‘ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง’: ‘คนทำงาน’ ที่อยากเปลี่ยน กทม. อย่างยั่งยืน

‘ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง’: ‘คนทำงาน’ ที่อยากเปลี่ยน กทม. อย่างยั่งยืน

จากการเมืองระดับชาติสู่สนามท้องถิ่น ‘ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง’ นำทีม ‘คนทำงาน’ ลงชิงเก้าอี้ ส.ก. ด้วยแนวคิดที่อาจไม่หวือหวา แต่หวังเปลี่ยนกรุงเทพฯ ผ่านการแก้กติกาและข้อบัญญัติให้ยั่งยืนกว่าตัวบุคคล พร้อมยืนยันจุดยืนการเมืองสร้างสรรค์ที่ไม่ยึดติดกับสีหรือขั้วการเมืองใด

KEY

POINTS

จากการปรากฏตัวของ ‘ต่อศักดิ์ โชติมงคล’ อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ในวันแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่ม พร้อมแนวทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่ใช้โทนสีเขียวสดใสอันคุ้นตา ทำให้ผู้สมัคร ส.ก. กลุ่ม ‘คนทำงาน’ ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับอดีตผู้ว่าฯ กทม. อย่าง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ยิ่งกว่าใคร

ตัว ‘ดร๊าฟ’ ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หัวหน้ากลุ่มคนทำงาน แม้จะบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องโหนใคร แต่ก็เสริมว่า จากที่ศึกษานโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2569 ทุกคน คนที่ใกล้เคียงกับของกลุ่มคนทำงานมากที่สุด ก็คือ ‘ชัชชาติ’

ดวงฤทธิ์ จากครอบครัวเจ้าของ ม.กรุงเทพธนบุรี เริ่มต้นทำงานการเมืองตั้งแต่ปี 2562 ในหลายสังกัด ทั้งพรรคประชาธิปัตย์-พรรครวมพลังประชาชาติไทย-พรรครวมไทยสร้างชาติ เคยเป็นมาแล้วทั้ง สส. ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมือง ..อันเป็นบทบาทในการเมือง ‘ระดับชาติ’ แทบทั้งสิ้น

แต่ครั้งนี้ เขากลับมาเป็นผู้ปั้นทีมสำหรับการเมือง ‘ท้องถิ่น’ ของกรุงเทพฯ จากผู้ก่อตั้งไม่กี่ชีวิต ขยายมาเป็นทีมงานขนาดใหญ่ และมีผู้สมัคร ส.ก. ถึง 33 คน พร้อมลงชิงโอกาสในการทำงานรับใช้ประชาชน 

ดวงฤทธิ์บอกกับ The People ว่า นโยบายหลักของกลุ่ม ‘คนทำงาน’ คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบยั่งยืนผ่านการเสนอข้อบัญญัติในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่แม้อาจฟังดูเข้าใจยาก ไกลตัว ไม่เซ็กซี่ แต่หากทำสำเร็จ ก็จะกลายเป็นความภูมิใจ เอาไปโม้ต่อได้ และเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตของคนกรุงดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม. จะชื่ออะไร

The People: จากที่ลงพื้นที่หาเสียงมาจนถึงโค้งสุดท้าย เหนื่อยแค่ไหน

ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยก็เป็นสัญญาณที่น่ากลัว เพราะแปลว่าเราไม่มีโอกาสเลย ถ้าเราเงียบไปหรือไม่มีกระแสเลย ในทางการเมืองก็ต้องยอมรับความจริงว่า อันนั้นเป็นสัญญาณที่น่ากลัวมาก ถ้าเงียบเลย ไม่มีคนพูดถึง อันนี้ลำบาก และมีโอกาสที่จะไม่ได้เหนื่อยอีกต่อไป ดังนั้นเหนื่อยตอนนี้ดีกว่าครับ

The People: แปลว่า กลุ่มคนทำงานเริ่ม “มีกระแส” แล้ว

ก็มีทั้งบวกและลบ ทั้งเกิดจากความเข้าใจและความไม่เข้าใจ

‘ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง’: ‘คนทำงาน’ ที่อยากเปลี่ยน กทม. อย่างยั่งยืน

The People: จุดเด่นของกลุ่มคนทำงานคืออะไร

พอเราไม่ใช่พรรคการเมือง เป็นอิสระ จุดเชื่อมโยงก็คืออุดมการณ์ที่ตรงกัน แม้จะมีที่มาหลากหลาย คนทำงานเนี่ยเอาจริง ๆ คนไม่กล้าลงมากกว่ากล้าลง เพราะเขากลัวการเป็นนักการเมือง แม้จะอยากช่วย แต่ไม่อยากเป็นนักการเมือง เพราะกลัวโดนโน่นนั่นนี่ หลายคนก็เลยมาทำงานตรงกลาง แต่สำหรับคนที่ลงสมัคร ส.ก. ก็มีที่มาที่หลากหลาย เพราะเราจะอาสาไปทำงานฝั่งนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝั่งบริหาร ซึ่งมีแต่กลุ่มคนทำงานนี่แหละที่พูดเรื่องจะยื่นแก้ไขข้อบัญญัติเพื่อสร้างระบบ ขณะที่คนอื่น ๆ ไปพูดเรื่องงานบริหาร ทั้งที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ส.ก. โดยตรง

 

The People: มีข้อมูลว่า สภา กทม. ชุดที่ผ่านมา มีการพิจารณาร่างข้อบัญญัติเพียง 14 ฉบับ เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น

และที่ออกมาก็มีไม่กี่ฉบับเท่านั้น ทั้งที่อยู่ 4 ปีเต็ม ก่อนหน้านี้ ผมเป็น ส.ส. ถึงจะอยู่ไม่ครบวาระ 4 ปี แต่กลับมีการพิจารณาข้อกฎหมายต่าง ๆ รวมกันหลายฉบับ แม้จะมีฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แต่กับสภา กทม. ที่ไม่มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ได้ทำงานครบวาระ มีความเสถียรกว่า และกระบวนการพิจารณาร่างข้อบัญญัติซับซ้อนน้อยกว่าร่างพระราชบัญญัติด้วยซ้ำ

The People: อะไรคือปัญหาที่ทำให้สภา กทม. ออกร่างข้อบัญญัติมาใช้จริงได้น้อย

ที่คุยกับเพื่อน ๆ มา ก็มีหลากหลายสาเหตุ เรื่องความเห็นไม่ตรงกัน การไปโฟกัสงานฝ่ายบริหาร ไปติดเกรงใจกันเอง หรือติดกับดักพรรคการเมือง นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่เราเน้นเรื่อง ‘ความเป็นอิสระ’

The People: กลุ่มคนทำงานจะอย่างไรให้แตกต่าง

ถ้าไปดูโบรชัวร์หาเสียงของกลุ่มคนทำงาน 4 หน้า จะพูดเรื่องกรุงเทพฯ ภาพใหญ่แค่หน้าเดียว อีก 3 หน้าพูดเรื่องแก้ปัญหารายเขต เพราะสำหรับ ส.ก. เจ้านายของเราคือประชาชนที่ส่งเราเข้าไปเป็นตัวแทน เรื่องภาพใหญ่ก็ทำงานร่วมกัน แต่เราจะให้ความสำคัญกับปัญหาของแต่ละเขต ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในเขตนั้น ๆ เพราะจากที่ไปสำรวจมาเบื้องต้นก็เหงื่อแตกเหมือนกัน เพราะประชาชนหลายคนคิดว่า ส.ก. ไม่ค่อยมีประโยชน์ บางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า ส.ก. เขตตัวเองชื่ออะไร หรืออย่างงานที่เราจะทำเรื่องยื่นแก้ไขพัฒนาข้อบัญญัติ หลายคนก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ถ้ามีเวลา ผมก็จะไปคุยว่า ถ้าจะแก้ปัญหาทำให้กรุงเทพฯ ดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืน ต้องเร่งด้วยระบบที่ดี ถ้าระบบดีแล้ว ผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใคร ก็ทำตามข้อบัญญัติ ชีวิตจะได้ไม่ต้องไปแขวนอยู่บนเส้นด้าย คอยลุ้นว่าจะได้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นใคร

‘ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง’: ‘คนทำงาน’ ที่อยากเปลี่ยน กทม. อย่างยั่งยืน ‘ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง’: ‘คนทำงาน’ ที่อยากเปลี่ยน กทม. อย่างยั่งยืน

The People: อีกขาหนึ่ง ส.ก. ก็ต้องตรวจสอบฝ่ายบริหาร ในมุมของคุณดร๊าฟ ฝ่ายบริหาร กทม. ชุดที่ผ่านมา (นำโดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.) ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง จะทำอย่างไรให้ทำงานกับสภา กทม. อย่างราบรื่น

ผมคุยกับเพื่อน ๆ ในทีมคนทำงาน ข้อสรุปส่วนใหญ่คือการทำงานระหว่างฝ่ายบริหาร กทม. และสภา กทม. ยังมีหลายจุดที่ใช้คำว่า “ยังไม่เข้าใจกัน” ยังไม่ทำงานเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อคนกรุงเทพฯ ทั้งที่กลไกซึ่งถูกออกแบบมาให้สภา กทม. ไม่มีฝ่ายค้าน และผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็เพื่อให้ 2 ฝ่ายทำงานร่วมกัน แต่ 4 ปีที่ผ่านมายังไม่เกิดการ “รวมทีมกัน” เพื่อทำงานให้คนกรุงเทพฯ ยังไม่ยอมรับความเก่งของกันและกัน

มันยังมีกลิ่นอายที่ เห้ย คุณยังไม่ได้รวมทีมกัน 100% ในการทำงานให้คนกรุงเทพฯ กลุ่มคนทำงานก็เลยคุยกันว่า การประชุมสภา กทม. ประชาชนควรจะได้รับรู้เหมือนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ให้มีถ่ายทอดสด อะไรเป็นเรื่องดี ๆ จะได้นำมาวางบนโต๊ะ ประชาชนจะได้เห็นว่าคุณทำอะไรอยู่บ้าง

The People: มีเสียงวิจารณ์ว่า สภา กทม. ยังไม่เปิดเผยผลการลงมติ ส.ก. รายคนให้ประชาชนรับทราบ กลุ่มคนทำงานจะเข้าไปแก้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่

ผมว่าเรื่องนี้หลายอย่างมีความละเอียดอ่อน ถ้าจะแก้อาจต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไป แตกต่างจากการอภิปรายในสภา กทม. ที่ควรเปิดเผย ส่วนการลงมติ โอเค บางเรื่องก็ควรจะเปิดเผย เอาประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ มาคุยกันบนโต๊ะเพื่อความโปร่งใส

The People:  คุณต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. (ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) มีบทบาทอะไรต่อกลุ่มคนทำงาน

พี่ต่อศักดิ์แม้จะเป็นผู้ใหญ่ แต่หัวใจยังเป็นวัยรุ่น คืออยากส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับรุ่นน้อง ๆ เอาสิ่งที่แกเจ็บมาไปพัฒนา ไปใช้ทำในเรื่องดี ๆ ผมว่าคนเป็นผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนหนังจีน คือหวงวิชา ไม่ถ่ายทอดอะไรให้ใครเลย แต่พี่ต่อศักดิ์เขามีอุดมการณ์และประสบการณ์ที่อยากส่งต่อให้กับน้อง ๆ ก็เลยมาช่วยซัพพอร์ตทางความคิดและหลาย ๆ อย่างให้กับกลุ่มคนทำงาน เพราะเห็นด้วยกับหลักการที่เราอยากจะเข้าไปทำ ‘การเมืองสร้างสรรค์’

The People: ‘การเมืองสร้างสรรค์’ ในนิยามของกลุ่มคนทำงานคืออะไร

บางทีคนในกลุ่มหลายคนก็คันยิบ ๆ อยากจะออกมาตอบโต้โวยวายต่อบางเรื่อง แต่เราคุยกันว่า เห้ย นี่คือจุดยืนของเราที่จะทำการเมืองสร้างสรรค์ การจะไปนั่งสาดโคลนเหมือนใครเขา ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะทำตั้งแต่แรก เราต้องไม่เป๋จากหลักการนี่นะ ต้องหนักแน่น ทำหัวใจให้มั่น ๆ นี่คือจุดยืนของเรา

The People: ทั้งการที่คุณต่อศักดิ์มาในวันเปิดตัว รวมถึงสีและทิศทางแคมเปญของกลุ่ม หลายคนเลยมองว่า กลุ่มคนทำงานเป็น ‘กลุ่มของชัชชาติ’ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ถ้าไปย้อนดูดี ๆ ทั้งผู้สมัคร ส.ก. และทีมงานกลุ่มคนทำงานทั้งหมดมีตัวตน มีสถานะ มีอุดมการณ์ เราไม่มีความจำเป็นจะต้องไปโหนใคร ..แต่เสียงวิจารณ์ที่ออกมา พูดตรง ๆ ก็ทำให้ทีมรู้สึกโล่งอกว่า เรามีกระแสเหมือนกันเว้ย (ยิ้ม) เพราะถ้าเงียบกริบ ถือว่าน่าวิตกกังวลทางการเมือง แต่หลักการเรายังเหมือนเดิมคือเป็นอิสระ 

ถามว่าชื่นชมการทำงานของอาจารย์ชัชชาติไหม พอไปดูนโยบายของท่าน 250 ข้อ เทียบกับนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนอื่น ๆ ก็คิดว่า ของอาจารย์ชัชชาติน่าจะสอดคล้องกับกลุ่มคนทำงานที่สุด แต่เอาเถอะ ใครจะพูดอะไรก็ตาม เรื่องกอสซิปปลีกย่อย ใครเป็นกลุ่มใครสีไหน หัวใจหลักของเราก็คือการเข้าไปทำงานให้คนกรุงเทพฯ ฉะนั้น เราก็เลยมีจุดยืนมั่น ๆ ว่า จะฝ่ายกระแสดรามาต่าง ๆ ไปให้ได้ เพราะจะมาทำงานการเมืองต้องมีภูมิต้านทานสูงนิดนึง

The People: คุณดร๊าฟรู้จักคุณต่อศักดิ์ได้อย่างไร

รู้จักสมัยที่พี่ต่อศักดิ์มาเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. แล้วท่านให้ความสำคัญเกี่ยวกับสำนักการแพทย์ แล้วทาง ม.กรุงเทพธนบุรีที่ผมเป็นอาจารย์ก็มีคณะแพทยศาสตร์ เลยมีโอกาสได้ทำงานด้วยกัน คือไม่ได้รู้จักมาก่อนหน้า มารู้จักตอนพี่ต่อศักดิ์เข้าไปทำงานใน กทม.

The People: หากผู้สมัคร ส.ก. ของกลุ่มคนทำงานได้รับเลือกเข้าไปทำงานในสภา กทม. สิ่งแรก ๆ ที่จะทำมีเรื่องอะไรบ้าง

หนึ่ง เราจะผลักดันข้อบัญญัติเกี่ยวกับการทำมาหากินก่อน เพราะปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ หัวใจสำคัญคือการเขียนข้อบัญญัติที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำมาหากินของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะควบคุม แล้วก็ต้องรับฟังความเห็นคนแต่ละพื้นที่ เพราะต่างพื้นที่ก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น บางพื้นที่อาจเหมาะกับการมีตลาดนัดแต่บางพื้นที่อาจจะไม่ ต้องตอบโจทย์ความต้องการ ในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนมาก

สอง เราจะทำข้อบัญญัติเกี่ยวกับความปลอดภัย ทำมาหากินได้แล้ว ชีวิตเราต้องปลอดภัยด้วย โดยเฉพาะเรื่องการก่อสร้าง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราเกิดอุบัติเหตุที่น่าโศกเศร้ามาแล้วหลายครั้ง จึงต้องเข้าไปดูว่าข้อบัญญัติเกี่ยวกับความปลอดภัยต่าง ๆ มีเนื้อหาเป็นอย่างไร ดีอยู่แล้ว แค่ต้องกวดขันให้มากขึ้น หรือต้องพัฒนาปรับปรุง ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อดีของทีมอิสระ เพราะจะคุยได้กับทุกคน ไม่ว่าจะผู้ว่าฯ กทม. คนไหน โดยไม่ติดกับดักเรื่องนโยบายของพรรค

The People: ทำไมกลุ่มคนทำงานส่งผู้สมัคร ส.ก. แค่ 33 เขต ไม่ส่งให้ครบ 50 เขต

เราไม่ได้ให้ความสำคัญสูงสุดว่าจะเข้าไปได้กี่คน มากเท่ากับจะเข้าไปทำอะไร ฉะนั้นปริมาณเลยไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเราเท่ากับคุณภาพ จริง ๆ มีคนมาสมัครหลายร้อยคน แต่เราก็คัดเอาเฉพาะคนที่มีความคิดและอุดมการณ์ตรงกัน 

พอเป็นแบบนี้มันเลยไม่ง่าย คือผมไม่ใช่คนคัดผู้สมัคร ส.ก. เอง แต่จะมีทีมที่ปรึกษาอยู่ โดยปัจจัยเบื้องต้นจะต้องยอมรับอุดมการณ์ของกลุ่มคนทำงาน 12 ข้อให้ได้ ต่อมา ถ้าเป็นนักเลือกตั้งจ๋ามาสมัครมักจะไม่ค่อยผ่าน เพราะเขามักจะสู้โดยเน้นผลแพ้ชนะอย่างเดียว ทำทุกวิถีทางเพื่อชนะ สุดท้าย เนื่องจากกลุ่มเราทำงานแบบอิสระ ถ้าจะมาทำงานรูปแบบพรรคการเมือง ก็จะไปด้วยกันไม่ได้ เพราะในกลุ่มเรา ถึงจะมีผมเป็นผู้ประสานงาน เป็นคนรับจบ แต่ไม่มีการแบ่งว่าใครเป็นหัวหน้า รองหัวหน้า โฆษก จะเข้ามาโดยหวังตำแหน่งภายในพรรค ก็อาจจะไม่มีให้

‘ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง’: ‘คนทำงาน’ ที่อยากเปลี่ยน กทม. อย่างยั่งยืน

The People: ทำไมคุณดร๊าฟไม่ลงสมัคร ส.ก. เอง

ที่เคยทำงานทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาก่อน ทำให้ผมรู้ตัวว่าไปอยู่ตรงจุดไหนจะเป็นประโยชน์มากที่สุด ซึ่งผมคิดว่าจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นคนรวบรวมทีม น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ มากที่สุดแล้ว ถ้าให้ผมไปลงเขต พูดตรง ๆ ผมก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน คงไม่มีโอกาสไปวิ่งช่วยคนนั้นคนนี้ เลยมาเป็นหัวหน้าทีม ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งตอนแรกมันไม่มีตำแหน่งนี้ เพราะสมาชิกกลุ่มก็มีแค่ 6-7 คน เป็นเพื่อนกันหมด แต่พอกลุ่มเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เลยต้องมีคนมาทำหน้าที่ตรงนี้ ทุกคนเลยบอกว่า งั้นให้ผมมาเป็นละกัน

The People: เคยทำงานการเมืองระดับชาติ แต่ย้ายมาท้องถิ่น วางแผนจะกลับไประดับชาติอีกครั้งหรือไม่

ผมไม่ได้สนใจเรื่องตำแหน่งเป็นหลัก และไม่คิดว่านี่คือ ‘อาชีพ’ ของผม ผมไม่ได้ทำมาหากินกับเรื่องนี้ ผมมีธุรกิจของผม การทำการเมืองเป็นเรื่องอุดมการณ์และความตั้งใจ สิ่งที่ผมกับเพื่อน ๆ ทำ ไม่ได้คิดว่า เห้ย นี่คือการเมืองท้องถิ่นหรือระดับชาติ แต่คิดว่าถ้ามาทำจะได้ทำอะไร ผมเอางานเป็นตัวตั้ง เคยคิดกับตัวเองเหมือนกันว่า เสียเวลาชีวิตหรือเปล่า คือถ้ามาแล้วมีตำแหน่งแต่ไม่ได้ทำอะไรเลย มันคงเสียเวลาชีวิต แต่ถ้ามีโอกาสได้ทำงาน ผมพร้อม

จุดเริ่มต้นของการทำงานจริง ๆ เกิดจากการได้เป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี ซึ่งการทำการเมืองมันก็เกี่ยวข้องโดยตรง เลยอิน พอได้คุยกับวงนั้นวงนี้ ก็เริ่มคิดว่า เราก็มีความพร้อม และมีความมุ่งมั่นอยากทำ ลงสนามจริงมันซักตั้งดีไหม ก็เลยเริ่มทำงานการเมือง

The People: นิยามตัวเองว่าเป็น ‘นักการเมือง’ หรือยังเป็น ‘นักการศึกษา’ อยู่

ผมเป็นคนทำงานการเมือง แต่ไม่ใช่นักการเมือง และทำมาตลอดก็ไม่เคยทำสิ่งที่เรียกว่า ‘เล่น’ การเมืองเลย

The People:  ต่างกันอย่างไร ระหว่างทำงานการเมือง กับเล่นการเมือง

ไม่รู้ว่าผมคิดถูกหรือเปล่า แต่เอาในความคิดของผมเท่าที่เคยสัมผัส การเล่นการเมืองคือมันต้องมีเทคนิคชั้นเชิง แต่อย่างที่พูดสักครู่ ผมไม่ได้คิดว่านี่คือการเมืองท้องถิ่นหรือระดับชาติ ผมเพียงคิดว่าจะได้ทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์กับสังคม

The People: ออกแบบเส้นทางการเมืองของตัวเองไว้อย่างไรบ้าง อะไรคือเป้าหมายสูงสุด

เป้าหมายสูงสุดคือได้ทำงานที่มันเป็นประโยชน์ เอาจริง ๆ นะ ไม่ได้แอ๊บพูดให้มันเท่ ๆ คือยังไง ถ้าได้เป็นรัฐมนตรีแล้วชีวิตจะมีอะไรดีขึ้นเหรอ คือผมไม่ได้โฟกัสเรื่องนั้นเป็นหลัก แต่ดูว่าถ้าเรามีโอกาสเข้าไปทำงานแล้วเราจะทำอย่างเต็มที่

The People: ได้เรียนรู้อะไรด้านการทำงานการเมืองจากคุณพ่อ (ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีต รมว.อุตสากรรม และ ส.ส.มหาสารคาม 6 สมัย) บ้าง

คุณพ่อชวนผมไปลงพื้นที่ จ.มหาสารคามเมื่อนานมาแล้ว ชวนแล้วชวนอีก แต่เอาอะไรมาแลก ผมก็ไม่ไป เนื่องจากชีวิตการเป็น ส.ส.เขต อาจจะไม่ตอบโจทย์ความเชี่ยวชาญและความถนัดของผม สิ่งที่ผมถนัดคือการทำงานบริหารจัดการหรือวางยุทธศาสตร์อะไรต่าง ๆ เพราะผมเป็นอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์มา คือการลงพื้นที่ไปพบปะชาวบ้านมันก็เป็นเรื่องดี ดีมาก ๆ ด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผมถนัด ผมก็เลยปฏิเสธคุณพ่อมาตลอดว่า ผมไม่ทำ แต่ที่มันตลกก็คือ สุดท้ายผมก็มาทำงานการเมือง ซึ่งถ้าแกฟื้นขึ้นมาคงมาเขกกะโหลกผม

The People: สมมุติว่าวันหนึ่งสิ้นสุดเส้นทางการเมือง จะกลับไปทำเรื่องการศึกษาหรือทำอะไรต่อ

ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลย เพราะคิดเสมอว่า เรื่องการเมืองถ้ามีโอกาสจะทำอย่างเต็มที่ แต่ถ้าไม่มีโอกาสก็จะกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง เพราะยังมีอีกหลายมุมที่สามารถสนับสนุนสังคมได้ เช่น ผมเป็นคนรักกีฬา ก็เลยไปทำกีฬาอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งคุณแม่ (บังอร เบ็ญจาธิกุล เจ้าของ ม.กรุงเทพธนบุรี) ก็มาช่วยวางแผนชีวิตให้แบบพบกันครึ่งทาง คือตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่นไฟแรง อยากมาทำธุรกิจตัวเอง และอยากขอเงินสักก้อนไปเริ่มทำ แต่เริ่มแรกจะต้องเริ่มจาก “สิ่งที่ต้องทำ” ก่อน คือไปต่อยอดธุรกิจการศึกษาของที่บ้าน พอทำสำเร็จ คุณแม่ก็ให้โอกาสทำกีฬา มาทำค่ายมวยแล้ว..เจ๊งแหละ (หัวเราะ) ใช้เวลาไม่นาน ก็เลยกลับไปคิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็ใช้วิธีแบบวิน-วิน คือทำทีมกีฬาให้ ม.กรุงเทพธนบุรี จนได้แชมป์กีฬามหาวิทยาลัย และเรามีนักกีฬาเก่ง ๆ ที่ไปสร้างชื่อเสียงให้คนทั้งโลกรับรู้มากมาย ทั้งน้องเทนนิส (พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโด เหรียญทองโอลิมปิก), น้องเมย์ (รัชนก อินทนนท์ นักกีฬาแบดมินตัน ที่เคยเป็นอันดับ 1 ของโลก) ฯลฯ 

นี่คือตัวอย่างว่า ถ้าทำอะไรแล้ว ผมทำเต็มที่ ในการเลือกตั้ง ส.ก. รอบนี้ ผมก็จะทำเต็มที่ ทำให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปได้ ด้วยการพัฒนาปรับปรุงข้อบัญญัติ ซึ่งเรื่องนี้บางทีอาจยั่งยืนกว่าผู้ว่าฯ กทม. เพราะต่อให้ได้ผู้ว่าฯ กทม.เก่ง ๆ ก็อยู่ได้เต็มที่แค่ 2 สมัย หรือ 8 ปีเท่านั้น ถึงจะยาก ไม่หอมหวาน และไม่เซ็กซี่ แต่ถ้าทำได้สำเร็จ มันโม้ได้และเป็นความภาคภูมิใจ นี่คือสิ่งที่ผมคุยกับน้อง ๆ โดยเฉพาะคนที่มาใหม่ให้เข้าใจว่า นโยบายเราไม่ได้ฝืดนะ แต่มันคือเรื่องจริง อาจจะกินยากซักหน่อย แต่เป็นประโยชน์แน่นอน

 

สัมภาษณ์: พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์