30 มี.ค. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
ในสังคมญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ และให้ค่ากับความเป็นชายมากกว่าความเป็นหญิงมานานหลายทศวรรษ แต่ดูเหมือนว่าความเป็นญี่ปุ่นในแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจนั้น ค่อย ๆ เลือนลงมาทุกขณะ เมื่อแดนอาทิตย์อุทัยได้มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกอย่าง ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ (Takaichi Sanae) ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ให้ขึ้นมากุมบังเหียนทิศทางประเทศยามวิกฤตเช่นนี้
นอกจากนายกฯ หญิงคนแรกแล้ว หากมองมาที่เหล่าคนทำงานในสภาญี่ปุ่น ก็จะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยในการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2023 มีผู้หญิงลงสมัคร 489 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา แต่ก็ยังคิดเป็นเพียง 16% ของผู้สมัครทั้งหมดเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นแล้วว่าผู้หญิงญี่ปุ่นเองก็เริ่ม ‘กล้า’ ส่งเสียงของตัวเอง ในสนามการเมืองมากขึ้นเช่นกัน
หนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งคงหนีไม่พ้น ‘ริเอะ ไซโตะ’ (Rie Saito) ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อจากบล็อกโทไก (Tōkai PR) ผู้สูญเสียการได้ยินตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบ 10 เดือน เธอคือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้มีปูมหลังที่น่าอัศจรรย์ จากอดีตโฮสเตสเบอร์หนึ่งในคลับหรูย่านกินซ่า (Ginza) ที่มัดใจแขกเหรื่อด้วยการสื่อสารผ่านปลายปากกา แม้จะไร้ซึ่งเสียงพูด แต่ลายมืองามหยดที่เธอใช้เขียนโต้ตอบกลับเปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่ใครก็ยากจะถอนตัว
หลังทำงานโฮสเตสมา 8 ปี ริเอะตัดสินใจลาออก และหันมาทำงานเขียน พร้อมทั้งเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนสิทธิผู้พิการไปด้วย แน่นอนว่าเรื่องราวที่สุดแสนจะน่าประทับใจเช่นนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ ‘Hitsudan Hostess’ ซึ่งกรุยทางให้เธอเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ จนถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี 2009 (ออกอากาศมกราคม 2010 นำแสดงโดย เคโกะ คิตางาวะ) ทว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเมื่อชื่อเสียงมาถึง สิ่งที่ตามมาคือเสียงเรียกร้องจากผู้พิการทั่วญี่ปุ่นที่ขอให้เธอช่วยเป็นที่พึ่ง นับจากวันนั้น ริเอะจึงตั้งปณิธานว่าเธอจะเป็นกระบอกเสียงให้ผู้พิการได้ลืมตาอ้าปากอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี
เส้นทางการเมืองของเธอเริ่มปรากฏชัดในปี 2015 เมื่อริเอะในวัย 31 ปี ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตคิตะ (Kita City Assembly) ในกรุงโตเกียว และคว้าชัยชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นประวัติการณ์ถึง 6,630 เสียง แม้ในปี 2025 เธอจะเคยประกาศว่าได้กลับไปทำงานโฮสเตสที่เธอรัก แต่ในปัจจุบัน ริเอะในวัย 42 ปี ผู้ยังคงมีจิตวิญญาณนักสู้หลงเหลืออยู่ ก็ได้นำพาเธอกลับสู่เส้นทางการเมืองอีกครั้งในระดับชาติ ภายใต้พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party - LDP) เพื่อพิสูจน์ว่าโลกของคนหูหนวกและคนหูดีสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ผิดแผกจากกัน
ริเอะ ไซโตะ เกิดในปี 1984 ที่จังหวัดอาโอโมริ โลกของเธอเงียบลงตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบ 10 เดือน จากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่งผลให้เธอเป็นหนึ่งในผู้บกพร่องทางการได้ยินที่มีอยู่ราว 340,000 คนทั่วญี่ปุ่น เธอถ่ายทอดความในใจผ่านโปรไฟล์ส่วนตัวในปี 2026 ว่า เธอต้องการสร้างอนาคตที่ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และมุ่งเน้นนโยบายการรับรองข้อมูล (Information Accessibility) เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีกำแพงด้านความพิการหรืออายุ
“ฉันสูญเสียการได้ยินทั้งหมดตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เติบโตขึ้นมาในโลกที่ไร้เสียง โดยพ่อแม่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเลี้ยงดูฉันให้เหมือนคนอื่น ๆ จึงส่งฉันเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปในท้องถิ่น นับจากนั้น ฉันก็เริ่มเผชิญหน้ากับความจริงของการเป็น ‘คนหูหนวก’ ท่ามกลางผู้คนที่ ‘ได้ยิน’
“อาจฟังดูแปลก แต่ฉันแทบไม่เคยประสบปัญหาในการสื่อสารเลย ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือในชีวิตประจำวัน ฉันคิดว่าตัวเองโชคดีที่มีครอบครัว เพื่อน และคุณครูที่คอยสนับสนุนอยู่รอบตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อมองออกไปยังสังคม ฉันตระหนักว่าไม่ใช่ทุกสภาพแวดล้อมจะเข้าใจและเปิดรับเช่นนี้”
เธอยังย้ำเตือนสังคมอีกว่า มุมมองของผู้พิการไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ทุกคนย่อมต้องเผชิญกับความเสื่อมถอยของร่างกายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“ฉันเชื่อว่า เด็กในรุ่นต่อไปไม่ควรต้องเติบโตในสังคมที่พวกเขารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมเพียงเพราะความพิการ เพศ หรือคุณลักษณะทางกายภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด การเคารพและยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคลควรเป็นเรื่องปกติ และการสร้างสังคมที่เป็นเช่นนั้นให้เกิดขึ้น คือความรับผิดชอบของพวกเราที่มีต่อคนรุ่นถัดไป
“ใครกันจะมีจินตนาการมากพอที่จะมองเห็นอนาคตที่ ‘ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ หากไม่ใช่พวกเรา ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับข้อจำกัดและความพิการในทุกวัน ฉันจึงตัดสินใจก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกรัฐสภาคนแรกที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เพื่อออกแบบอนาคตนั้นด้วยตัวเอง”
แต่กว่าเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนเหล่าผู้บกพร่องทางร่างกายด้านอื่น ๆ อย่างในทุกวันนี้ เธอเองก็เคยเผชิญกับโลกที่ไม่น่ารักสำหรับเธอเช่นกัน และนั่นหลอมรวมให้เธอกลายเป็นเด็กเกรี้ยวกราด ทำตัวขวางโลก และไม่สนใจใคร
ริเอะเล่าว่าเธอเริ่มสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุยังน้อย และเคยถูกจับข้อหาลักขโมย จนทำให้ต้องลาออกจากโรงเรียนมัธยมก่อนเรียนจบ และได้ตัดสินใจทำงานหาเงินด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก และงานที่เธอเลือกคือ พนักงานพาร์ทไทม์ในร้านขายเสื้อผ้า ก่อนจะผันตัวมาเป็นโฮสเตส คอยรินเครื่องดื่มและสร้างความบันเทิงให้ลูกค้า ในปี 2007 เธอย้ายไปโตเกียว และกลายเป็นโฮสเตสระดับท็อปในย่านกินซ่า
ส่วนบุคลิกสดใสของเธอได้รับอิทธิพลจากเพื่อนสนิท ‘มิยูกิ ยาฮาตะ’ (Miyuki Yahata) เพื่อนวัยเด็กที่ไม่เคยทอดทิ้งคนที่แตกต่างอย่างเธอให้เหงาใจ
“ความเข้มแข็งของมิยูกิเป็นเหมือนพรที่ซ่อนอยู่… ถ้าไม่มีมิยูกิ ฉันอาจยังเก็บตัวอยู่บ้านอย่างหดหู่ แต่เพราะเธอเป็นคนที่มีความกล้าและลุย ฉันเลยได้รับอิทธิพลจากเธอ ทำให้ฉันกล้าทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น ฉันมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะเธอ”
ริเอะในวัย 26 ปีให้กำเนิดลูกสาวที่ฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้แต่งงาน และเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง ซึ่งเป็นอีกความท้าทายในสังคมญี่ปุ่นที่เด็กถึง 98% เกิดในครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม มีทั้งพ่อ-แม่ให้ความอบอุ่นแก่ลูกที่เพิ่งลืมตาดูโลก
“ฉันยังไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ ฉันตื่นพร้อมเอมะ (ลูกสาว) ราว 6-7 โมงเช้า เรานอนเตียงเดียวกัน ฉันจึงรู้สึกได้ว่าเธอขยับตัวก่อนจะร้อง และนั่นก็ทำให้ฉันตื่น หรือบางครั้งฉันใส่นาฬิกา Silk Watch ที่สามารถตรวจจับเสียงร้องของทารกแล้วสั่นเตือน ก็ช่วยปลุกฉันได้เหมือนกัน” เธอให้สัมภาษณ์ผ่าน SPORTS NIPPON NEWSPAPERS เมื่อปี 2010
“เวลาออกไปข้างนอกด้วยรถเข็น เธอจะนอนง่ายและเรียบร้อยมาก แต่พออยู่บ้าน เธอจะซนหน่อยจนถึงช่วงเย็น ตอนนี้เธอติดอุ้มมาก ถ้าฉันไม่อุ้มก็จะงอแง”
ส่วนเหตุผลที่เธอตัดสินใจเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ริเอะบอกว่า หลังจากเลิกรากับคนรัก เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าตั้งท้องจึงตัดสินใจทันทีเลยว่าจะเก็บเด็กคนนี้ไว้ แม้จะไม่มีสามีอยู่เคียงข้างก็ตาม
“การได้มองหน้าเธอตอนหลับสนิท เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดจริง ๆ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าการให้กำเนิดลูกเป็นสิ่งที่วิเศษมาก
“พยาบาลบอกว่าเอมะน่าจะสูง 170 ซม. เลยค่ะ ครอบครัวฉันไม่ได้สูงมาก แต่พ่อของเธอสูงเกิน 180 ซม. อาจจะได้ยีนมาจากเขา พอเธอโตขึ้น ฉันคงต้องเงยหน้าคุยกับเธอ (หัวเราะ)”
แต่อย่างไรก็ตามหลังจากดูแลเอมะมาได้ระยะหนึ่ง ริเอะก็ตกตะกอนได้ว่า ลูกสาวของเธอยังคงต้องการ ‘พ่อ’ อยู่
“ฉันวางแผนว่าจะไปอยู่กับพ่อของลูกในอนาคตอันใกล้ เขาเองก็เห็นด้วย ก่อนคลอดฉันคิดถึงแต่ตัวเอง แต่พอเอมะเกิดและเติบโตขึ้น ฉันก็รู้ว่าเธอต้องการพ่อ” นี่คือความรู้สึกของเธอในปี 2010
ปัจจุบันเธอยังคงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและไม่ได้รับค่าเลี้ยงดูจากฝ่ายชาย แต่เธอก็พร้อมดูแลลูกสาวคนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำให้ได้ ขณะที่อีกหนึ่งฝันคือ เธออยากจะสร้างสถานที่ทำงานให้ผู้พิการและคนทั่วไปสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไม่อึดอัดใจ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกเข้าสู่เส้นทางการเมือง เพราะนี่คือโอกาสที่ ‘เสียง’ ของผู้พิการจะดังก้องไปทั่วสภา
“ฉันเริ่มสนใจทำงานด้านการเมือง เพราะคิดว่าฉันสามารถมอบความหวังให้ผู้พิการได้”
ริเอะก้าวเข้าสู่สภาด้วยนโยบายที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ชีวิตจริง เพื่อลดกำแพงอคติและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น โดยเธอได้บอกผ่านเว็บไซต์ส่วนตัวว่าจะมีทั้งหมด 6 คำมั่นสัญญาในการผลักดันทุกอย่างให้สำเร็จเป็นตามที่ประชาชนไว้ใจให้เธอก้าวเข้าสู่สภา นั่นคือ
1. ก้าวข้ามกำแพงแห่งความเงียบ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้บกพร่องทางการได้ยิน ให้สามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างไร้อุปสรรค โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่ปัญหาการได้ยินเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน
2. สานต่อจิตวิญญาณ Deaflympics Tokyo 2025 ใช้โอกาสที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลกของผู้พิการทางการได้ยิน เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสังคมที่เคารพในความหลากหลายอย่างยั่งยืน
3. โอบอุ้มทุกการเกิดและการเติบโต ผลักดันสวัสดิการแม่และเด็กที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับชีวิตจริง เพื่อให้การเลี้ยงดูบุตรเป็นเรื่องที่น่าสบายใจสำหรับทุกครอบครัว
4. Inclusive Education: เรียนรู้ร่วมกันเพื่อความกลมกลืน ส่งเสริมให้เด็กพิการและเด็กปกติได้เรียนร่วมกัน เพื่อปลูกฝังการยอมรับความแตกต่างตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย
5. เชิดชูศักดิ์ศรีทุกอาชีพ ยกระดับสถานะและสิทธิของแรงงานในอุตสาหกรรมบริการและสถานบันเทิงยามค่ำคืน ให้ได้รับความเคารพและภาคภูมิใจในวิชาชีพไม่ต่างจากอาชีพอื่น
6. ดิจิทัลเพื่อทุกคน (DX for All) ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเปิดประตูโอกาสใหม่ ๆ ให้คนรุ่นใหม่ สตาร์ตอัป และผู้พิการ ให้สามารถเข้าถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียม
และนี่คือเรื่องราวของเด็กสาวที่เคยตามหาความหมายชีวิต ก้าวสู่โฮสเตสผู้ใช้ปากกาเยียวยาหัวใจผู้คน และในวันนี้ เธอคือสมาชิกสมาชิกรัฐสภาผู้สง่างาม ริเอะได้นำความบกพร่องเข้ามาเป็นพลังในการทำงานการเมือง ออกแบบโลกที่ทุกคนสามารถยืนหยัดได้อย่างมีเกียรติไม่แพ้คนอื่นใด
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : Rie Saito / Facebook
อ้างอิง