการที่คนส่วนใหญ่ชอบเรียกคำหน้าหน้าอัยการและผู้พิพากษาว่า “ท่าน” ตลอดจนความยากลำบากในการสอบแข่งขัน เราจึงเชื่อว่าผู้พิพากษาย่อมทำหน้าที่อย่างอิสระ เคร่งครัดต่อหลักวิชา รวมถึงปลอดจากการชี้นำทางการเมือง แม้แต่นักวิชาการที่เมื่อไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็จะเขียนวิจารณ์และขึ้นต้นประโยคด้วยความอ่อนน้อมว่า “ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัย”
คำถามลักษณะเดียวกันนี้ก็เคยถูกตั้งขึ้นอย่างจริงจังในประวัติศาสตร์สังคมอื่นเช่นกัน กล่าวเฉพาะในสหรัฐอเมริการาว ๆ ทศวรรษที่ 1920 – 1950 มีกลุ่มนักฎหมายที่ถูกเรียกว่า ‘สำนักสัจนิยมแบบอเมริกัน’ (American Legal Realism) ได้ออกมาผลิตงานวิชาการเพื่อทักท้วงเกี่ยวกับมายาคติความเป็นกลางของผู้พิพากษาว่า คำตัดสินของศาลอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้พิพากษา ที่ล้วนก็เป็นมนุษย์ที่ไม่ต่างจากผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ ข้อเสนอนี้ส่งอิทธิพลต่อถึงนักกฎหมายรุ่นหลังจนมีการตั้งข้อสังเกตอย่างเสียดสีว่า
“หากผู้พิพากษามีหน้าที่แค่เอาคดีความที่ถูกจัดเตรียมไว้มาบังคับใช้ผ่านตรรกะทางนิติศาสตร์ที่รัดกุม พวกเราคงจะใช้คอมพิวเตอร์ IBM มาทำงานแทนผู้พิพากษาได้ในเร็ววัน”
ท่ามกลางประเด็นร้อนในคดีต่าง ๆ ที่ยังคงไม่เป็นที่สิ้นสุด บทความนี้จะนำพาผู้อ่านย้อนกลับไปทำความรู้จักกับบรรดานักคิดกลุ่มสัจนิยมอเมริกัน ซึ่งไม่มีใครท้าทายความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างรุนแรงเท่ากับ ‘เจอโรม แฟรงค์’ (Jerome Frank) ผู้พิพากษาหัวขบถ กับทฤษฎีที่ชวนนักกฎหมายทุบหม้อข้าวตนเองว่า กฎหมายไม่ได้ตกมาจากฟากฟ้า และผู้พิพากษาก็คือมนุษย์ การสร้างความยุติธรรมของกฎหมายจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาลได้โดยสุจริต
เจอโรม แฟรงค์ เกิดปี ค.ศ. 1889 ในครอบครัวชาวยิวที่เมืองนิวยอร์ค ซึ่งยุคนั้นแวดวงกฎหมายยังมีการกีดกันคนเชื้อสายยิว กล่าวคือ มหาวิทยาลัยชื่อดังในระดับ Ivy League เช่น ฮาร์วาร์ด (Havard) เยล (Yale) และโคลัมเบียร์ (Columbia) มีความกังวลว่าเด็กชาวยิวที่ฉลาดอาจเข้ามายึดกุมองค์ความรู้ทางกฎหมายในสหรัฐฯ ได้ มหาวิทยาลัยจึงมีการจำกัดโควตาจำนวนนักศึกษาชาวยิวไม่ให้เกินประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับการสร้างเกณฑ์คัดเลือกนักศึกษาที่เข้มงวดด้วยการวัด ‘บุคลิกภาพ’ ซึ่งในแง่หนึ่งคือข้ออ้างในการคัดออกนั่นเอง
เมื่อบัณฑิตทางกฎหมายเรียนจบจนเข้าสู่วัยทำงาน สำนักงานกฎหมายชั้นนำในสหรัฐฯ จึงมีจำนวนชาวยิวเข้าทำงานเท่ากับศูนย์ จนเรียกกันว่าสำนักกฎหมาย ‘White shoe firms’ ที่เป็นพื้นที่สงวนไว้สำหรับบัณฑิตที่มีลักษณะ ‘WASP’ ที่ W = White (คนผิวขาว) A และ S = Anglo – Saxon (มีรากเหง้ามาจากอังกฤษซึ่งเหนือกว่ากลุ่มคนไอริช อิตาลี และยิว) P = Protestant (นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์)
ฃที่สำคัญคือ แม้พวกเขาจะเรียนจบกฎหมายเหมือนกัน แต่มีผลสำรวจในปี 1937 ว่า ทนายความชาวยิวในนิวยอร์คจะมีระดับ ‘รายได้’ ต่ำกว่าคนที่ไม่ใช่ยิวกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งคดีความก็มักถูกจำกัดอยู่เพียงคดีอุบัติเหตุ ลักเล็กขโมยน้อย ทำให้ทนายชาวยิวส่วนใหญ่มีโอกาสว่าความเฉพาะกับชนชั้นแรงงาน ซึ่งต่อมากลายเป็นขุมกำลังสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองในเวลาต่อมา
แต่กระนั้นเจอโรม แฟรงค์ ได้ฝ่ากำแพงอคติเหล่านี้ได้สำเร็จ เขากลายเป็นเด็กยิวอัจฉริยะที่เรียนจบมหาวิทยาลัยชิคาโก (Chicago University) ด้วยคะแนนสูงสุดในรุ่น แต่แทนที่จะเดินตามเส้นทางนักฎหมายกระแสหลักเพื่อแสวงหาความร่ำรวย เขากลับเผยให้เห็นความขบถด้วยการทิ้งรายได้มหาศาลจากการเป็นทนายความชื่อดังใน ‘วอลล์สตรีท’ (Wall Street) เข้าร่วมทำงานในทีมนโยบาย ‘New Deal’ ภายใต้ประธานาธิบดี ‘แฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์’ (Franklin D. Roosevelt) เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่เรียกว่า ‘The Great Depression’
จนท้ายที่สุดแล้ว แม้เขาจะไม่ใช่ชาวยิวคนแรกที่สอบเข้าเป็นผู้พิพากษาได้ แต่เมื่อเขามีโอกาสเป็นผู้พิพากษาในปี 1941 มรดกจากแนวคิด ‘สัจนิยมทางกฎหมาย’ อย่างถึงราก ได้สร้างผลสะเทือนอย่างยิ่งแต่ต่อแรงศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ
ความเชื่อดั้งเดิมในระเบียบการพิจารณาคดีของอเมริกัน ซึ่งเข้าใจว่ากฎหมายเป็นของกฎเกณฑ์ที่มีเหตุผลในตัวเองและมีคำตอบชัดเจน ผู้พิพากษาสามารถนำตัวบทเหล่านั้นไปใช้ตัดสินคดีได้อย่างเป็นกลางผ่านตรรกะทางนิติศาสตร์ กฎหมายจึงไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ศีลธรรม หรือแม้แต่เศรษฐกิจ แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “นิติศาสตร์เชิงกลไก” (Legal Formalism)
ตัวอย่างเช่น มีกฎหมายห้ามนำ ‘ยานพาหนะ’ เข้ามาในสวนสาธารณะ แต่มีสถานการณ์ที่กลุ่มทหารผ่านศึกต้องการนำรถถังรุ่นเก่าที่เคยใช้ในสงคราม (ซึ่งถอดเครื่องยนต์แล้ว) มาตั้งเป็นอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติแด่เหล่าทหาร การตัดสินแบบนิติศาสตร์เชิงกลไกก็จะย้อนมาดูว่า ‘ยานพาหนะ’ คืออะไร และเมื่อพจนานุกรมระบุว่ารถถังคือยานพาหนะชนิดหนึ่ง ศาลย่อมตัดสินว่า ‘ห้ามนำเข้า’
แนวคิดสัจนิยมทางกฎหมายจึงเกิดขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตผู้พากษาศาลสูงสุดของสหรัฐในยุคนั้นอย่าง ‘โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮลเมสส์ จูเนียร์’ (Oliver Wendel Holmes Jr.) ซึ่งได้โต้แย้งหลักการในข้างต้นว่า กฎหมายไม่อาจคำนวณได้ด้วยตรรกะแบบวิชาคณิตศาสตร์ (1+1=2) แต่ต้องคำนึงถึงบริบทของยุคสมัย หรือแม้แต่ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อของผู้พิพากษาเอง ด้วยเหตุนี้ในคดีเดียวกัน ผู้พิพากษาต้องไม่เพียงให้ความสำคัญกับตัวบทที่เขียนว่า ‘ยานพาหนะ’ แต่ต้องเข้าใจบริบททางสังคมด้วยว่า “รถถังนี้วิ่งไม่ได้แล้ว”
เจอโรม แฟรงค์ คือหนึ่งในนักคิดกลุ่มสัจนิยมที่สุดโต่งและมีสีสันที่สุด ในหนังสือเล่มดัง ‘Law and the Modern mind’ เขาเสนอการแหกกฎด้วยการใช้แนวคิดจิตวิเคราะห์ของ ‘ซิกมันด์ ฟรอยด์’ (Sigmund Freund) มาอธิบายว่า มนุษย์ต่างโหยหาความแน่นอนของกฎหมาย เพราะลึก ๆ แล้วเราคือ ‘ลูก’ ที่ต้องการให้กฎหมายเป็นตัวแทน ของ ‘พ่อ’ ที่ปกป้องเราจากความอันตราย และที่ทำให้เขาต่างไปจากนักคิดคนอื่นคือเรื่อง ‘อคติที่มองไม่เห็น’ ของผู้พิพากษาที่มีต่อพยาน ทนายและจำเลย ในสมการที่เขียนว่า
S (Stimuli) x P (Personality) = D (Decision)
ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์คดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า ‘นักร้อง A ฟ้องนักร้อง B ว่าลอกทำนองเพลงไปใช้ ซึ่งในทางกฎหมาย (ตัวบท) เขียนไว้ว่า การทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดฐานละเมิด’ ซึ่งเราจะวิเคราะห์ได้ดังนี้
S (สิ่งเร้า/พยานหลักฐาน) คือ ทุกสิ่งที่ไหลเข้าสู่ประสาทสัมผัสของผู้พิพากษา เช่น ทำนองเพลงที่เปิดให้ฟัง , พยานผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ดูน่าหมั่นไส้ , บุคลิกของนักร้อง A ที่ดูร่ำรวยและมั่นใจเกินไป และบุคลิกนักร้อง B ที่ดูเป็นศิลปินไส้แห้งและดูน่าสงสาร
P (ความเชื่อ ค่านิยม และกายภาพของผู้พิพากษา) ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันจึงเป็นไปได้ว่าคดีเดียวกัน ผู้พิพากษา 2 คนอาจตัดสินไปคนละทาง เช่น (อคติ) ท่านอาจเกลียดทำนองเพลงนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว , (ประสบการณ์) ท่านอาจเคยเป็นคนจนและถูกคนรวยรังแก จึงเห็นใจคนที่ฐานะด้อยกว่า และ (สภาพร่างกายในขณะนั้น) ท่านอาจจะปวดหัว ท้องเสีย จึงทำให้ระดับการอดทนในการฟังพยานหลักฐานน้อยลง
D (คำตัดสิน) เป็นไปได้ว่า ผู้พิพากษาอาจตัดสินให้นักร้อง B ชนะ แต่ไม่ใช่เพราะศาลเชื่อว่าเขาไม่ได้ก็อปปี้ทำนองเพลง แต่เพราะ (ความเห็นใจคนจน + ความมั่นใจเกินไปของนักร้อง A + พยานที่น่าหมั่นไส้) หรืออาจจะตัดสินให้ นักร้อง B ผิด แต่มีอัตราโทษในระดับต่ำ จากนั้นผู้พิพากษาจะใช้ตรรกะทางกฎหมายมาเขียนอธิบายเหตุผลทีหลัง (rationalization) ทั้งที่ความรู้สึกได้มีส่วนในคำตัดสินตั้งแต่แรก
ภายใต้บรรยากาศทางวิชาการที่ถูกครอบงำด้วย ‘นิติศาสตร์เชิงกลไก’ ชื่อของ ‘เจอโรม แฟรงค์’ มักถูกจดจำควบคู่ไปกับภาพของนักกฎหมายหัวรุนแรง และถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม (WASP) ซึ่งมองว่าแนวคิดของเขาเป็นอันตรายต่อระบบงานยุติธรรม เพราะการยอมรับว่าคำพิพากษามีความไม่แน่นอน ย่อมสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อศาล
ทว่าเขามิได้ปฏิเสธข้อวิจารณ์เหล่านี้ เพียงแต่หันกลับมาผลิตงานสำคัญร่วมกับลูกสาว ‘บาบาร่า แฟรงค์’ (Barbara Frank) จากหนังสือที่ชื่อว่า ‘Not Guilty’ ที่ช่วยยืนยันว่าสิ่งที่อันตรายต่อกฎหมายยิ่งกว่า คือการแกล้งทำเป็นว่าไม่รู้ว่ากฎหมายถูกบังคับใช้แตกต่างกันระหว่าง ‘คนรวย’ กับ ‘คนจน’
Not Guilty มีเนื้อหาที่เปิดโปงกระบวนการจับผู้บริสุทธิ์ในคดีต่าง ๆ กว่า 36 คดี เช่นเรื่องราว ‘แพะ’ ที่โลกเกือบลืมของ ‘โจ ไมเซ็ค’ (Joe Majczek) ที่โด่งดังจนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ ‘Call Northside 777’ โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ปล้นร้านขายของชำและทำร้ายตำรวจจนเสียชีวิต แต่ด้วยความเร่งรีบในการปิดคดี ความซวยกลับตกไปอยู่ที่ ‘โจ’ หนุ่มแรงงานต่างด้าวเชื้อสายโปแลนด์ เพียงเพราะพยานซึ่งเป็นเจ้าของร้านได้ชี้ตัวว่าเขาเป็นคนยิงตำรวจ ศาลจึงตัดสินให้เขาจำคุกถึง 99 ปี
อย่างไรก็ตาม ‘ทิลลี่ ไมเซ็ค’ (Tillie Majczek) ผู้เป็นแม่ ไม่เคยเชื่อว่าลูกชายทำผิด เธอใช้เวลากว่า 11 ปี ทำงานหนักด้วยการรับจ้างถูพื้นจนเก็บเงินได้ 5,000 ดอลลาร์ ก่อนจะลงประกาศในหนังสือพิมพ์เพื่อหาคนร้ายตัวจริง การกระทำนี้ทำให้นักข่าวเริ่มขุดคุ้ยคดี จนพบว่าตำรวจเคยบังคับพยานให้ชี้ตัวโจ โดยข่มขู่ว่าหากไม่ทำจะถูกสั่งปิดร้าน ท้ายที่สุดความจริงจึงปรากฏและโจได้รับอิสรภาพหลังจากต้องติดคุกทั้งที่บริสุทธิ์อยู่นานกว่าสิบปี
เช่นเดียวกับ ‘คดีฆาตกรรมที่ไม่มีศพ’ ของ ‘หลุยส์ บัตเลอร์’ (Lousie Butler) และ ‘จอร์จ เยลเดอร์’ (Geoge Yelder) โดยทั้งคู่ถูกฟ้องว่าฆาตกรรมเด็กสาวคนหนึ่ง แม้จะไม่พบศพ แต่การสอบสวนด้วยการทรมาน จำเลยจึงต้องรับสารภาพและศาลได้ตัดสินประหารชีวิต แต่จุดพีคก็คือ ก่อนการประหารชีวิตเพียงหนึ่งสัปดาห์ ‘เด็กหญิง’ ที่ถูกกล่าวหาว่าตายไปแล้วกลับปรากฏตัวในเมือง โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่ามีคน 2 คนกำลังจะต้องตายเพราะเธอ
แฟรงค์วิเคราะห์ว่า สิ่งที่ศาลเรียกว่า ‘ข้อเท็จจริง’ เป็นเพียงสิ่งที่ผู้พิพากษา”รู้สึก” ต่อพยานและจำเลย (ศาลเชื่อคำรับสารภาพทั้งที่ไม่เห็นศพ) ซึ่งถ้าหากนำกรณีศึกษาของ ‘อีธาน คอสช์’ และ ‘บรอค เทอร์เนอร์’ ที่เป็นคนมีฐานะ มาวางทาบกับคดีของ ‘โจและคดีฆาตกรรมที่ไม่มีศพ’ เราอาจยืนยันตามงานของแฟรงค์ได้ว่า อคติต่อชนชั้นแรงงานอาจส่งผลต่อสายตาของกระบวนการยุติธรรมอย่างมีนัยสำคัญ
หลังจากที่แฟรงค์เสียชีวิตในปี 1957 ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา แนวคิดสัจนิยมทางกฎหมายสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อวงการกฎหมายทั่วโลก ทั้งในด้านการศึกษาที่เริ่มเปลี่ยนจากการ ‘ท่องจำตัวบท’ มาเป็นการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงผ่านบริบททางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับการนำวิชากฎหมายมาใช้ร่วมกับศาสตร์อื่น ๆ ทั้งจิตวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และมานุษยวิทยา เพื่อให้เข้าใจว่ากฎหมายส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์อย่างไร?
เราคงไม่ปฏิเสธว่าในปัจจุบันกฎหมายมักถูกยกย่องว่าเป็นคัมภีร์ของการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยเฉพาะในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย การยอมรับว่าผู้พิพากษาก็เป็นมนุษย์ซึ่งผิดพลาดได้ หรือมุมมองแบบสัจนิยมของ ‘เจอโรม แฟรงค์’ คงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลบหลู่หรือทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันตุลาการ มากไปกว่าการเปิดพื้นที่ให้ความยุติธรรมสามารถถูกตรวจสอบได้ ซึ่งถูกพิสูจน์มาแล้วจากการถูกอ้างอิงในเวทีต่าง ๆ จนเกิดเป็นพัฒนาการแนวคิดทางกฎหมายในสำนักอื่น ๆ
หากจะมีข้อถกเถียงในการบัญญัติข้อกฎหมายหรือข้อพิพาทในคดีต่าง ๆ แม้เราอาจไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เมื่อกฎหมายส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราโดยตรง การแสดงความคิดเห็นจึงไม่ควรถูกจำกัดไว้เพียงผู้ที่เรียนจบนิติศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะหากกฎหมายบัญญัติว่า “ห้ามมิให้คนรวยและคนจนนอนใต้สะพาน” คำสั่งที่ดูเหมือนเท่าเทียมนี้ อาจกำลังทำร้ายคนจนที่ไม่มีทางเลือก เพราะในความเป็นจริง คงไม่มีคนรวยคนใดต้องมานอนใต้สะพาน
“ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัย”
ภาพ : Getty Images
อ้างอิง
เข็มทอง ตันสกุลรุ่งเรือง. (บ.ก.). (2567). นิติรัฐนิติธรรม:ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาเปรียบเทียบ (พิมพ์ครั้งที่ 1) กรุงเทพฯ: อิลลูมิเนชั่น อิดิชั่น.
จาตุรงค์ สุทาวัน.(2566). เมื่อรัฐพึ่งศาล ตุลาการจึงแปรเปลี่ยน: การจัดวางแนวคิด “ตุลาการภิวัฒน์แบบไทย”ผ่านบทสะท้อนทางการเมืองจากภาพยนตร์ The trial of the Chicago 7. วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 16(2). 103-129
สมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2560). เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน: รวมบทความว่าด้วยตุลาการภิวัตน์ ตุลาการพันลึก และตุลาการธิปไตย (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: บุ๊คสเคป.
Fantz, A. (2016, June 7). Stanford rape case: Judge recalls Brock Turner sentence amid outrage. CNN.
Fernandez, M., & Bidgood, J. (2013, December 11). Teenager gets probation for fatal drunken-driving accident in Texas. The New York Times.
Frank, J., & Frank, B. (1957). Not Guilty. Garden City, NY: Doubleday.
Medoff, R. (2023, July 8). Jewish quotas were at the heart of Supreme Court affirmative action ruling. The Jerusalem Post.